ธุรกิจและการเงิน

ว่ากันว่าธุรกิจที่ส่งต่อจากปู่ไปพ่อ พ่อมาลูก เป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนใหญ่ถึง 75% ของธุรกิจในโลกและประเทศไทย

Published 15 ต.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

ธุรกิจครอบครัว

คำสาปของธุรกิจครอบครัวที่ว่า ‘รุ่น1 สร้าง, รุ่น 2 ใช้ และรุ่น 3 ทำเจ๊ง’ ยังเป็นเรื่องสยองขวัญของเจ้าของผู้ประกอบการที่ใกล้ถึงวัยปลดระวางและไม่รู้ว่าลูกหลานจะเอาดีกับสิ่งที่ตนสร้างมากับมือแค่ไหน

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ว่ากันธุรกิจครอบครัว (Family Business) หรือธุรกิจที่ส่งต่อจากปู่ไปพ่อ พ่อมาลูก และอาจจะได้ถึงขั้นลูกสู่หลาน เป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนใหญ่ถึง 75% ของธุรกิจในโลกและประเทศไทย รากฐานตรงนี้สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยมาก ไม่ว่าธุรกิจนั้นจะใหญ่เป็นพันหมื่นล้าน หรือแค่ร้านก๋วยเตี๋ยวริมถนนก็ตาม

…ปัญหา คือ ธุรกิจของครอบครัวที่เหมือนเป็นกระดูกสันหลังของโลก…กลับไปไม่รอด

…ว่ากันว่าการอยู่รอดของธุรกิจไม่เกิน 3 ชั่วอายุคน

  • เพราะยุคที่ 1 เป็นยุคปู่ ผู้เริ่มต้นสร้างธุรกิจ 
  • ยุคที่ 2 คือรุ่นลูก ก็เริ่มมีฐานะมั่นคง ได้รับการศึกษามากขึ้น ธุรกิจก็จะเจริญเติบโต 
  • แต่เมื่อเข้าสู่ยุคที่ 3 รุ่นหลาน เริ่มมีแต่งงานมีครอบครัวทำให้สมาชิกเพิ่มขึ้น จึงเริ่มเกิดปัญหาข้อพิพาทเพราะการแบ่งปันผลประโยชน์เริ่มมีปัญหา

ผลประโยชน์ไม่ลงตัว…ต้นตอแห่งโศกนาฏกรรม

จากข้างต้นในเรื่องของรุ่นที่ 3 นี่สำคัญมาก โดยการศึกษาของ The Williams Group ที่เคยได้สัมภาษณ์เจ้าของธุรกิจครอบครัว 3,250 ราย พบว่าสาเหตุของ ‘การสืบทอดธุรกิจครอบครัว’ มีความล้มเหลวมากกว่า 70% ก็มาจาก… 

  1. ไม่พูดคุยกัน 60%
  2. ไม่มีแผนการสืบทอดกิจการ 25%
  3. เป้าหมายทางธุรกิจไม่ชัดเจน 12% และ
  4. ความบกพร่องของผู้เชี่ยวชาญ 3%

‘เลือดข้นคนจาง’ เป็นกรณีศึกษาหนึ่งที่สะท้อนความล้มเหลวธุรกิจครอบครัวที่โค-ตรชัด

ละครดัง ‘เลือดข้นคนจาง’ ที่เกิดเหตุการณ์ฟ้องร้องกันเองในตระกูล สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของธุรกิจครอบครัวได้ดี โดยเฉพาะการ ‘ไม่พูดคุยกัน’ ที่นำมาสู่การไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิกในครอบครัว พัฒนาเป็นการขาดความสามัคคี เริ่มอิจฉา อยากแย่งชิง และปิดฉากด้วยการฆ่ากันตาย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นได้ดีกว่า เพราะตระกูล ‘จิระอนันต์’ ไม่มีการจัดการโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน บทบาทของแต่ละคนในครอบครัวก็ไม่ชัด แถมไม่มีการวางโครงสร้างกฎหมายที่เหมาะสม และไม่มีการจัดสรรการถือหุ้นให้กับทายาทให้กับบริษัทอีกด้วย  

