ธุรกิจและการเงิน

เซ็นแล้ว!! ‘ไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน’ เกมใหญ่วัดกึ๋น 80 ปี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’

Published 24 ต.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

เซ็นแล้ว!! ‘ไฮสปีดเทรนด์เชื่อม 3 สนามบิน’ เกมใหญ่วัดกึ๋น 80 ปี ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’

มีใครคุ้นเคยกับคำว่า ‘ซัวเถา’ บ้างหรือไม่? 

ว่ากันว่าคนรวยสุดในประเทศจีนและไทยในปัจจุบัน มีบ้านเกิดอยู่ที่เดียวกันคือ “ซัวเถา”

ปัจจุบันคนที่รวยสุดในจีนที่ผ่านมา จะสลับกันระหว่าง Ma Huateng หรือ Pony Ma เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี Tencent กับ Jack Ma มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งอาณาจักรอาลีบาบา

ส่วนคนรวยสุดในไทยนั้นก็แน่นอนว่าต้องเป็น ‘เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์’ เจ้าของอาณาจักรเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี ที่มีครอบครัวอพยพมาจากซัวเถา

ซัวเถา หรือจะเรียกว่าซ่านโถวก็ได้นั้น เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลจีนตะวันออก ตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง โดยถือเป็นหนึ่งในเขตอารยธรรมจีนที่เรียกว่า จีนแต้จิ๋ว หรือ แต้ซัว ซึ่งประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ แต้จิ๋ว ซัวเถา และ กิ๊กเอี๊ย มีพื้นที่ประมาณ 2,199 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรอาศัยอยู่ 5.6 ล้านคน

จริงๆ แล้วชาวจีนจากซัวเถาเริ่มอพยพมายังประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยจากการเก็บข้อมูลบันทึกของศุลกากรจีนเผยว่า

  • พ.ศ. 2425-2435 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 20% ของทั้งหมด
  • พ.ศ. 2436-2448 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 33% ของทั้งหมด
  • พ.ศ. 2449-2460 คนที่อพยพออกจากซัวเถา มาประเทศไทย 50% ของทั้งหมด

ถ้าดูจากแนวโน้มที่เกิดขึ้น ก็น่าจะเรียกได้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศยอดฮิตของคนซัวเถาสมัยนั้นเลยทีเดียว

จุดเด่นของชาวแต้จิ๋วที่อพยพมา ก็คือ ความสู้ชีวิตเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว จะเห็นได้จากนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คนก็มีเชื้อสายจีน บางคนมาเพียงแค่เสื่อผืนหมอนใบ แต่ก็รับจ้างทำแทบทุกอย่าง ซึ่งนอกจากความขยัน อดทนแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ ทักษะการค้า

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่หนังสือ ‘ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว’ ของ ‘เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์’ มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของประเทศไทย ในวัย 80 ผู้ที่เป็นหนึ่งในคนที่มีต้นกำเนิดจากซัวเถา จะเป็นอีกหนึ่งในการบอกเล่าชีวิตและธุรกิจผ่านตัวอักษรที่สะท้อนให้เห็นถึง ‘เส้นบางๆ ของคนระดับนี้ กับสามัญชนอย่างเราว่า มันช่างห่างไกลเหลือเกิน’

แต่ๆๆ ในความห่างชั้นนั้น เราสามารถนำแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงอายุของท่าน มาปรับใช้กับชีวิตได้…นี่คือสิ่งที่อยากบอก 

(หมายเหตุ: หากเริ่มต้นอ่าน ด้วยการตั้งแง่ว่านี่คือกลุ่มธุรกิจสุดผูกขาดแห่งเมืองไทย ขอให้ Skip ไปบทความอื่นได้เลยจ้า)

ทำไม ‘ความสำเร็จ’ จึงดีใจได้วันเดียว

อาจจะฟังดูเป็นคำเท่ๆ ของคนที่ถูกมองว่าประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งชีวิต เพราะคงไม่มีใครที่ทำอะไรสำเร็จแล้วไม่อยากยินดี แต่เจ้าสัวธนินท์พูดด้วยความจริงจังเสมอว่า การที่เขาดีใจเพียงวันเดียว เพราะในความเป็นจริงมันไม่มีความสำเร็จที่แท้จริงเลย 

และถ้าคิดว่าสำเร็จแล้ว ธรรมชาติของคนก็จะหยุดพัฒนากับสิ่งที่สำเร็จในวันนั้นๆ โดยเฉพาะในวันที่ธุรกิจทุกวันนี้เต็มไปด้วยคู่แข่งและการแข่งขัน ไม่มีเวลาให้มาเสียไปกับการเฉลิมฉลอง หรือชื่นชมกับชัยชนะซึ่งไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจแต่อย่างใด ดังนั้นความสำเร็จจึงมักจะดีใจได้ไม่นาน 

ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว แล้วความล้มเหลวละ?

