ธุรกิจและการเงิน

‘ใจบุญ’ หรือ ‘แท็กติก’? …วิเคราะห์ต้นตอ เหตุใดเศรษฐีระดับโลก ต้องบริจาคเงินมหาศาลให้การกุศล

Published 7 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

billionaires-donate-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ก่อนหน้านี้ ‘โจวเหวินฟะ’ นักแสดงชาวฮ่องกงชื่อดังวัย 63 ปี ตัดสินใจบริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้กับการกุศลเป็นมูลค่า 5,000 ล้านหยวน คิดเป็นเงินไทยราวๆ 23,500 ล้านบาท และหลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไปเขาก็ได้รับเสียงชื่นชมและได้รับการยกย่องจากสังคม รวมถึงในโลกโซเชียลอย่างล้นหลาม

การบริจาคของ โจวเหวินฟะ ในครั้งนี้ให้ข้อคิดที่ดีอย่างมาก เขาบอกว่า “ตายไป ก็เอาเงินไปด้วยไม่ได้ สู้บริจาคให้กับกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้มัน ไม่ดีกว่าหรือ? และเงินเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา เราแค่ดูแลมันชั่วคราวเท่านั้น ที่สำคัญเงินไม่ใช่สิ่งที่จะนำความสุขที่แท้จริงมาให้ และสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตไม่ใช่เรื่องของการหาเงินให้ได้มากที่สุด แต่คือการทำอย่างไร ที่จะมีจิตใจที่สงบสุข และรักษาความสมดุลในการใช้ชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด” 

อันที่จริง ข่าวเกี่ยวกับมหาเศรษฐีหรือคนดังหลายคนในต่างประเทศกับการบริจาคเงินเป็นจำนวนมากแก่องค์กรการกุศลต่างๆ มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่จะเป็นข่าวครึกโครมหน่อยก็เพราะบุคคลนั้นๆ เป็นคนที่มีชื่อเสียง 

มาดูกันว่าเศรษฐีระดับโลกเขาบริจาคเงินกันเท่าไหร่

‘ใจบุญ’ หรือ ‘แท็กติก’? …วิเคราะห์ต้นตอ เหตุใดเศรษฐีระดับโลก ต้องบริจาคเงินมหาศาลให้การกุศล,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

  • บิล เกตส์ เจ้าพ่อแห่งไมโครซอฟท์ ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในชีวิต สร้างมูลนิธิในชื่อ Bill and Melinda Gates Foundation ขึ้นมา ก่อนจะบริจาคเงินกว่า 95% ของรายได้ตัวเอง คิดเป็นเงินราว 28 พันล้านดอลล่าร์ เข้ามูลนิธิเพื่อใช้ในการกุศลต่างๆ
  • วอร์เรน บัฟเฟตต์ หนึ่งในนักลงทุนระดับโลก แถมยังขึ้นชื่อเรื่องการเป็นนักลงทุนที่ใจบุญ เคยบริจาคเงินกว่า 14 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับมูลนิธิของบิล เกตส์ รวมทั้งยังมีความตั้งใจว่าจะบริจาครายได้ส่วนตัวกว่า 99% ให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกุศล 
  • มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊กที่เคยถูกจัดอันดับเป็นบุคคลที่รวยเป็นอับดับที่ 16 ของโลก บริจาคเงินกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้กับโรงเรียนในนิวเจอร์ซี่ย์ เมื่อปี 2010 และบริจาคเงินอีกกว่า 18 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้กับมูลนิธิของซิลิค่อนวัลเล่ย์ นอกจากนี้ยังร่วมกับบิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก่อตั้งโครงการ The Given Pledge เพื่อบริจาคทรัพย์สินที่มีกว่าครึ่งหนึ่งให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ 

…อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุม การบริจาคเงินจำนวนมากเข้าการกุศลของเศรษฐีและคนดังหลายๆ คน อาจจะมีจุดประสงค์บางอย่างด้วย แต่ขอออกตัวก่อนว่า เราจะพูดในแง่มุมนี้ในเชิงของเหตุผลไม่ใช่การจุดประเด็นดราม่า เพราะนี่เป็นเรื่องปกติวิสัยที่ไม่ใช่เรื่องผิดอันใด แค่ให้ลองมามองอีกมุมหนึ่งกันดูเท่านั้น

ในบางประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีค่อนข้างหนัก การบริจาคเข้าการกุศลจะเป็นตัวช่วยให้เงินที่เขาเสียไป ไม่ได้เสียเปล่า ทำไมถึงถึงต้องบอกแบบนี้?

ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีมาตรการทางภาษีที่เรียกว่า ‘ภาษีมรดก’ และมีการจัดเก็บทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลของแต่ละมลรัฐ

‘ใจบุญ’ หรือ ‘แท็กติก’? …วิเคราะห์ต้นตอ เหตุใดเศรษฐีระดับโลก ต้องบริจาคเงินมหาศาลให้การกุศล,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ภาษีมรดกในระดับรัฐบาลกลาง จะเป็นการจัดเก็บภาษีจากการโอนทรัพย์สินของผู้ตายที่เป็นพลเมืองหรือผู้ที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาไปยังทายาทผู้รับมรดก โดยอัตราการจัดเก็บภาษีนั้นจะคำนวณจากผลประโยชน์ของทรัพย์สิน ณ เวลาที่เจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตลง โดยกองมรดกที่ต้องเสียภาษีจะต้องมีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการจัดเก็บภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 46 ของมูลค่าผลประโยชน์ของทรัพย์สินทั้งหมด ณ เวลาที่เสียชีวิตลง

ภาษีมรดกในระดับมลรัฐ เป็นภาษีกองมรดกและ/หรือภาษีการรับมรดก โดยบางรัฐใช้มาตรการภาษีกองมรดกเช่นเดียวกับรัฐบาลกลาง กล่าวคือหากรัฐบาลกลางมีเงื่อนไขในการยกเว้นภาษีอย่างไร รัฐบาลท้องถิ่นจะใช้เงื่อนไขดังกล่าวด้วย ขณะที่บางรัฐใช้กฎหมายภาษีกองมรดกที่เป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง ส่วนภาษีการรับมรดกเป็นการอุดช่องว่างการหลบเลี่ยงภาษีกองมรดกโดยจัดเก็บจากผู้รับมรดก

ทว่าทรัพย์สินบางประเภทจะได้รับข้อยกเว้นโดยไม่ถูกนำมาคำนวณอัตราภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ, ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ สิทธิเรียกร้องจากทรัพย์สิน, สินสมรสที่ถือครองโดยคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่

…และๆๆๆ “อีกเงื่อนไขที่ต้องจดไว้ คือ ทรัพย์สินที่บริจาคให้มูลนิธิเพื่อการกุศล”

ข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จูงใจแกมบังคับให้มหาเศรษฐีในอเมริกา จำเป็นต้องบริจาคเงินจำนวนมากให้กับมูลนิธิต่างๆ เนื่องจากมหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ต้องการที่จะเสียทรัพย์สิน (เกือบครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมด) ที่ตนหามาได้จากการทำงานมาตลอดชีวิตในรูปแบบของภาษีทั้งหมด

เหตุผลแรก เพราะเศรษฐีเหล่านี้ได้จ่ายภาษีในอัตราสูงมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว และกังวลว่ารัฐบาลจะนำเงินภาษีไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ แต่หากนำเงินไปบริจาคให้แก่มูลนิธิที่ตนเองเห็นว่าทำประโยชน์จริงๆ น่าจะเป็นการใช้เงินจ่ายที่ตรงความต้องการมากกว่า

อีกเหตุผลสำคัญ คือ เงินบริจาคส่วนใหญ่ มักจะมอบให้แก่องค์กรการกุศลที่ผู้บริจาคสามารถควบคุมได้ หรือเป็นมูลนิธิที่ทำกิจกรรมการกุศลที่สร้างภาพลักษณ์ให้แก่องค์กรธุรกิจที่ผู้บริจาคเป็นเจ้าของหรือหุ้นส่วน เงินบริจาคดังกล่าวจึงเหมือนเป็นเงินลงทุนทางอ้อมในการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจ ซึ่งผู้บริจาคจะได้ประโยชน์มากกว่านำไปเสียภาษีมรดกเพียวๆ

แต่ยังไงซะ…การบริจาคนั้นๆ จะหวังผลหรือไม่อย่างไร ก็ล้วนเป็นเรื่องอันดีที่ส่วนสังคมด้อยโอกาสจะได้รับประโยชน์จากเงินของคนกลุ่มนี้...และนี่คือสิ่งที่เราควรต้องปรบมือดังๆ



Advertising