ที่สำคัญตระกูลนี้หัวเก่าให้ความสำคัญลูกชายมากกว่าลูกสาว ทำให้เกิดข้อพิพาทแบ่งหุ้นไม่เป็นธรรม คนในครอบครัว โดยเฉพาะฝั่งสะใภ้ริษยากัน ขาดความเอื้ออาทรระหว่างกัน และไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ผลจึงลงเอยที่โศกนาฏกรรม

นี่คือตัวอย่างที่น่ากลัวของธุรกิจครอบครัว ที่ไม่ใช่แค่ ‘ไปไม่รอด’ แต่สถาบันครอบครัว ก็พังทลายตามกันไปด้วย

DID -YOU-KNOW

  • ธุรกิจครอบครัวมีมากถึง 75% ของธุรกิจทั่วโลก 
  • บริษัทมหาชนจำนวน 3,568 แห่ง จากทั้งสิ้น 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ในประเทศไทยธุรกิจครอบครัวมีมูลค่ารวมประมาณ 28 ล้านล้านบาท จากธุรกิจรวม 39 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 72% ของระบบเศรษฐกิจ 
  • บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เป็นธุรกิจครอบครัว หรือควบคุมกิจการโดยบุคคลในครอบครัว พบว่ามีมากถึง 50.4%

เมืองมีกฎเมือง บ้านก็ต้องมีกฎบ้าน

ดังนั้น ทางแก้ที่ดีที่สุดของธุรกิจแบบครอบครัว คือ ‘ฉันทานุมัติ’ หรือการยินยอมพร้อมใจกับมติใหญ่ของคนในครอบครัว ซึ่งมันก็เหมือนกฎหมายของบ้านเมืองนั่นแหละ 

เวลาพูดถึงธุรกิจครอบครัวในไทย ชื่อของตระกูล ‘จิราธิวัฒน์’ ผู้กุมบังเหียด ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพท์ ห้างค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร จนนิตยสารชื่อดัง ฟอร์บส เคยยกให้เป็นอันดับที่ 2 จาก 50 กลุ่มบุคคลที่รวยที่สุดในเมืองไทย โดยพี่น้องตระกูลนี้มีทรัพย์สินแตะ 2.12 หมื่นล้านเหรียญฯ หรือ 6.62 แสนล้านบาท มักจะไหลเข้ามาในหัวเสมอ

…ทำไมลูกหลานมากมายหลายร้อยชีวิตในตระกูล ถึงไม่เคยมีข้อครหาวิวาทแย่งชิงทรัพย์สินให้ด่างพร้อย 

…พวกเขาดูแลจัดการกันอย่างไร?