เจ้าสัวเล่าว่า ถ้าเจอความล้มเหลวก็ให้ทำใจให้เร็ว รู้แพ้ รู้ชนะ ล้มเหลวก็เสียใจได้วันเดียวเหมือนกัน แล้วไปทบทวนว่าทำไมล้มเหลว ไม่มีใครสำเร็จทุกเรื่อง ทำเยอะก็พลาดเยอะ ไม่ทำถึงไม่ผิด อย่าไปกลุ้มใจหลายวัน ล้มเหลววันนี้เพื่อไม่ให้ล้มเหลวอีกในวันข้างหน้า

โดนน็อก ก็ยังกลับมาชนะได้

คนฉลาดทำเรื่องง่าย แต่คนฉลาดกว่าทำเรื่องยากที่มีอนาคต แต่เจ้าสัวธนินท์มักจะพูดเสมอว่าเขาเป็น ‘คนโง่’ ที่ชอบทำเรื่องยากๆ ขณะที่คนที่ฉลาดมักจะรู้ว่าเรื่องไหนยาก เรื่องไหนง่าย และสุดท้ายพวกเขาจะเลือกทำเรื่องง่ายๆ เสมอ เพราะจะทำให้สำเร็จได้ไม่ยาก 

แต่ธนินท์ตั้งใจทำเรื่องยากๆ ที่ไม่มีใครอยากทำ เหมือนธุรกิจในเครือซีพี ที่เลือกทำของยาก แต่เป็นของยากที่มีอนาคตและทำมีศักยภาพสูง ถ้าทำเรื่องยากๆ สำเร็จได้จะไม่มีคู่แข่ง เพราะเรื่องนี้คนฉลาดไม่ทำ เพราะรู้ว่ามันยาก เปรียบเหมือนมวยที่ต่อยอยู่คนเดียวบนเวที ต่อยตัวเองน็อค นับ 10 ก็ยังชนะอยู่ดี เพราะไม่มีคู่แข่ง

…ใจความโดยสรุปข้างต้นนี้ เป็นหนึ่งในเนื้อความผ่านตัวอักษรของเจ้าสัวธนินท์จากหนังสือเล่มนี้

แต่รู้ไหมว่าต้นตอของความยิ่งใหญ่ของเจ้าสัวธนินท์ มาจากอะไร?

ความคิดความอ่านที่เจ้าสัวธนินท์ได้มานั้น เกิดจากการใช้ชีวิตเชิงสังเกตจาก ‘เจี่ย เอ็กชอ’ ผู้เป็นพ่อและก่อตั้ง ‘ห้างเจียไต๋จึง’ เมื่อ 80 ปีที่แล้ว 

คุณพ่อของเจ้าสัวธนินท์ ไม่ใช่คนเรียนสูง แต่ชอบสังเกต ชอบทดลอง และชอบที่จะเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้

ยกตัวอย่างจุดเริ่มต้นธุรกิจขายไก่ของซีพี ที่ตอนนั้นเริ่มต้นจาก ‘เจี่ย เอ็กชอ’ คนทั่วไปขายไก่ แต่เขาต้องการขายไก่ที่มีคุณภาพ ตัวต้องใหญ่ เนื้อต้องแน่น เขาเลือกสังเกตว่าไก่กินอะไรแล้วโตดี กินหนอน กินแมลง ซึ่งมีโปรตีนทั้งนั้น แต่มันอาจจะหาได้ยาก ก็ไปหาสิ่งที่มีโปรตีนอื่นๆ มาแทน เช่น ปลาตัวเล็กๆ มาคลุกกับรำ เพื่อให้ได้โปรตีน แถมยังไปซื้อ ‘เปลือกหอย’ มาให้กิน เพราะเปลือกหอยมีแคลเซียมด้วย

นอกจากนี้คุณพ่อเจี่ย เอ็กชอ ยังเป็นผู้ริเริ่มพิมพ์ ‘วันหมดอายุ’ ลงบนซองและกระป๋องหมดอายุและให้ลูกค้าสามารถนำมาเปลี่ยนใหม่ได้ฟรี เพราะรู้ว่าเกษตรกรไม่ได้ร่ำรวย ถ้าของหมดสภาพควรต้องให้เปลี่ยน

มนุษย์นี่แหละ ‘ซอฟท์แวร์’ ที่ดีที่สุด

จากการเป็นคนช่างสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมคน ทำให้เจ้าสัวธนินท์ กลายเป็นคนที่ชอบการรู้จริง จะทำอะไรต้องลงไปศึกษาทุกครั้ง ฟังผู้อื่นมาแบบ ‘เขาเล่าว่า’ ดูจะไม่ใช่แบบฉบับของเขาเท่าไร 

บทเรียนที่ได้จากการลงมือเอง ทำให้เขาเชื่อว่ามนุษย์คือ ‘ซอฟท์แวร์’ ที่ดีที่สุดในการลงมือทำสิ่งใดๆ ก็ตาม งานใดที่ลำบาก ต้องทำให้เป็น ต้องทำให้ได้ พอมีปัญหาเกิดขึ้น คนอื่นมาถามเรา ก็ตอบได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่มนุษย์คือซอฟท์แวร์ที่ต้องรู้มากกว่าคนอื่นในสิ่งที่ตนเองได้ทำ 

