ธุรกิจและการเงิน

เส้นทาง Start Up

Published 25 ธ.ค. 2018

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Start-Up-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ ฝันอยากสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีมากทำให้สังคมไทยมีพัฒนาการ เกิดสินค้าหรือบริการใหม่ที่พัฒนาประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ความที่ผมเคยอยู่บนเส้นทาง Start Up เลยขออนุญาตให้ความเห็นกับผู้อ่านที่ต้องการเป็นโจรสลัดว่าคุณต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง 

1. ชีวิต 3 ปีแรกเป็นชีวิตที่ไม่มีชีวิตส่วนตัว คุณต้องสละเวลาโฟกัสกับเรื่องธุรกิจ ขออนุญาตพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า 3 ปีแรก There is no life ผมขอยกตัวอย่างสัก 3 เรื่องให้เห็นอย่างชัดเจน 

ตัวอย่างแรก Start Up รายหนึ่งที่ตอนนี้แจ้งเกิดเรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่าช่วงแรกของชีวิตเขา เขากินนอนอยู่ที่บริษัท ความหมายคือบ้านกับที่ทำงานคือที่เดียวกัน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเสีย ตื่นก็ลงมาทำงานเลย ทำงานดึกดื่นเสร็จแล้วขึ้นนอน คำว่าเสาร์-อาทิตย์แทบจะไม่มี ไม่มีสันทนาการของชีวิต 

ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะ Start Up ของเขาได้เงินลงทุนจาก Venture Capitalist นี่คือพันธสัญญาที่เขาต้องส่งมอบความก้าวหน้าขององค์กร การทำงานหนักจึงเป็นหัวใจของการแจ้งเกิด 

ตัวอย่างที่ 2 คือ Marissa Meyer ซึ่งเคยทำงานกับ Google ตอนที่องค์กรนี้เป็น Start Up ผมให้ทุกท่านเดาครับว่าเธอทำงานกี่ชั่วโมงใน 1 อาทิตย์

คำตอบคือ 130 ชั่วโมงครับ ตัวเลขนี้มันตรงกับตัวอย่างแรกที่ผมเล่าว่าชีวิตของ Start Up Operator จะไม่มีชีวิตส่วนตัว Marissa บอกว่าชีวิตเธอที่ Google เธอค้างคืนที่ Office อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 คืน เพราะมันปลอดภัยกว่าที่จะนอนที่ Office ดีกว่าเดินไปที่รถตอนตี 3 เพื่อขับรถกลับบ้าน ทั้งเสียเวลา และไม่ปลอดภัย

มากไปกว่านั้นตอนที่ Marissa Meyer มาเป็น CEO ของ Yahoo มีอยู่ช่วงหนึ่งเธอลาคลอด เธอทำงานในโรงพยาบาลหลังคลอดทันที นี่คือ Spirit ของใครก็แล้วแต่ที่เป็น Start Up วินัยเรื่องการทำงานหนักคือหัวใจที่ทำให้ Start Up คนใดคนหนึ่งประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

ผมไม่ได้บอกว่า Start Up Operator ต้องทำตัวแบบ Marissa สิ่งที่ผมต้องการให้ความเห็นคือความทุ่มเทคือสูตรสำเร็จที่จะนำ Start Up จากภาวะความเป็นวุ้นแล้วเป็นต้นไม้ใหญ่ ตัวอย่างสุดท้ายคือชีวิตจริงของผม ผมทำงานแบบไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งมาทำงาน เพื่อเตรียมตัวเริ่มต้นวันจันทร์ด้วยความพร้อม โดยผมนำงานมาทำที่บ้าน และบางครั้งก็ไปที่ Office ด้วย

ถามว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น เพื่อให้เช้าวันจันทร์ผมวิ่งร้อยเมตรได้ทันที ผมสามารถเริ่มต้นวันแรกของอาทิตย์ด้วยความพร้อมที่มากกว่าคู่แข่งขัน มันจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องยินดีเสียสละชีวิตส่วนตัว เสียสละความสุขเพื่อสานฝันให้เป็นจริง

2. ต้องเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง การเล่าเรื่องมีความสำคัญใน 2 ระดับ เรื่องแรกคือการทำ Internal Communication ปลุกพลังของทีมงาน ชี้ทิศให้ชัดเจนว่า ‘ดาวเหนือ’ ขององค์กรอยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่มีความสำคัญมาก เพราะชีวิตช่วงแรกของ Start Up เป็นชีวิตที่ยากลำบาก ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น มันเป็นหน้าที่ของผู้นำที่ต้องสร้างขวัญและกำลังใจของทีมงานให้พร้อมรบตลอดเวลา ทำให้ทีมงานแกร่งทางจิตเพื่อก้าวข้ามนานับอุปสรรคที่ขวางหน้า

