ธุรกิจและการเงิน

ปฏิวัติองค์กรด้วยดิจิทัล องค์กรใหญ่ช้าเป็นเต่า VS Startups ที่ไวยิ่งกว่ากระต่าย

Published 6 มี.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

digital-transformation-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

แม้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากดิจิทัลเทคโนโลยีและยังมีผลต่อแวดวงธุรกิจแบบไม่มีที่สิ้นสุด แต่สิ่งที่กังวล คือ องค์กรใหญ่ระดับโลกและในไทย ดูจะสอดรับกับกระแสธารนี้อย่างเชื่องช้า และบางรายยังเหมือนอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

ข้อมูลนี้เปิดเผยผ่านเดลล์ เทคโนโลยีส์ ที่ร่วมมือกับอินเทล และแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ทำเซอร์เวย์ชุดใหม่ในช่วงที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจความคิดเห็นบริษัทกว่า 40 แห่ง ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้นำธุรกิจจำนวน 4,600 คน ในระดับผู้อำนวยการขึ้นไปจนถึงผู้บริหารในระดับประธานเจ้าหน้าที่ (C-suite) จากบริษัทธุรกิจตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ทั่วโลกเพื่อประเมินความพยายามในการเปลี่ยนแปลงองค์กรของพวกเขา

จากผลสำรวจเผยให้เห็นว่า…

  • กลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือตลาดที่มีความพร้อมและการเติบโตทางดิจิทัลมากที่สุดกลับถูกเทไปอยู่ในประเทศอินเดีย บราซิล และรวมถึงประเทศไทยมากขึ้น โดยประเทศเหล่านี้มั่นใจว่าศักยภาพของตัวเองจะสามารถ ‘เปลี่ยนแปลงได้อย่างสิ้นเชิงมากกว่าจะเป็นผู้ที่ถูกเปลี่ยนแปลง’
  • ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่เคยพัฒนามาในอดีตกลับถดถอยและมีความพร้อมต่ำในการนำดิจิทัลมาปฏิวัติตนเอง เช่น ประเทศญี่ปุ่น เดนมาร์ก และฝรั่งเศส

…จากผลวิจัยนี้ ได้เปิดเผยถึงประเภทกลุ่มธุรกิจที่มีการนำดิจิทัลมาใช้ปฏิวัติตนเอง รวมถึงกลุ่มที่ยังเชื่องช้าอยู่ ดังนี้

1. ธุรกิจที่ถูกยกให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leaders) หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการปฏิรูปสู่ดิจิทัลในหลากหลายรูปแบบ และเคยปลูกฝังเรื่องของดิจิทัลไว้อยู่ในดีเอ็นเอของธุรกิจ แต่กลับมีการพัฒนาด้าน Digital เพียงแค่ 5% (ในไทย 7%)

2. ธุรกิจที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Adopters) หรือบริษัทที่มีแผนงานด้านดิจิทัลที่เป็นจริงเป็นจัง มีการลงทุนและมีนวัตกรรมในองค์กร มีการพัฒนาด้าน Digital อยู่ที่ 23% (ในไทย 40%)

3. ธุรกิจของผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล (Digital Evaluators) หรือบริษัทที่ตอบรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป มีการวางแผนและลงทุนสำหรับอนาคต ได้พัฒนาด้านดิจิทัลสูงถึง 33% (ในไทย 25%)

4. ธุรกิจผู้ตามในเรื่องดิจิทัล (Digital Followers) หรือบริษัทที่ลงทุนด้านดิจิทัลน้อยมาก และเพิ่งเริ่มต้นวางแผนคร่าวๆ สำหรับอนาคต แต่ปัจจุบันกลับมีการพัฒนาด้านดิจิทัลถึง 30% (ในไทย 23%)

5. ธุรกิจของผู้ที่ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังดิจิทัล (Digital Laggards) ไม่มีแผนงานด้านดิจิทัล มีการลงทุนและความริเริ่มที่จำกัดในองค์กร มีการพัฒนาด้านดิจิทัลอยู่แค่ 9% (ในไทย 5%)

แม้ในผลสำรวจนี้จะไม่เปิดเผยว่าเป็นบริษัทหรือองค์กรไหนที่อยู่ในทิศทางนี้ แต่จากข้อมูลเชื่อว่าแนวโน้มของธุรกิจรายเล็ก หรือธุรกิจที่กำลังเติบโตไปพร้อมๆ กับยุคดิจิทัล อาจจะขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่ตนเองอยู่ได้ในอนาคต จากการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาปฏิวัติองค์กร