กรณีศึกษา ‘ส่งหมูฝ่าคลื่นมรสุม’ เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นซอฟท์แวร์มนุษย์ได้ชัด เมื่อพี่ชายสองคนของเจ้าสัว (จรัญ เจียรวนนท์ / มนตรี เจียรวนนท์) เคยมอบหมายให้เขาส่งหมู ตั้งแต่เอาหมูขึ้นส่งรถไปท่าเรือ และเอาขึ้นเรือ เงื่อนไขที่น่าสนใจ คือ การที่พี่ชายบอกว่า ถ้าหมูตายน้อยลง 1 ตัวจะได้เงิน 100 บาท (100 บาทสมัยนั้นคงไม่น้อย)

(หมูเป็น VS หมูตาย ราคาจะได้ดีต่างกันไป)

ตอนนั้นเขาได้เงินไปหลายพันบาทจากการไม่ทำให้หมูตาย เพราะเขาหาทางให้หมูของตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของเรือ ซึ่งจะทำให้หมูตายน้อยลง ถ้าไม่มีมรสุม ให้หมูอยู่ตรงหน้าเรือดีที่สุด แต่ถ้ามีมรสุม ต้องให้อยู่ตรงกลางหรือข้างหลัง หากเป็นเด็กน้อยทั่วไปจะคิดแค่ว่า ‘เอาขึ้นเรือ ส่งๆ ไปแล้ว จบ’ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าสัวคิด เพราะเขามองว่าสิ่งใดที่ทำตัวเองจะได้รับ และครอบครัวจะได้ประโยชน์แบบไหน 

จากตรงนี้ จึงสังเกตได้ว่า เวลาเจ้าสัวจะเลือกใช้งานใคร ก็จะปล่อยให้คนๆ นั้น ไปจัดการ ไปเรียนรู้ พูดง่ายๆ คือมอบอำนาจให้ แล้วไปศึกษาเอง คิดเอง ทำเอง เสนอแนะบ้างบางส่วน แต่ไม่ชี้นำ เพราะจะทำให้คนๆ นั้นเก่งจริงในสิ่งที่ทำ

เรียนรู้จากตัวจริง และทำให้ยิ่งใหญ่กว่า

อีกกรณีศึกษาที่อยากพูดถึงในช่วงชีวิตของเจ้าสัว คือ อาเบอร์ เอเคอร์ส (Arbor Acres) ที่เป็นจุดกำเนิดไก่ซีพีในทุกวันนี้

“เมื่อเรียนรู้จากใคร ก็ต้องทำต่อให้ดีกว่าเขา เพราะเขาผิดพลาดมาแล้ว เสียหายมาก่อน ประสบการณ์ตรงนั้น จะไม่ทำให้เราเดินย่ำรอย และถ้าเราทำได้ไม่ดีกว่าคนที่ผิดพลาดมาแล้ว แสดงว่า ‘เราไม่เอาไหน’” นี่เป็นอีกสิ่งที่ธนินท์พูดบ่อยๆ ในหลายๆ เวที

เขาเคยเล่าถึงประสบการณ์หนึ่งตอนไปศึกษาเรื่อง ‘การเลี้ยงไก่’ ที่สหรัฐอเมริกา เขามีการค้นคว้า และผิดพลาดมากมายมาก่อน

“ตอนนั้นใครมีเงินกินไก่ได้เรียกว่าเป็นคนรวย เพราะด้วยความที่มาตรฐานของเกษตรกรแต่ละรายก็ไม่เหมือนกัน และเลี้ยงกันได้แค่หลักร้อยตัว และผู้ค้าไก่ต้องมีค่าเลี้ยง ค่าส่ง ค่าเสียหาย ค่าส่งอาหารทุกอาทิตย์ไปตามที่เลี้ยงต่างๆ ที่อยู่กระจายตัว ทำให้ต้นทุนไก่สูง ราคาไก่จึงสูงตาม ผมจำได้ว่าสมัยนั้นมีภัตตาคารชื่อ ‘ชายทะเลจันทร์เพ็ญ’ เลื่องชื่อเรื่องไก่ย่าง และมีแค่คนรวยเท่านั้นที่จะไปกินได้ 

“แต่เราอยากทำให้ไก่เป็นของที่ใครก็กินได้ เราจึงศึกษาถึงเทคโนโลยี และการเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงไก่ การลดต้นทุนการผลิต และควบคุมได้ และเหมาะสมกับประเทศไทย และหาพันธุ์ไก่ที่น่าสนใจ

“เราได้แหล่งพันธุ์ไก่จาก อาเบอร์ เอเคอร์ส บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้เพาะพันธุ์เนื้อรายใหญ่ของโลก เราได้ซื้อลูกไก่ประมาณ 1 พันตัวมาทดลองเลี้ยง ปรากฎว่าโตวันโตคืนและได้ผลผลิตที่ดีมากๆ

“จากนั้นก็เริ่มศึกษาระบบของ อาเบอร์ เอเคอร์ส ทำให้รู้ว่าเขาสามารถทำให้เกษตร 1 คนเลี้ยงไก่ได้ 1 หมื่นตัว แต่เกษตรบ้านเราสามารถเลี้ยงได้ต่อคนอย่างมากแค่ 100-500 ตัว

