ธุรกิจและการเงิน

คาถากันภัย...บัตรเครดิต

Published 12 ธ.ค. 2018

By ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล

credit-card-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ในยุค Thailand 4.0 ที่คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) บัตรเครดิตจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ

นอกจากนั้นแล้วท่ามกลางอันตรายจากสังคมเมืองที่แวดล้อมไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่ไม่คุ้นเคยไม่รู้จักกัน การถือเงินจำนวนมากมายติดตัวตลอดเวลาไว้ใช้จ่ายอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินและร่างกาย ซึ่งหลายครั้งอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิต บัตรเครดิตจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อำนวยความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าหรือบริการโดยไม่ต้องถือครองเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตโดยไม่จำเป็นต้องมีเงินสดอยู่ในมือ อาจส่งผลทำให้หลายต่อหลายคนขาดความยับยั้งชั่งใจ เกิดการใช้จ่ายจนเกินตัว และส่งผลทำให้เกิดปัญหาทางการเงิน รวมถึงปัญหาชีวิตตามมาอย่างมากมาย

Biz Buzz ฉบับนี้จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตไม่ให้ความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินอนาคตของบัตรเครดิตมาสร้างปัญหาทางการเงินที่ยากที่จะแก้ไขให้หลุดพ้นจากหลุมดำของหนี้สินที่จะต้องชำระคืนในอนาคต เพราะหนี้สินจากบัตรเครดิตนั้นมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-28% ต่อปี 

1. ไม่กู้ยืมจนเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว ก่อนที่คุณจะรูดปรื๊ดๆ เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิต ควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเซ็นชื่อในสลิปบัตรเครดิตว่าหนี้สินที่คุณกำลังจะสร้างครั้งนี้เมื่อรวมกับหนี้สินที่มีอยู่เดิม รวมแล้วจะทำให้คุณมีหนี้สินเกินกว่า 50% ของทรัพย์สินที่คุณมีอยู่หรือไม่ เพราะหากหนี้สินของคุณเกินกว่า 50% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณมี นั่นย่อมหมายความว่าทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ทั้งหมดเป็นของเจ้าหนี้มากกว่า ความมั่งคั่งสุทธิของคุณจริงๆ ซึ่งอาจส่งผลทำให้สถานะทางการเงินของคุณมีปัญหาได้ในที่สุด

2. ไม่กู้ยืมจนไม่สามารถชำระคืนในอนาคต หลังจากผู้ถือบัตรเครดิตทำการรูดบัตรเครดิตเพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ หากเป็นไปได้นักวางแผนการเงินมักจะแนะนำให้ทำการชำระคืนเต็มจำนวน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่จากระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย คะแนนสะสม ส่วนลดเงินสด และ/ หรือเงินคืนเข้าบัญชี 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตเป็นแหล่งเงินทุนและทำการชำระคืนขั้นต่ำในแต่ละเดือน จำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระคืนบัตรเครดิตในแต่ละเดือนเมื่อรวมกับเงินที่ผ่อนหนี้สินอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมกันแล้วไม่ควรเกิน 45% ของเงินเดือน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงินจนคุณไม่สามารถชำระคืนหนี้สินและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติในที่สุด ทั้งนี้เกณฑ์มาตรฐานที่จะสบายใจมากกว่าก็คือจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระคืนในแต่ละเดือนไม่เกินกว่า 35% ของเงินเดือน

3. ไม่กู้ยืมเกินความจำเป็น ทั้งนี้อัตราส่วน 35-45% ของเงินเดือนที่สามารถนำมาชำระคืนหนี้สินได้ทั้งหมดในแต่ละเดือนที่กล่าวข้างต้นนั้น รวมเงินที่ผ่อนชำระคืนหนี้สินทั้งในส่วนที่จำเป็นและไม่จำเป็น นักวางแผนการเงินส่วนใหญ่จะพิจารณาว่าการกู้ยืมซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยเท่านั้นที่เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากการกู้ยืมเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ยังอาจสามารถหาทางเลือกอื่นๆ มาตอบสนองต่อความต้องการได้

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ ควรจะตรวจสอบเบื้องต้นว่าเงินที่ต้องกันมาชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตในแต่ละเดือนในอนาคตเมื่อรวมกับเงินผ่อนอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งไม่รวมเงินงวดที่ผ่อนบ้านไม่ควรจะเกิน 20% ของเงินเดือน อย่างไรก็ตาม เกณฑ์มาตรฐานที่จะทำให้สบายใจว่าคุณไม่น่าจะมีพฤติกรรมในการใช้จ่ายที่เกินตัวอาจจำกัดไว้เพียง 15% ของเงินเดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนทางการเงินข้างต้นเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าคุณมีปัญหาทางการเงินเข้าขั้นอันตรายต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน วิธีการง่ายๆ ที่คุณจะหลีกเลี่ยงเส้นตายปัญหาทางการเงินดังกล่าวตั้งแต่เนิ่นๆ ก็คือการมีสติทุกครั้งที่ใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าบริการด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต ลองตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองทุกครั้งก่อนใช้จ่ายว่าคุณกำลังใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นหรือความต้องการกันแน่ 

อย่าลืมว่า ถ้าสติหายสตางค์หดแน่ๆ ครับ


AUTHOR :

ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล
ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ผู้เขียนหนังสือ รวยเงินรวยสุข บันไดเลื่อนสู่ความร่ำรวย และอยากรวยต้องรู้ธรรม ติดตามผลงานของเขาได้ในคอลัมน์ธุรกิจและการเงิน

Advertising