Published 1 ม.ค. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Strategy-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

คำๆ นี้เป็นสิ่งที่นักธุรกิจให้ความสำคัญกันมาก ความที่ผมมีอาชีพเป็น Strategist มีความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษเลยอยากค้นหาว่าที่มาของคำนี้มีต้นตอมาจากไหน

ผมมีโอกาสอ่านหนังสือชื่อ Strategy: A History ที่แต่งโดย Lawrence Freedman ต้องบอกว่าโลกทัศน์ เปลี่ยนไปทันทีเมื่ออ่านหนังสือจบ ผู้แต่งบอกว่าที่มาของ Strategy เกิดจากสงคราม สมัยก่อนเวลารบกัน ต่างคนต่างเคลื่อนทัพ คุณม

กองทัพที่มีทหารแสนคน อีกคนหนึ่งมีทหาร 5 หมื่นคน แล้วรบประจัญบานกัน ผลก็แน่นอนว่า กองทัพที่มีกำลังมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ นี่เป็นที่มาของคำถามของฝ่ายที่มีกำลังและสรรพาวุธน้อยกว่าว่าทำอย่างไรถึงจะชนะฝ่ายตรงกันข้าม

และนี่คือที่มาของคำว่า Strategy รากศัพท์ของคำนี้มาจากภาษากรีก Strategos ความหมายคือ The art of creating power ศิลปะของการสร้างขุมกำลัง มีกำลังน้อยกว่า ก็สามารถเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามได้ ดังนั้น Strategy จึงมีความเป็นมาน่าจะเกือบเป็นพันปี หลังจากนั้น Strategy เข้าสู่การเมืองที่ทำอย่างไรที่จะเอาชนะฝ่ายตรงกันข้ามได้

ตัวอย่างเช่น กรณีของมหาตมะ คานธี ที่ใช้หลักอหิงสาเอาชนะฝ่ายอังกฤษที่ปกครองประเทศอินเดียทำให้อินเดียได้รับอิสรภาพ สุดท้าย Strategy เข้าสู่วงการธุรกิจเพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจให้มีความหลักแหลมของยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะคู่แข่งได้

ผมก็เหมือนคนทั่วไปที่คิดว่าการที่เราจะคิด Strategy เริ่มต้นต้องตั้งเป้าหมายของธุรกิจหรือกิจกรรมที่เราต้องการทำ Strategy คือเส้นทางที่เดินสู่เป้าหมายนั้น

Freedman มีความเห็นอีกแบบหนึ่งครับ เขาบอกว่า Strategy is set by problems you face here and now ความหมายที่แท้จริงของ Strategy คือตอนนี้คุณเผชิญหน้ากับปัญหาอะไร Strategy คือการหาทางออกจากปัญหา Strategy คือการรับมือกับ Moment of Now คือการอยู่กับปัจจุบัน แล้วผู้แต่งพูดชัดเจนว่า “Strategy is not about getting to the ultimate objective, strategy is about getting to a better place than you would be without a strategy”

Strategy ไม่ใช่เส้นทางเดินสู่เป้าหมายสุดท้าย Strategy นำคุณไปสู่สิ่งที่ดีกว่าถ้าไม่มี Strategy และเมื่อแก้ปัญหาที่หนึ่งได้คุณจะเจอปัญหาสอง สาม สี่ หลังจากนั้นต้องหา Strategy ต่อไป ต่อไป และต่อไป แล้วคุณจะเดินไปถึงจุดหมาย แปลความหมายคือ Strategy คือ การแก้ปัญหาของ Moment of Now แก้ปัญหาทีละเปลาะ แก้ปัญหาแบบ One at a Time เปรียบเสมือนวางแผ่นไม้แผ่นแรก แผ่นที่สอง แผ่นที่สาม สุดท้ายมันกลายเป็นสะพาน

Strategy ที่หลักแหลมต้องไม่ยึดติด ไม่ตายตัว ถามว่าเพราะอะไร มันง่ายนิดเดียวครับ Strategy คือเครื่องมือที่ใช้ในการทำสงครามทางธุรกิจเมื่อเราคิด Strategy ที่โจมตีฝ่ายตรงกันข้ามได้ถามว่าคู่ต่อสู้นั่งอยู่เฉยๆ หรือครับ คำตอบคือ ไม่ คู่แข่งจะคิดอะไรออกมาแก้ไขสถานการณ์ของเขาเพื่อโจมตีกลับ ทำให้เราเจอปัญหาใหม่จึงต้องคิด Strategy ต่อไป