“นั่นก็เพราะ ต้องใช้เทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัย ซึ่งปี 2513 ซีพีก็ได้ร่วมมือกับ อาเบอร์ เอเคอร์ส มาสร้างธุรกิจการเลี้ยงไก่สมัยใหม่ในไทย (Contract Farming)

“แรกๆ การชี้ชวนให้เกษตรกรมาเปลี่ยนเป็นระบบการเลี้ยงไก่แนวใหม่เป็นเรื่องยาก แถมเกษตรกรยังไม่เชื่อใจ เพราะกลัวถูกหลอกด้วย แต่สุดท้ายเมื่อมีการพูดคุยและแบ่งหน้าที่กันระหว่างเรากับเขาอย่างชัดเจน และมีการยื่นมือเข้าไปช่วยด้วยการค้ำประกันราคา เสริมช่วยปัจจัยต่างๆ ในการเลี้ยง การป้องกันโรค จับไก่ทำวัคซีน ก็เริ่มมีเกษตรกรมาร่วมกับซีพีมากขึ้น

“ทุกวันนี้การเลี้ยงไก่จึงไม่ใช่การเลี้ยงตามใต้ถุนบ้านอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ จากเดิมที่เลี้ยงกันได้ไม่กี่ตัว ปัจจุบันเกษตรกร 1 คนสามารถเลี้ยงไก่ได้ 1.7 แสนตัวแล้ว

“และแน่นอนว่าโดยธรรมชาติ เมื่อผลิตผลมาก กำไรต่อตัวก็จะเริ่มน้อยลง แต่เขามองว่าเลี้ยงไก่ได้เยอะขึ้น รายได้ก็มากขึ้น ทุกคนไม่ว่าจะรวยหรือจนก็กินไก่ได้ เพราะไก่ถูกลง” 

กำไรน้อย แต่ขายมาก ไม่ได้หมายความว่า กำไรน้อย
กำไรมาก ขายน้อย ไม่ได้หมายความว่า กำไรมาก
กำไรมาก ขายน้อย คือ กำไรน้อย
กำไรน้อย ขายมาก คือกำไรมาก

อีกเคล็ดลับธุรกิจของเจ้าสัวธนินท์

เสี่ยง 30% ชนะ 70% ผมเอา

จากวันนั้นใครจะคิดว่า ‘ซีพี’ ที่ทำธุรกิจอาหาร ปศุสัตว์ การเกษตร จนเริ่มคิดจะมาทำค้าปลีกอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น และธุรกิจโทรคมนาคมนั้น มาจากการ ‘เสี่ยง’ แบบชั่งน้ำหนัก ถ้าโอกาสเจ๊ง 30% แต่โอกาสรอดและไปต่อได้ 70% เขาก็พร้อมเสี่ยง

กรณีศึกษาเกี่ยวเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นภาพที่ชัดมากๆ และถ้าเราลองย้อนหลังไป 30 ปีก่อน ค้าปลีกที่คนไทยรู้จักก็คือโชห่วย ที่ขายทุกวัน แต่นั่นอาจจะไม่พอกับโลกในอนาคต นั่นคือสิ่งที่ธนินท์มองไว้เมื่อ 30 ปีก่อนนะ

เขาค่อยๆ มองเห็นคนรุ่นใหม่ทำงานเยอะขึ้นและเริ่มไม่มีวันหยุด ในขณะที่สังคมรอบข้างก็ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกซื้อแบบชั่วอึดใจแล้วตอบโจทย์

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขามองเห็นโมเดลธุรกิจของ เซเว่น อีเลฟเว่น และได้เข้าไปคุยกับ บริษัท เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในสหรัฐฯ เพราะมองว่าเป็นกิจการที่เขาสนใจและคิดว่าคนไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีบริการแบบนี้เกิดขึ้น

แต่ฝรั่งที่พูดคุยกับเขากลับไม่มองแบบนั้น เขาดูรายได้ประชากรต่อหัว มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ซี่งยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ฝรั่งเขากำหนด แต่ธนินท์คิดจะเปลี่ยนใจให้ได้

เขาเชิญฝรั่งสองพี่น้องที่เป็นเจ้าของมาไทย และการต้อนรับของเขาสร้างความประทับใจให้กับทั้งสองคนมาก จนกระทั่งวันเดินทางกลับ ธนินท์ก็ไปส่งที่ดอนเมือง เขาเลยแจ้งการตัดสินใจให้รู้ว่า เมืองไทยยังไม่พร้อม ถ้าคุณเลือกนำไปลงทุนจะขาดทุน นี่เป็นความหวังดี แต่ถ้าคุณยอมขาดทุน ผมก็จะยอมให้

สิ่งที่ฝรั่งคิด เขามองแค่มุมรายได้ต่อหัว แต่ธนินท์มองมากกว่านั้น เขาเข้าใจคนไทย เขาเคยไปย่านพระโขนงและดูว่าจะมีความหนาแน่นของคนเท่าไร และเปรียบเทียบกับตอนที่เขาไปดูที่สหรัฐฯ ซึ่งคนเข้าน้อย เพราะเขาไม่ได้อยู่กันหนาแน่น ส่วนคนไทยต่อให้รายได้ต่ำ แต่คนอยู่หนาแน่นในพื้นที่เจริญ 

