ธุรกิจและการเงิน

การตลาด AI และความไม่เท่าเทียม

Published 18 ต.ค. 2018

By ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

AI-Big-Data-biz-buzz-Rabbit-today-banner

ใครๆ ก็ทราบว่า การตลาดคือหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ

ไม่ใช่เฉพาะยุคนี้ด้วย แต่มันสำคัญทุกยุคทุกสมัยก็ว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตลาดออนไลน์ 

เมื่อทั้งโลกเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ต การทำธุรกิจก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

การตลาดก็เช่นกัน จะเหมือนเดิมได้อย่างไร

ดังนั้น ไม่แปลกที่จะมีการตลาด 3.0, การตลาด 4.0 หรือการตลาด 5.0 ในอนาคตอันใกล้นี้

เมื่อพูดถึงการตลาด ผู้อยู่ในวงการจะทราบดีว่า ปรมาจารย์การตลาดอันดับ 1 ของโลกก็คือ ฟิลิป คอตเลอร์ แม้ว่าจะวัยวุฒิที่สูงล้ำ ทว่าวัยที่มากขึ้นนั้นหมายถึงประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

เร็วๆ นี้ Forbes ได้สัมภาษณ์อภิมหาปรมาจารย์ท่านนี้ โดยเริ่มถามเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจทางการตลาด

อย่างที่ทุกท่านทราบกันว่า การทำธุรกิจยุค 4.0 สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเทคโนโลยี บริษัทใดก็ตามที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าผู้อื่น จักเป็นผู้ชนะ

และผู้ชนะก็คือบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่รวบรวมข้อมูลได้มากกว่าใครๆ

Yuval Noah Harari ผู้เขียน 21 Lessons for the 21 Century พาดหัวในบท ‘ความเท่าเทียม’ ว่า Those Who Own Data Own the Future.

ผู้ที่กุมข้อมูล คือผู้กุมอนาคต

“ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ปวงชนใต้หล้ากล่าวขานกันว่า มนุษยชาติได้อยู่บนเส้นทางแห่งความเท่าเทียม และโลกาภิวัตน์นั้นผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จักช่วยให้เราไปสู่ความเท่าเทียมในไม่ช้า ในความเป็นจริงแล้ว ศตวรรษที่ 21 จักสร้างสังคมที่ไม่เท่าเทียมที่สุดในประวัติศาสตร์ 

“ถึงแม้ว่าโลกาภิวัตน์และอินเทอร์เน็ตเชื่อมช่องว่างระหว่างประเทศ ทว่ามันจะถ่างความแตกต่างระหว่างชนชั้น และขณะที่มนุษยชาติใกล้ที่จะบรรลุการรวมกันเป็นหนึ่ง ชาวโลกจะถูกแบ่งชนชั้นวรรณะที่แตกต่าง"

Yuval กล่าวไว้ในบทที่ว่าด้วยความเท่าเทียม

ความเท่าเทียมนั้นเป็นอุดมการณ์ที่ดูเหมือนจะสามารถไปถึงได้ด้วยโลกาภิวัตน์ ที่ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้

ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้เหมือนกันหมด ทว่าในความเป็นจริง ในโลกที่ Deep Tech เป็นเสมือนอาวุธนิวเคลียร์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกประเทศจะมีอาวุธนิวเคลียร์ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทุกบริษัทจะมีเทคโนโลยีที่เท่าเทียมกัน

บริษัทที่เก็บรวบรวมข้อมูลในระดับโลกได้นั้นต้องมี Platform ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกใช้ ยิ่งคนใช้เยอะมากขึ้นเท่าไรก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ข้อมูลมหาศาลก็คือ Big Data 

Big Data ก็คืออาหารของ AI

เอาเข้าจริงมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีข้อมูลของคนส่วนใหญ่ในโลก

Facebook...

Apple...

Alphabet (บริษัทแม่ Google)

Amazon...

Netflix...

ล้วนมี Big Data ของปวงประชาใต้หล้า (ยกเว้นจีน)

ขณะที่กลุ่ม BAT ซึ่งประกอบไปด้วย

Baidu (เปรียบเหมือน Google ของจีน)...

Alibaba...

Tencent...

ก็มี Big Data ของคนจีนอยู่ในกำมือ

บริษัทเพียงไม่กี่บริษัทสามารถกุมข้อมูลของคนทั่วโลกเอาไว้ได้ รู้จักพลเมืองของแต่ละประเทศ ดีกว่ารัฐบาลรู้จักประชาชนของตนเองเสียอีก

มันจะน่ากลัวขนาดไหน ลองคิดดูก็แล้วกัน

แล้วความเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

มันเป็นเรื่องเพ้อฝันหรือโฆษณาชวนเชื่อเสียมากกว่า

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หาก AI พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ว่ามันจะแทนที่มนุษย์ แม้จะไม่ทุกอย่าง แต่ทว่างานระดับบน ก็มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นที่มนุษย์ทำไม่ได้

อนาคตของมนุษย์ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก



Advertising