ธุรกิจและการเงิน

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่

Published 15 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

American-retailer-bizz-buzz-Rabbit-Today-banner

สหรัฐอเมริกาเป็นชาติผู้นำและผู้สร้างมาตรฐาน E-commerce มากับมือ แต่ดูเหมือนสิ่งที่สร้างมากับมือกำลังทำลายล้างสินทรัพย์ของโลกธุรกิจยุคเก่าในประเทศอย่างเมามัน

และถ้าจะบอกว่าตอนนี้ E-commerce กำลังไล่ทำลายล้างธุรกิจไหนมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ก็คงต้องบอกว่าเป็น ‘ธุรกิจค้าปลีก’ 

…ห้างยักษ์ใหญ่ที่เป็นตำนานและมีความนิยมในโลกจากสหรัฐฯ ต่างทยอยปิดตัว 

  • The Limited ร้านค้าปลีกเครื่องแต่งกายแฟชั่นสำหรับผู้หญิง ปิดสาขา 250 แห่งทั่วประเทศสหรัฐฯ พร้อมทั้งเลิกจ้างพนักงาน 4,000 คน 
  • Payless Shoesource ดิสเคาน์สโตร์รองเท้าแฟชั่นชื่อดัง มีสาขากว่า 4,400 แห่งใน 30 ประเทศ ปิดไปแล้ว 400 สาขาในสหรัฐฯ และเปอร์โตริโก และจะทยอยปิดเพิ่มเติมอีก 1,000 สาขา
  • Wet Seal ร้านค้าปลีกเครื่องแต่งกายวัยรุ่น ปิดร้านทั้งหมดกว่า 500 สาขา และเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด 
  • BCBG ค้าปลีกแฟชั่นที่ปัจจุบันมี 570 สาขาทั่วโลก ปิดไปแล้วกว่า 300 สาขา 
  • Bebe เชนร้านค้าปลีกเครื่องแต่งกาย ปิดไป 170 สาขา และหันไปรุกการขายบนออนไลน์เต็มตัว
  • Guess Fashion Retailer รายใหญ่ของสหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปิดไปแล้ว 62 สาขา ล่าสุดประกาศปิดอีก 60 สาขา
  • Abercrombie & Fitch ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าสุดแนว ปิดสาขาจนเหลือ 674 สาขา จาก 800 สาขา
  • American Apparel อีกหนึ่งเจ้าวงการแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา ก็มีแผนต้องโละสาขา 110 แห่ง พร้อมเลิกจ้างพนักงานกว่า 2,000 คน ที่ถูกเลิกจ้าง
  • Crocs แบรนด์รองเท้าที่มีต้นกำเนิดรองเท้าสำหรับนักแข่งเรือและการใช้งานทางน้ำ สู่รองเท้าไลฟ์สไตล์ ปิดสาขา 158 แห่ง จาก 558 สาขา
  • Macy’s ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่กว่า 158 ปี ปิดไป 68 สาขา และเลิกจ้างพนักงานเกือบ 4,000 คนและจะปิดอีก 100 สาขาภายใน 2 ปีต่อจากนี้ 
  • JCPenney เป็นห้างสรรพสินค้าอีกหนึ่งรายที่ต้องปิดสาขา 138 แห่ง ในระยะเวลาอันใกล้นี้จากทั้งหมดกว่า 1,000 สาขา 
  • Kmart เชนค้าปลีกที่อยู่ในเครือของ ‘Sears Holdings Corporation’ พบกับสถานการณ์ยากลำบากไม่ต่างจากบริษัทแม่อย่าง Sears และตัดสินใจปิดไปแล้ว 108 สาขา
  • และ Sears ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อยู่คู่สหรัฐฯ มานาน 126 ปี ภายใต้การดำเนินงานของ ‘Sears Holdings Corporation’ เป็นอีกหนึ่งรายที่ไม่อาจต้านทานวิกฤติธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐฯ 

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ในส่วนของกรณีห้าง Sears ที่เป็นห้างฯ เก่าแก่ล่าสุด ได้ถูกความรุนแรงของคลื่นสึนามิที่เรียกว่า ‘E-commerce’ พัดหนี้สินกว่า 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาให้บริษัทฯ ตอนที่ยื่นล้มละลาย 

ครั้งหนึ่ง Sears ถูกยกให้เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท มีสาขามากกว่า 4,000 แห่ง รวมทั้งในแคนาดา (รวม Kmart) ก่อนที่จะเริ่มซบเซาลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น พร้อมๆ กับตัวเลขขาดทุน 73,090 ล้านบาท ในปี 2017 จนต้องลดขนาดสาขาในกลุ่มเหลือเพียง 900 แห่ง และปัจจุบัน Sears ก็ปิดห้างที่มีอยู่แล้ว 142 แห่ง ทั่วอเมริกาลง ปิดฉากห้างยักษ์ใหญ่ระดับตำนานของสหรัฐฯ

จากรายงานข่าว ‘Sears Holdings Corporation’ ได้ปฏิเสธข้อเสนอของนายเอ็ดดี้ แลมเพิร์ท ซึ่งเป็นประธานบริษัท ในความพยายามที่จะกอบกู้สถานะทางการเงินของบริษัท เพราะเชื่อว่าจะไม่สามารถเผชิญกับคู่แข่งสำคัญคือบริษัทอเมซอนได้อีกต่อไป

สำหรับเหตุที่ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกในสหรัฐฯ ต้องเผชิญวิกฤติค้าปลีกอย่างต่อเนื่องนั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยหลักมาจากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในองค์กรค้าปลีกนั้นๆ และแรงสะสมมาจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ 

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ส่วนไฮไลต์ของปัญหามาจากพฤติกรรมการช้อปปิ้งของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าเข้าร้านน้อยลง  

…แน่นอนว่าพอมีกรณีแบบนี้ ก็จะมีการตั้งคำถามว่า…แล้วค้าปลีกในไทยจะเจอวิกฤตินี้เมื่อไร?