ถ้าสหรัฐฯ คนเข้าร้าน 1 คน คนไทยจะเข้าร้าน 10 คน เขามองเห็นภาพแบบนั้น แม้จะรายได้น้อย แต่เมื่อรวมการใช้จ่ายแล้ว ยอดขายก็ไม่แพ้ แถมลงทุนต่ำกว่าสหรัฐฯ เพราะที่ดินเมืองไทยถูกกว่า ค่าแรงถูกกกว่า เงินก้อนหนึ่งเขาจ้างได้ 1 คน แต่ที่ไทยจ้างได้ 10 คน

มองอะไร จึงต้องไม่มองมุมเดียว ศึกษาให้ลึกซึ้ง มองมุมอื่นๆ ให้รอบด้าน เราจะเห็นอะไรที่แตกต่างและกล้าที่จะลงมือทำ

สุดท้ายเลยเป็นอย่างในปัจจุบันที่ 7-11 มีมากกว่า 10,000 สาขาทั่วไทย ติดอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่นที่มี 20,000 กว่าสาขา ในสหรัฐฯ ต้นกำเนิด 7-11 มีแค่ 8,400 สาขาเท่านั้น

ตอบรับโครงการรถไฟความเร็วสูง 

บทพิสูจน์ความเสี่ยงจากสูตร 30 - 70 

โดยสรุปแล้ว ธนินท์เป็นคนที่เข้าใจความเสี่ยงว่าเกิดขึ้นได้ในทุกๆ การลงทุน แต่เมื่อมีความเสี่ยง มันก็จะมีโอกาสอยู่ ถ้าไม่มีความเสี่ยงเลย เขาไม่ทำ

“เวลาทำงานใหญ่ เสี่ยงแล้วอันตรายก็ต้องคิด ถ้าเสี่ยง 30% ผมเอา เพราะไม่มีอะไรได้ 100% แต่เสี่ยงแล้ว ทำให้บริษัทล้มละลายจะไปหาเรื่องทำไม อย่าเล่นอะไรที่เกินตัว เพราะยิ่งใหญ่ยิ่งเสี่ยงสูง อย่าไปเข้าใจผิดว่า บริษัทใหญ่ล้มละลายไม่ได้

“อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 เป็นความล้มเหลวที่ผมเจอกับตัวเอง มืดแปดด้านตรงนี้ก็มีปัญหา ตรงนั้นก็มีปัญหา เป็นสิ่งที่คิดไม่ถึง เราต้องคืนเงินกู้ต่างประเทศถ้าไม่คืนจะล้มละลาย ต้องตัดขายธุรกิจที่สร้างขึ้นมาใหม่ ผมขายโลตัสก่อน ตามมาด้วยแม็คโคร ในวิกฤตเรารักษาทุกอย่างไว้ไม่ได้เลือกเก็บธุรกิจที่คิดว่ามีอนาคต อย่างโทรศัพท์ ตอนนี้กลายเป็นอาหารสมองไปแล้ว”

เช่นเดียวกัน…หลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรนด์) เชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 และได้เชิญผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (แบงก์รัฐบาลจีนและญี่ปุ่นซัพพอร์ต นอกจากแบงก์ไทย 4-5 แห่ง ยังได้อิตาเลียนไทยฯ / ช.การช่าง และ CRCC จากจีน) ในชื่อ ‘CPH’ มาคอนเฟิร์มวงเงินที่ยี่นเสนอให้รัฐสนับสนุนต่ำกว่าเพดานที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ 119,425 ล้านบาท (เสนอต่ำกว่ากลุ่มบีทีเอสกว่า 89,000 ล้านบาท)

แน่นอนว่า โครงการนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสสำเร็จ ซึ่งเป็นความสองจิตสองใจของเจ้าสัว ใจหนึ่งอยากจะสละเรือ อีกใจรู้ว่าเสี่ยง แต่อยากจะขอลองเพราะมองเห็นหนทางจะทำให้โครงการสำเร็จ

เพราะอย่างว่า 30% เจ๊ง 70% รอด ถ้าปิดจุดเสี่ยงยังไม่หมด การเซ็นสัญญาก็ต้องทอดออกไป เพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จะสร้างรถไฟความเร็วสูงวิ่งพาดผ่าน 5 จังหวัดในแง่การก่อสร้างมีความเสี่ยงมากกว่ารถไฟฟ้าในเมืองแน่นอน เพราะไม่รู้พื้นที่วิ่งผ่านต้องเจออะไรบ้าง

เรื่องการส่งมอบพื้นที่ให้พร้อมสร้าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กลุ่มซีพี พยายามเรียกร้องจากรัฐให้เคลียร์ชัด หากสร้างไม่เสร็จ 5 ปี ได้ต่อเวลา ไม่ถูกปรับวันละ 9 ล้านบาทก็จริง แต่ผลกระทบตามมา คือ ต้นทุนจากการก่อสร้าง และดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นทุกวันยิ่งสร้างเสร็จเปิดใช้ ผู้โดยสารไม่มาตามนัด ก็เป็นอีกความเสี่ยง

ถึงรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนให้ 117,227 ล้านบาท แต่กว่าจะได้ครบก็ต้องใช้เวลา 10 ปี และถึงจะมีรายได้พัฒนาเชิงพาณิชย์สถานีมักกะสันและศรีราชา มาเกื้อหนุนโครงการได้ถึง 50 ปี แต่กว่าจะผลิดอกออกผล ต้องแบกดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาลงทุน 2 แสนล้าน อย่างน้อยๆ 5-10 ปีไปแล้ว

…สรุปแล้ว โครงการมีความเสี่ยงทุกจุด แล้วทำไมรถไฟสายนี้ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเจ้าสัวธนินท์

คำพูดถึงหนึ่งของเจ้าสัวธนินท์ ที่เคยเปิดใจว่า รถไฟความเร็วสูงเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่เฉพาะระดับประเทศ แต่เป็นถึงระดับอาเซียน และการที่ซีพีเข้ามาช่วยประเทศลงทุนโครงการ จะทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกสำคัญในการลงทุนหรือการย้ายฐานการผลิต

เมื่อรับมาแล้ว ทำไม่สำเร็จ ก็จะกลายเป็นภาระของประเทศ เมื่อรับมาแล้ว ต้องทุ่มเท ทำให้สำเร็จให้ได้ จะไม่กระทบธุรกิจที่ถืออยู่ การลงทุนในครั้งนี้อยู่ในวิสัยทำได้และผ่านการประเมินแล้ว

ไฮสปีดเทรน เพียงแค่ทางผ่าน

แต่จิ๊กซอว์สำคัญ อย่างที่เราได้อ่านมาจนถึงตอนนี้ คือ ถ้ามันเสี่ยง เจ้าสัว เขาไม่ทำหรอก เพราะดีลนี้ ไม่ใช่ดีลที่มองแค่การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องสิทธิในการพัฒนาเชิงพาณิชย์จากพื้นที่ที่ได้สัมปทานถึง 50 ปีด้วย

เพราะหากมองข้าม โครงการเมกะโปรเจ็กต์รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เจ้าสัวยังมีโครงการเมืองใหม่ที่แปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) บนพื้นที่ 10,000 ไร่ ในคอนเซ็ปต์ ‘Smart City’ ที่วางผังเมือง และระบบสาธารณูปโภคไว้เพียบ ทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า ด้วยงบหลายแสนล้านบาท เชื่อมต่อกับโครงการใน EEC ด้วย

50 ปีต่อจากนี้ จึงเพียงพอต่อการมาต่อยอดโครงการ เนื่องจากค่าโดยสารอย่างเดียวจะไม่สามารถเลี้ยงโครงการให้อยู่ได้

ซีพีจะได้อะไรจากดีลนี้บ้าง?

  1. บริหารพื้นที่สถานีแอร์พอร์ตลิงก์ 8 แห่ง ได้แก่ พญาไท / ราชปรารภ / มักกะสัน / รามคำแหง / หัวหมาก / บ้านทับช้าง / ลาดกระบัง และสุวรรณภูมิ
  2. พื้นที่เชิงพาณิชย์รถไฟความเร็วสูง 9 สถานี ได้แก่ ดอนเมือง / บางซื่อ / มักกะสัน / สุวรรณภูมิ / ฉะเชิงเทรา / ชลบุรี / ศรีราชา / พัทยา และอู่ตะเภา โดยดอนเมืองและบางซื่อจะได้สิทธิบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ขายตั๋ว การให้บริการเสริมบนขบวนรถ เนื่องจากเป็นพื้นที่ร่วมกับสายสีแดง รถไฟความเร็วสูงไทย-จีนและไทย-ญี่ปุ่น
  3. ใช้โครงสร้างและให้บริการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์รูปแบบซิตี้ไลน์จากพญาไท-สุวรรณภูมิ และ
  4. ที่ดินมักกะสัน 150 ไร่ และศรีราชา 25 ไร่พัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ โดย TOR ให้สิทธิเอกชนพัฒนามิกซ์ยูสมักกะสัน 150 ไร่ มีพื้นที่อาคารไม่น้อยกว่า 850,000 ตร.ม. ลงทุนไม่น้อยกว่า 42,000 ล้านบาท และศรีราชา 25 ไร่ มีพื้นที่อาคารไม่น้อยกว่า 20,000 ตร.ม. มูลค่าลงทุนไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟ ถ้าลงทุนรถไฟความเร็วสูงอย่างเดียวกว่าจะคืนทุนใช้เวลานับ 10 ปี การพัฒนาขึ้นอยู่กับซีพี

ซีพีเซ็นแล้ว ถือฤกษ์ดี 13.45 น.