การจะทำอย่างนั้นได้ คุณในฐานะผู้นำต้องเก่งในการเล่าเรื่องที่หลากมิติ เพื่อเติมน้ำมัน High Octane เข้าไปในความรู้สึกของทีมงาน ประการที่ 2 การเล่าเรื่องมีความสำคัญคือคุณต้องไป Pitch ตัวเองกับบุคคลภายนอก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็น Venture Capitalist เพื่อชักชวนคนกลุ่มนั้นมาลงทุนในบริษัท หรือไป Pitch กับ Prospect เพื่อให้พวกเขามาเป็นลูกค้าคุณ

มาถึงตรงนี้ผมแนะนำเทคนิคหนึ่งในการทำ Pitch ที่เรียกกันว่า Elevator Pitch ความหมายคือคุณต้อง สามารถเล่าเรื่องที่ใช้เวลาสั้นมาก เหมือนกับคุณใช้ลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นที่คุณต้องการ คุณมีเวลาเพียง 60 วินาที นี่คือ 60 วินาทีที่จะเปลี่ยน ชีวิต

ใครที่เป็น Start Up จึงต้องมีทักษะในการสื่อสารไอเดียธุรกิจแบบตรงประเด็น เปี่ยมไปด้วยพลัง และสร้างแรงดลใจ จะทำอย่างนั้น ได้เกิดจากการฝึกฝน เล่าเรื่องแบบ Personal Story Telling ที่ทำให้คนอีกข้างหนึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอ ขอบอกว่าความสามารถตรงนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ เป็นพรแสวงครับ

3. คุณต้องสร้างความสามารถพิเศษอีกข้อหนึ่งคือ ‘รักการกินข้าวต้มได้นานๆ โดยไม่เบื่อ’ เพราะช่วง 3 ปีแรกซึ่งเป็นช่วงตั้งไข่ คุณต้องประหยัด มัธยัสถ์ กินน้อย ใช้น้อย เพื่อให้มี Oxygen of Orogress ที่เพียงพอที่จะทำให้ Start Up ของคุณเดินหน้าอย่างไม่ติดขัด พูดภาษาง่ายๆ คือคนที่เป็นโจรสลัดต้องยินดีเสียสละความสะดวกสบายชีวิตส่วนตัวในช่วงแรกเพื่อให้ธุรกิจมีน้ำมันเต็มถัง

4. มีความสามารถในการคิด Disruptive Business Idea ที่เป็น End to End Solution เป็นข้อเสนอธุรกิจที่เป็นคำตอบองค์รวม ตั้งแต่ตัวสินค้าหรือบริการ เขียนพิมพ์เขียวของงานหลังบ้านและงานหน้าบ้านให้สอดรับกันอย่างไร้รอยต่อ ผมมีตัวเลขที่อยากเล่าให้ฟังคือ

Start Up มีโอกาสประสบความสำเร็จไม่ถึงครึ่งหนึ่ง คนที่รอดคือคนที่สร้าง Disruptive Idea แล้วสามารถถ่ายทอดเป็นสินค้าที่ดีจริงตามฝัน ความหมายคือ Start Up คนนั้นต้องเป็นทั้ง ‘นักคิด’ และ ‘นักปฏิบัติ’ มีจิตวิญญาณของนักสู้ข้างถนน แพ้ได้แต่ไม่มีคำว่าท้อ เมื่อถูกชก ล้มลง ยินดีให้กรรมการนับแค่ 8 ลุกขึ้นมาใหม่ สู้ต่อ

สุดท้ายคือความรวดเร็วและการตัดสินใจที่เด็ดขาด เพราะเวลาหมายถึงต้นทุน หมายถึงโอกาสทางธุรกิจ ส่วนการตัดสินใจคือองค์ประกอบที่ทำให้องค์กรขยับตัวอยู่ตลอดเวลา อยากฝากข้อคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวและสร้างความเสียหายมากที่สุดคือการไม่ตัดสินใจ

ผมขอเป็นกำลังใจกับคนรุ่นใหม่ทุกคนที่กำลังสร้างเรือลำเล็กแล่นเข้าไปในทะเลลึกครับ



Advertising