ประเด็นที่ผมต้องการสื่อสารคือ Strategy ที่สุดยอดต้องมีความยืดหยุ่น ลื่นไหล และปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ถ้าหลักคิดเรื่อง Strategy นี้ถูกต้อง คำถามคือการตั้งเป้าหมายทางธุรกิจควรเป็นอย่างไร การตั้งเป้าหมายคือ ‘การปักเข็มหมุดบนก้อนเมฆ’ แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือเป้าหมายใหญ่เหมือนเดิม แต่เป้าหมายย่อยในแต่ละช่วงเวลา เปรียบเสมือนเราเปลี่ยนตำแหน่งของการปักเข็มหมุดไปเรื่อยๆ บนก้อนเมฆก้อนเดิม

ขอยกตัวอย่างเรื่องของประธานเหมา เจ๋อตง เมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้ว ประธานเหมา เจ๋อตง กับเจียง ไคเชก ต้องการเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศจีน เจียง ไคเชก มีกองทัพในมือเลยได้เป็นประธานาธิบดีของจีน แล้วส่งกองทัพโจมตีกองทัพของฝ่ายตรงกันข้าม ทำให้เหมา เจ๋อตง กับทหารคู่ใจต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปสุดประเทศ โดยหนีไปในชนบท ผ่านเรือกสวนไร่นา เหมาเจ๋อตง เลยใช้โอกาสนี้ขายความคิดเรื่อง ‘สังคมนิยม’ ให้ชาวไร่ชาวนาเป็นเรือนล้านที่ถูกกดขี่ ข่มเหง

มากไปกว่านั้น เหมา เจ๋อตง บอกกับเหล่าทหารว่าห้ามปล้นชิงราษฎร ถ้าเจอคนร่ำรวยที่ข่มเหงประชาชนให้ปล้นแล้วเอาของมาแจกคนยากไร้ทำให้ เหมา เจ๋อตง กับลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นที่ชื่นชอบของคนในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก สุดท้ายพวกเขาไปจนมุมที่สุดขอบประเทศ มีทหารเหลือแค่หยิบมือเดียว การหนีครั้งนั้นคือที่มาของคำว่า The Long March มาถึงตรงนี้ โอกาสเป็นเบอร์ 1 ของประเทศแทบจะเป็นไปไม่ได้

มาถึงตรงนี้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกจีนอย่างโหดเหี้ยม เหมา เจ๋อตง ขอเจรจาหย่าศึกชั่วคราวกับเจียง ไคเชก บอกว่าตอนนี้คนจีนต้องรวมกันเป็นหนึ่งเพื่อกวาดล้างญี่ปุ่น โดยให้กองทัพของเจียง ไคเชก เป็นทัพหลวง และเหมา เจ๋อตง ขอรบแบบกองโจร ภายในเวลาไม่กี่ปีญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก ปรากฏว่าความนิยมของเจียง ไคเชก กับเหมา เจ๋อตง มันแตกต่างกันสุดขั้ว คนยากไร้ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศคิดว่าทางรอดของจีนคือลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เหมา เจ๋อตง ไปขายไอเดียในช่วง The Long March

สุดท้าย เหมา เจ๋อตง เปลี่ยนประเทศจีนเป็นระบบสาธารณรัฐแล้วเขาเป็นประธานาธิบดี ส่วนเจียง ไคเชก ต้องหนีไปอยู่ที่เกาะไต้หวัน นี่คือความหมายของการตั้งเป้าคือ ‘ปักเข็มหมุดบนก้อนเมฆ’ เป้าหมายของเหมา เจ๋อตง ในแต่ละช่วงเวลาจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่เป้าหมายใหญ่เหมือนเดิม

ผมขอสรุปเรื่องนี้ด้วยคำพูดของ Dwight D. Eisenhower ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขาให้ความเห็นว่า “Plan is useless, planning is essential” การมีแผนคือสิ่งไร้ค่า การวางแผนตลอดเวลาคือสิ่งจำเป็น เพราะคำว่า ‘มีแผนในมือ’ คือจะใช้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่น่าจะไปรอด

หลักคิดเรื่องปักเข็มหมุดบนก้อนเมฆ กับการสร้าง Fluid & Flexible Strategy คือสุดยอดเครื่องมือของการบริหารธุรกิจในยุค Disruptive Economy ที่ธุรกิจมีความผันผวนมหาศาล ถ้าเรื่องที่เล่ามาถูกต้องคำว่า Long Term Plan & Solid Strategy น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกยุคสมัยครับ


AUTHOR :

ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)
ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)
เขาเป็นนักยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่ ‘คิดสวนทาง’ หลงใหลเรื่องนวัตกรรมกับเรื่อง disruption เขาใช้วิธีคิดนี้เป็นเครื่องมือสร้าง business transformation ให้องค์กรธุรกิจ ทำให้เกิดโมเดลพลิกองค์กรเป็น disruptor ที่เปล่งแสงแล้วเติบโตแบบก้าวกระโดด เขาเป็นเจ้าของเพจแกะดำทำธุรกิจ ติดตามบทความพลิกมุมคิดของเขาได้ในคอลัมน์ธุรกิจและการเงิน

Advertising