สำหรับโครงการนี้ใช้เวลา ร่วม 4 ปีกว่ารถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกจะได้เซ็นสัญญาในที่ 24 ตุลาคมนี้ โดยการเซ็นสัญญาระหว่าง ร.ฟ.ท.กับกลุ่มซีพี เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเป็นประธาน

ทั้งนี้ทางกลุ่มซีพี ยังได้จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจใหม่ เพื่อเซ็นสัญญาร่วมทุนโครงการในชื่อ ‘บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด หรือ Eastern High-Speed Rail Linking Three Airports Co., Ltd พร้อมเตรียมเงิน 4,500 ล้านบาท วางหลักประกันสัญญาให้ ร.ฟ.ท. ตามสัดส่วนการร่วมทุน ประกอบด้วย บจ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง 70% บจ. ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น (CRCC) 10% บมจ. ช.การช่าง และ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) 15% และ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 5% 

หลังเซ็นสัญญา กลุ่ม ซี.พี. จะต้องส่งผู้รับเหมาก่อสร้างมาหารือกับ ร.ฟ.ท.ในฐานะเจ้าของโครงการ เพื่อร่างแบบก่อสร้างและทำแผนส่งมอบพื้นที่ร่วมกัน ที่มีข้อยุติร่วมกัน ต้องร่างแบบให้เสร็จใน 3 เดือน ส่วนการรถไฟฯ คาดว่า พ.ย.-ธ.ค.นี้ จะเข้าพื้นที่สำรวจการเวนคืนที่ดินตาม พ.ร.ฎ.เวนคืน และสำรวจผู้บุกรุกกว่า 500 ราย เคลียร์สัญญาเช่าต่าง ๆ รวมถึงแผนรื้อย้ายสาธารณูปโภคร่วมกับ 8 หน่วยงาน เพื่อส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างให้เสร็จใน 2 ปี ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา เปิดบริการปี 2566-2567 และใน 4 ปี ช่วงพญาไท-ดอนเมือง เพื่อเปิดบริการปี 2567-2568 ตามที่แนบท้ายไว้ในสัญญา โดยมั่นใจว่าจะทำได้ตามแผน ส่วนการออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) ให้เวลา 2 ปี หากเอกชนเห็นว่ามีพื้นที่มากพอและพร้อมก็ออกได้ เช่น ช่วงสถานีพญาไท-สุวรรณภูมิ เป็นโครงสร้างแอร์พอร์ตลิงก์เดิม 28 กม. แต่ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิเดินรถ 10,671 ล้านบาทก่อนช่วงนี้เพื่อเป็นการปรับปรุงโครงสร้างเดิมให้รองรับรถไฟความเร็วสูงได้

ขอบคุณคลิปจาก The Man in Seat 61

ขอบคุณคลิปจาก The Man in Seat 61

‘อย่าตาย’ เมื่อเจอวิกฤต

มาถึงนาทีนี้ วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ซีพี ก็ตัดสินใจมาตามนัด กับการเซ็นสัญญาโปรเจ็กต์ยักษ์ของชีวิตเจ้าสัว ที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะเป็นทุกขลาภที่เจ้าสัวซี.พี.ต้องฝ่าฟันไปให้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

แต่หมากเกมนี้ถอยไม่ได้แล้ว ส่วนจะล้มหรือจะรุ่ง ค่อยไปดูเอาดาบหน้า 

แต่รู้ไหมว่าคนแบบเจ้าสัวเวลาเกิดเจอปัญหา จนถึงขั้นล้ม เขาล้มแบบไหน บนฟูกนุ่มๆ ใช่ไหม? …เปล่าเลย 

อย่างช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540-2541) ทำเอาธนินท์มืดแปดด้าน บริษัทที่มีหนี้สินต่างประเทศแบบล้มไปเลย เช่นเดียวกับธุรกิจซี.พี. พี่น้องทั้งหมด 4 คนเริ่มเป็นห่วงและหาทางออก โดยตนสัญญาว่าจะคงธุรกิจเดิมเอาไว้ และขายธุรกิจใหม่ในขณะนั้น คือทรู แม็คโคร โลตัส และเซเว่นอีเลฟเว่น แต่มีคนซื้อไปเพียง 2 ธุรกิจเท่านั้น คือโลตัส และแม็คโคร อย่างอื่นไม่มีคนซื้อ ถ้าตอนนั้นขายทรูไปก็จบ ธุรกิจรอดหมด และยังมีธุรกิจที่คาดเดายากนั่นคือเคเบิลใต้น้ำ ที่มีมูลค่าสูงมาก แต่ก็ล้มเหลว เพราะมีระบบโทร.ฟรีผ่านอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราเห็น คือ ไม่มีอะไร สิ่งที่อยู่ข้างในคือไฟท่วมตัวนั่นแหละ

“ผมเหนื่อยมากและธนาคารก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ จึงให้นายศุภชัยเข้ามาดูแลทรู จนตอนนี้เป็นธุรกิจที่มีโอกาส วิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่ทำให้รู้ว่าอย่าหยุดนิ่ง ทั้งตอนรุ่งเรือง ต้องหาทางรับมือ หากธุรกิจนั่นล้มและตอนที่ล้มต้องหาทางรับมือ เพื่อกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ทุกอย่างมีล้มและพลาดได้” นั่นคือสิ่งที่เจ้าสัวธนินท์เคยพูดไว้

แต่หนึ่งคำที่สะท้อนต่อสังคมในยามนี้ได้ดีอย่างมาก คือ ‘อย่าตาย ตอนวิกฤตแย่ๆ’ 

“เราต้องเอาชีวิตไว้ เอาชีวิตรอดให้ได้ แล้วเราจึงจะมีโอกาสคืน ปล่อยให้วิกฤตเป็นประสบการณ์ความรู้ อย่าลืมเราเกิดมาเสียค่าเล่าเรียนไปมาก ถ้าตายไปเพราะยอมแพ้ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เอาคืนไม่ได้ และหมดโอกาส แต่ผมเชื่อว่าทุกวิกฤตมักตามมาด้วยโอกาส และในโอกาสก็จะตามมาด้วยวิกฤต อันนี้คู่กันนะครับ” อีกแง่คิดของเจ้าสัวธนินท์ที่ฝากไว้ดีมากๆ 

ยุคนี้ไม่ใช่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็น ‘ปลาเร็วกินปลาช้า’ การทำธุรกิจในแบบของเจ้าสัวธนินท์ ‘ความสำเร็จ จึงดีใจได้ แค่วันเดียว’ 

Did you know?

