ธุรกิจและการเงิน

โลกไร้เส้นแบ่งธุรกิจ

Published 5 ก.ย. 2018

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Collaboration-Process-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

โลกเกิดปรากฏการณ์ที่ผมขอตั้งชื่อว่า Cross-border Effect ความหมายคือมีผู้เล่นใหม่กระโดดข้ามอุตสาหกรรมแล้วลงหลักปักฐานสร้างเนื้อสร้างตัวจนผู้เล่นเก่าปั่นป่วน 

ผู้เล่นใหม่ไม่ได้มามือเปล่า พวกเขาสร้างคุณค่าใหม่ของสินค้า ทําให้ผู้เล่นเก่ากลายเป็น ‘ของล้าสมัย’ ไปในชั่วพริบตา ปรากฏการณ์นี้ผมมีข้อสันนิษฐานว่า เกิดจากสาเหตุ 2-3 ประการ

หนึ่ง โลกธุรกิจวันนี้มันเหมือนกระแสน้ำที่ไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ธุรกิจก็เช่นเดียวกัน วงการไหนที่ให้ผลตอบแทนสูง เงินจะวิ่งไปหาวงการที่ให้ Yield ที่ดีกว่า

ประการที่ 2 ที่เป็นข้อสันนิษฐานของผมคือ เดี๋ยวนี้ Barrier of Entry ไม่ค่อยมี ทําให้การเข้ามาของผู้เล่นใหม่จากอุตสาหกรรมอื่นเป็นไปได้ง่าย

ประการที่ 3 คือผู้เล่นแต่ละคนต้องเปิดเรดาร์หา ‘โอกาสใหม่’ ตลอดเวลา และเกิดรูปแบบใหม่ของการสร้างโอกาสจากกระบวนที่เรียกว่า Collaboration Process คือผู้เล่นหลายคนจับมือร่วมกันเจาะตลาดใหม่

ผมขอเล่าตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่าง

โลกไร้เส้นแบ่งธุรกิจ,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ในปี 1997 Steve Jobs รับบทบาทเป็น CEO ของ Apple เขากู้องค์กรนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ iMac ในปี 2007 Steve Jobs สร้างชะตาชีวิตใหม่ให้กับ Apple กระโจนข้ามอุตสาหกรรมมาเล่นในตลาดโทรศัพท์มือถือด้วยการออกสินค้าใหม่คือ iPhone

ภายในเวลาเพียง 10 ปี iPhone เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าวงการโทรศัพท์มือถือไปอย่างสิ้นเชิง ทําให้ผู้เล่นที่เป็นผู้นําตลาดอย่าง Nokia ลบหายไปจากตลาด ในขณะเดียวกัน iPhone กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับ Apple ยอดขายของ iPhone คือประมาณ 200 ล้านเครื่องต่อปี ทําให้มูลค่าของบริษัท Apple อยู่ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์

ในปี 2015 Apple ภายใต้การบริหารของ Tim Cook ออกสินค้าใหม่คือ Apple Watch พวกเขาใช้เวลาไม่กี่ปี ทําให้ Apple Watch กลายเป็นนาฬิกาที่ขายได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ยอดขายต่อปีอยู่ที่ 8 ล้านเรือน ที่จริงจะเรียกว่า Apple Watch เป็นนาฬิกาก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะ Apple Watch คือ Wearable Device ที่เต็มไปด้วย Technology ต่างๆ ที่อํานวยความสะดวกให้กับผู้สวมใส่ และแน่นอน เจ้าตัว Apple Watch ก็ไปกินตลาดนาฬิกาของผู้เล่นเก่า ผู้เล่นเก่ารายหลักคือผู้ผลิตนาฬิกาจากประเทศ Switzerland พวกเขาใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะสร้างตลาดนาฬิกาได้ แต่ Apple Watch ใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี กระโดดข้ามพวกเขา ตอนนี้ยอดขายของ Apple Watch ทํารายได้ให้กับ Apple เป็นอันดับ 2 รองมาจาก iPhone

ยังครับ ยังไม่จบ ล่าสุด Apple จัดตั้งโครงการชื่อ Project Titan เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ไร้คนขับ โครงการนี้ตั้งเป้าหมายจะออกขายรถยนต์ Apple ในปี 2020-2021

โลกไร้เส้นแบ่งธุรกิจ,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ตัวอย่างที่ 2 คือ Amazon พวกเขาเป็น Online Retailer รายใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2006 Jeff Bezos กับทีมออกบริการใหม่คือ Amazon Cloud Computing Service โดยเดินย้อนศรบุกเข้าไปในธุรกิจ IT เพราะรู้ว่าธุรกิจ Cloud Service คืออนาคต วันนี้ Amazon Cloud Computing Service เป็นหนึ่งในผู้นําในวงการ รายได้ต่อปีอยู่ที่ 17,000 ล้านเดอลลาร์ ในปี 2006 Amazon ออกบริการ Prime Video เป็น Video on Demand ที่ให้บริการ Movie Streaming Service ทําให้ทุกวันนี้ Amazon กลายเป็นผู้ให้บริการภาพยนต์รายใหญ่รายหนึ่ง ภาพยนตร์ที่พวกเขาผลิตเองได้รับรางวัล Oscar ในปี 2017 คือหนังชื่อเรื่อง Manchester by The Sea ได้รางวัลดาราแสดงนําฝ่ายชายและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสมาชิกของ Prime Video ในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 30 ล้านคน

ในปี 2018 Amazon ให้บริการ Grocery Store เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าในรูปแบบค้าปลีก แต่ร้านค้านี้ไม่มีพนักงานเก็บเงินและลูกค้าไม่ต้องเข้าคิว การใช้บริการของร้านคือลูกค้าต้องกด Application ของ Amazon Go ที่ทางเข้าร้านแล้วจ่อให้เครื่องอ่าน QR Code ของลูกค้าแต่ละคน เมื่อลูกค้าหยิบสินค้าจากชั้นวาง ทางร้านติดตั้ง Computer Vision, Learning Algorithms และ Sensor Fusion ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะคํานวณเพื่อคิดเงินลูกค้าใน Application พร้อมทั้งตัดสต๊อกของสินค้าออกจากระบบ

ตอนนี้ Amazon Go ร้านแรกเปิดให้บริการที่เมือง Seattle เป็นโครงการนําร่อง ผมแน่ใจว่าถ้าประสบความสําเร็จ Amazon Go จะบุกตลาดค้าปลีกที่เป็น Brick & Mortar Model โดยใช้ IT Technology มาสร้างโฉมหน้าใหม่ธุรกิจค้าปลีก

ยังครับ ยังไม่จบที่ Amazon กระโจนข้ามตลาด ล่าสุด Amazon จับมือกับ J.P. Morgan และ Warren Buffet สร้างธุรกิจใหม่คือธุรกิจ Healthcare Service สาเหตุมาจากค่ารักษาพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับสูงมาก ทําให้ 3 องค์กรจับมือตั้งบริษัทใหม่เพื่อให้บริการกับพนักงานของตนเองที่มีจํานวนคน 1 ล้านคน การจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทั้ง 3 องค์กรเห็นว่าการให้บริการรักษาพยาบาลของสหรัฐอเมริกาเป็น Broken Model เป็นระบบที่ขาดความสมบูรณ์ มีความสลับซับซ้อนยุ่งยาก และเต็มไปด้วยงานเอกสาร

และนี่คือต้นทุนของ Healthcare



Advertising