…แล้วอะไร คือ อุปสรรคในการนำดิจิทัลมาปฏิรูปขององค์กรใหญ่

1. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์เกินไป

2. การขาดงบประมาณและทรัพยากร

3. การขาดทักษะและความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมภายในองค์กร

4. ความเชื่องช้าในการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในองค์กร

5. ความไม่สมบูรณ์ของวัฒนธรรมดิจิทัล

วิธีแก้ปัญหานี้ ควรจะเป็นไปในทิศทางใด

  • วิสัยทัศน์ของผู้นำที่ต้องเร่งจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนด้านดิจิทัล เพื่อช่วยการปฏิรูปในอนาคต
  • ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นในเรื่องของคนทำงาน (Workforce)
  • การหันมาให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัย (Security) และระบบไอที
  • พัฒนาทักษะและความสามารถด้านดิจิทัลภายในองค์กร (In-House) อาทิ ด้วยการสอนพนักงานทุกคนสามารถเขียนโค้ดได้ ซึ่งองค์กรในระดับธุรกิจที่เริ่มก้าวสู่ดิจิทัล ธุรกิจของผู้ที่กำลังประเมินดิจิทัล และธุรกิจผู้ตามในเรื่องดิจิทัล มีอัตราการเทรนนิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2559 ถึง 27% (ประเทศไทย: 65%)

อันดับสูงสุดของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในอีก 1-3 ปีข้างหน้า

1. การรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cybersecurity)

2. เทคโนโลยี Internet of Things

3. สภาพแวดล้อมแบบมัลติ-คลาวด์

4. ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial intelligence

5. แนวการดำเนินงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลาง (Compute centric)

การเดินทางขององค์กรธุรกิจจะเป็นอย่างไรในอนาคตจะขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่พวกเขาเลือกที่จะเริ่มต้นในวันนี้ ยกตัวอย่าง Draper ซึ่งเป็นลูกค้าของเดลล์ เทคโนโลยีส์ จากที่เคยมุ่งเน้นไปที่แผนกการวิจัยด้านการป้องกัน ปัจจุบันได้เริ่มต้นที่จะมุ่งไปสู่ภาคส่วนที่เป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น อาทิ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ (Biomedical Science)

ไมค์ โครนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสารสนเทศ Draper กล่าวว่า “เทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ยากที่สุดในโลกนี้ได้ จากโครงสร้างพื้นฐานและบริการที่สนับสนุนนวัตกรรมของเราไปจนถึงเทคโนโลยีการทดลองที่เราใช้เพื่อป้องกันเชื้อโรค ซึ่งเราจะไม่สามารถขยายขอบเขตการทำงานแล้วเรียกตัวเราเองว่าเป็นองค์กรด้านการวิจัยและวิศวกรรมได้โดยไม่ปฏิรูปปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยจากภายในสู่ภายนอก”

สรุป

  • มีเพียงแค่ 5% ของธุรกิจทั่วโลกที่ได้รับการนิยามให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leaders) ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าไม่มีความคืบหน้าด้านการพัฒนาใดๆ มาตั้งแต่ปี 2559
  • ตลาดเกิดใหม่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว โดยมีอินเดีย บราซิล และประเทศไทย เป็นตลาดที่น่าสนใจทางด้านนี้
  • 78% จากรายงานนี้ เผยว่า การปฏิรูปทางดิจิทัลควรที่จะแผ่ขยายให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร
  • 51% เชื่อว่าพวกเขาจะพยายามฝ่าฟันเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่หนึ่งในสามของจำนวนนี้มีความกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังภายในอีก 5 ปี
  • 91% ถูกเหนี่ยวรั้งไว้โดยอุปสรรคต่างๆ อาทิ 1. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ 2. การขาดแคลนงบประมาณและทรัพยากร 3. ทักษะคนทำงานที่ไม่พอเพียง

ประเทศที่มีความพร้อมด้านดิจิทัล (Digitally Mature) มากที่สุด

1. อินเดีย

2. บราซิล

3. ไทย

4. เม็กซิโก

5. โคลอมเบีย

ประเทศที่มีความพร้อมด้านดิจิทัล (Digitally Mature) น้อยที่สุด

1. ญี่ปุ่น

2. เดนมาร์ก

3. ฝรั่งเศส

4. เบลเยียม

5. สิงคโปร์



Advertising