ธุรกิจในเครือซีพี (รายได้คิดจากปี 2560 / บางตัวไม่เปิดเผยตัวเลข)

กลุ่มบริษัทอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจดิจิทัล

บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด (ASCEND) ธุรกิจไอที เช่น TrueMoney, iTruemart, WeLoveShopping

  • ปี 2560 รายได้ 266 ล้านบาท ขาดทุน 151 ล้านบาท

บริษัท พันธวณิช จำกัด (PANTAVANIJ) ที่ปรึกษาด้านการจัดซื้อและบริการตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับองค์กร

  • ปี 2560 รายได้ 551 ล้านบาท กำไร 188 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจการเงิน

ZhengXin Bank Company Limited ธุรกิจธนาคารสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

Ping An Insurance Company China Limited บริษัทประกันภัย การเงิน การลงทุนในจีน ที่ซีพีถือหุ้นใหญ่

  • ปี 2560 รายได้ 4,625 ล้านล้านบาท กำไร 422,834 ล้านบาท

กลุ่มยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี (SAIC-CP MOTOR) ผู้ผลิตและจำหน่าย MG ในประเทศไทย

  • ปี 2560 รายได้ 5,621 ล้านบาท ขาดทุน 1,218 ล้านบาท

Luoyang Northern Ek Chor ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ DAYANG ในจีน

CPPC Public Co., Ltd. ผลิตพลาสติก อาหารสัตว์ บรรจุภัณฑ์อาหาร

  • ปี 2560 รายได้ 2,005 ล้านบาท กำไร 645 ล้านบาท

กลุ่มค้าปลีก

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, ผู้ผลิตอาหารแช่แช็ง, บริการ Counter Service, ร้านกาแฟสด และเจ้าของสถาบันการศึกษาในเครือปัญญาภิวัฒน์

  • ปี 2560 รายได้ 489,403 ล้านบาท กำไร 19,907 ล้านบาท

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) MAKRO ศูนย์จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค

  • ปี 2560 รายได้ 186,754 ล้านบาท กำไร 6,178 ล้านบาท

C.P. LOTUS ธุรกิจร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตในจีนที่ชื่อ LOTUS

  • ปี 2560 รายได้ 45,878 ล้านบาท กำไร 850 ล้านบาท

Shanghai Kinghill ผู้พัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในชื่อ Super Brand Mall ที่เซี่ยงไฮ้ประเทศจีน

  • (ไม่เปิดเผย)

กลุ่มโทรคมนาคม

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (True Move) บริการอินเตอร์เน็ต (True Online) สถานีโทรทัศน์ (True Vision) ทีวีดิจิทัล (True4U) และ True Coffee

  • ปี 2560 รายได้ 147,602 ล้านบาท กำไร 2,322 ล้านบาท

กลุ่มเวชภัณฑ์

SINO BIOPHARMACEUTICAL LIMITED ผลิต และทำการตลาดยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและสมองในประเทศจีน

  • ปี 2560 รายได้ 70,268 ล้านบาท กำไร 17,329 ล้านบาท

กลุ่มการเกษตรและอาหาร

บริษัท เจียไต๋ จำกัด (CHIA TAI) จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์อารักขาพืช อุปกรณ์เกษตรและโรงเรือน และธุรกิจผักผลไม้สด

  • ปี 2560 รายได้ 16,856 ล้านบาท กำไร 1,175 ล้านบาท

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์

  • ปี 2560 รายได้ 25,733 ล้านบาท กำไร 196 ล้านบาท

บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด นำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑือาหารการเกษตร

  • ปี 2560 รายได้ 13,865 ล้านบาท กำไร 21 ล้านบาท

บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร และธุรกิจอาหารแปรรูปครบวงจร

  • ปี 2560 รายได้ 15,348 ล้านบาท ขาดทุน 67 ล้านบาท

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) CPF ธุรกิจอาหาร สินค้าแปรรูป สินค้าสำเร็จรูปพร้อมทาน

  • ปี 2560 รายได้ 523,179 ล้านบาท กำไร 15,259 ล้านบาท

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์

บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) CPLAND ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า โรมแรม ศูนย์ประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น

  • ปี 2560 รายได้ 3,054 ล้านบาท กำไร 1,067 ล้านบาท

อ้างอิง: หนังสือความสำเร็จดีใจได้วันเดียว / กรุงเทพธุรกิจ / ลงทุนแมน / silpa-mag / the101.world / ceicdata / hktdc



Advertising