…คำตอบที่พอจะตอบได้ในระยะอันใกล้ คือ ยังไม่เป็นไปตามนั้น

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

เน็กซัส บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ชี้ให้เห็นว่า ตลาดค้าปลีกไทย ยังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับตลาดค้าปลีกในประเทศอื่นๆ ที่โดนผลกระทบจากตลาดออนไลน์และการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพฤติกรรมผู้บริโภค

หากอ้างอิงข้อมูลค้าปลีกจากปี 2017 แล้ว ธุรกิจค้าปลีกไทย ยังเป็นธุรกิจที่มีฐานใหญ่อยู่มีมูลค่าอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น GDP ของประเทศ ก็ราวๆ 20% กว่าๆ โดยกลุ่มค้าปลีกใหญ่ๆ เกินกว่า 60% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด มาจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อต่างๆ และร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง เช่น

  1. ห้างสรรพสินค้า (Department Store) เช่น เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์
  2. ดิสเคาน์สโตร์ (Hypermarket/ Cash and Carry) เช่น เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร
  3. ซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เช่น ท็อปส์, วิลล่า มาร์เก็ท, ฟู้ดแลนด์
  4. ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Stores) เช่น 7-11, แฟมิลี่มาร์ต, ลอว์สัน 108
  5. ร้านค้าปลีกขายสินค้าเฉพาะอย่าง (Specialty Store) เช่น วัตสัน, บู๊ทส์, ซูเปอร์สปอร์ต, เพาเวอร์บาย, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส, ซีเอ็ด

รายได้ของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่โดยรวมเป็นอย่างไร?

  • บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด รายได้ 40,784 ล้านบาท กำไร 3,132 ล้านบาท
  • บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) รายได้ 30,860 ล้านบาท กำไร 2,742 ล้านบาท
  • บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด รายได้ 24,881 ล้านบาท กำไร 1,254 ล้านบาท
  • บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) รายได้ 218,164 ล้านบาท กำไร 9,118 ล้านบาท
  • บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) รายได้ 186,754 ล้านบาท กำไร 6,178 ล้านบาท
  • บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) รายได้ 117,351 ล้านบาท กำไร 5,095 ล้านบาท
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (7-11, แม็คโคร) รายได้ 489,403 ล้านบาท กำไร 19,907 ล้านบาท

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

…จากข้อมูลทั้งหมด สังเกตได้ว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ส่วนใหญ่ยังมีรายได้และกำไรที่ไปได้ดี แม้ E-commerce จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม

ส่วนเหตุผลที่อุตสาหกรรมค้าปลีกในไทย ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เดียวกันอุตสาหกรรมค้าปลีกในสหรัฐฯ เนื่องจากค้าปลีกสมัยใหม่ในไทย เช่น ศูนย์การค้าได้ปรับตัวเช่นกัน ไม่ได้มุ่งแต่ขายสินค้าเหมือนเช่นในอดีตแล้ว หากแต่ได้ยกระดับไปสู่การเป็นค้าปลีกที่ให้ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่มากกว่าการช้อปปิ้ง 

ยกตัวอย่างเช่นการเป็นศูนย์รวม ‘การใช้ชีวิต’ (กลุ่มเซ็นทรัล) ที่ทำให้ผู้คนได้มาพักผ่อน พบปะสังสรรค์ มาอัพเดทเทรนด์ และไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ทั้งอาหารการกิน แฟชั่น ความบันเทิง เทคโนโลยี การศึกษา รวมถึงการสร้าง Co-working Space มาไว้ในศูนย์การค้า และนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาผสานเข้ากับการให้บริการภายในค้าปลีกนั้นๆ

กรณีศึกษาค้าปลีกมะกันดับ!! สวนทาง ‘ค้าปลีกไทย’ ยังเอาอยู่,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

อีกเรื่อง คือ สภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนโคตร ทำให้คนไทยส่วนใหญ่จะไปใช้ชีวิตในศูนย์การค้า 

และอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ แบรนด์สินค้าและบริการในไทย จะเปิดช้อปขายในค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้แต่ห้างสรรพสินค้ามากกว่าการเปิดร้านแบบ Stand Alone บนถนนแบบในต่างประเทศ ซึ่งการที่แบรนด์ร้านค้า สินค้าและบริการต่างๆ รวมกันเปิดในที่ๆ หนึ่ง ย่อมสร้างแรงดึงดูดให้คนเข้ามาเดินช้อปปิ้งได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันค้าปลีกรูปแบบเดิมของไทย ก็ได้ปรับตัวในการเชื่อมต่อกับช่องทาง ‘ออนไลน์’ (ทุกค้าปลีกไทยมีออนไลน์ของตนเอง) ตามกลยุทธ์ ‘Omni-Channel’ ที่ออฟไลน์และออนไลน์เดินคู่ไปด้วยกันหรือที่เรียกว่า ‘O2O’

…แต่ยังไงซะ ตามที่ แจ็ค หม่า เคยกล่าวไว้ว่า หากสถานการณ์ของ E-commerce ในปี 2016 - 2017 เหมือนอาหารเรียกน้ำย่อยแล้ว ปีหลัง 2018 ก็คงจะเป็นเมนคอร์สแน่นอน…



Advertising