  • ครอบครัวจิราธิวัฒน์ ใช้ระบบ ‘คณะกรรมการ’ ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องของครอบครัวและเรื่องธุรกิจ ซึ่งที่มาของคณะกรรมการจะต้องโปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของครอบครัว โดยมีพ่อแม่ หรือพี่ใหญ่ กุมอำนาจตัดสินใจสูงสุด เพื่อให้เกียรติผู้อาวุโสที่ก่อตั้งธุรกิจมาช้านาน
  • มี ‘สภาครอบครัว’ ที่คอยจัดการสารพัดเรื่องของครอบครัว ตั้งแต่ดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิกในด้านต่างๆ, ดูแลระเบียบและการให้สวัสดิการแก่สมาชิก, บริหารจัดการทรัพย์สินของครอบครัว (กงสี) รวมทั้งกำหนดผลประโยชน์สำหรับผู้ที่เกิดมาอยู่ใต้ร่มตระกูลนี้ โดยสภาครอบครัวจิราธิวัฒน์จะมีแค่สภาเดียว แม้ตระกูลจะแตกแขนงออกไปมีลูกมีหลานอีกหลายสายครอบครัวแล้วก็ตาม
  • แบ่งแยกเรื่องธุรกิจกับครอบครัวอย่างชัดเจน โดยเรื่องธุรกิจให้ไปที่คณะกรรมการ ส่วนเรื่องครอบครัวให้มาที่สภาครอบครัว
  • ธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อให้ลูกหลานไม่แตกกรอบ คือ ทุกช่วงปิดเทอม ลูกหลานทุกคนจะต้องเข้ามาทำงานในกิจการของครอบครัว เช่น ขายน้ำ, ขายอาหาร, คิดเงิน เพราะผู้ใหญ่ในตระกูล มองว่าการเริ่มทำงานตั้งแต่เล็ก ช่วยสร้างความคุ้นเคยกับบริษัทและเพื่อนร่วมงาน ฉะนั้น เมื่อเรียนจบก็จะสามารถทำงานได้ทันทีไม่มีติดขัด
  • ห้ามไม่ให้คนในตระกูลทำธุรกิจที่แข่งกับครอบครัว และห้ามไม่ให้ทำธุรกิจที่ต้องมาพึ่งพิงบริษัทของครอบครัว หากไม่กระทำตามจะมีบทลงโทษ คือ เอาสมาชิกคนนั้นออกจากบริษัทครอบครัว, ถูกตัดคะแนน, เป็นแกะดำของครอบครัว เป็นต้น
  • สำหรับคนในตระกูลจิราธิวัฒน์ ทายาทที่ทำงานให้กับบริษัทจะได้เงินเดือน และเงินปันผล ถ้าผลงานดีได้โบนัส แต่ไม่ได้หุ้นเพิ่ม ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงาน จะได้เฉพาะเงินปันผลเท่านั้น
  • สมาชิกในตระกูลจิราธิวัฒน์ จะมีสิทธิ์ในกงสี โดยเฉพาะในเรื่องค่าการศึกษา, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าที่อยู่อาศัย, ค่างานศพ, ค่างานแต่ง เป็นต้น แต่ผู้ที่จะได้รับสิทธินี้ จะต้องมีความประพฤติดี และไม่เคยทำให้วงศ์ตระกูลด่างพร้อย โดยมีสภาครอบครัวเป็นผู้ดูแลจัดการ
  • ห้ามไม่ให้พี่น้องในตระกูลจิราธิวัฒน์ขายหุ้นให้แก่บุคคลอื่น และขายหุ้นได้เฉพาะกับคนภายในครอบครัวกันเองเท่านั้น (แม้ล่าสุดเตรียมแต่งตัวให้ เซ็นทรัล รีเทล CRC เข้าตลาดหุ้นก็ตาม)

      สังเกตได้ว่าการจัดการของตระกูล ‘จิราธิวัฒน์’ แม้จะเป็นคนในครอบครัว แต่ก็วางรากฐานชีวิตและธุรกิจไว้อย่างมืออาชีพ ทั้งในแง่ของการปลูกฝังให้เกิดการรู้สึกถึงความสำคัญของธุรกิจในตระกูล ขณะเดียวกันก็ใช้ระบะความยุติธรรมของผลงานจากการทำงาน จึงทำให้ครอบครัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมายาวนาน

DID -YOU-KNOW

‘ธรรมนูญจิราธิวัฒน์’

มีไว้เพื่อให้กับทายาทและคู่สมรส 5 รุ่น (เจนเนอเรชั่น) รวม 232 ชีวิต ได้ยึดถือปฏิบัติ 

  • เจเนอเรชั่นที่ 1 มีเพียง 1 คน 
  • เจเนอเรชั่นที่ 2 มี 38 คน แบ่งเป็น จิราธิวัฒน์ 23 คน คู่สมรส 15 คน 
  • เจเนอเรชั่นที่ 3 มี 90 คน แบ่งเป็นจิราธิวัฒน์ 57 คน คู่สมรส 33 คน 
  • เจเนอเรชั่นที่ 4 มี 86 คน แบ่งเป็นจิราธิวัฒน์ 76 คน คู่สมรส 10 คน 
  • และ เจเนอเรชั่นที่ 5 มี 17 คน แบ่งเป็นจิราธิวัฒน์ 17 คน
  • คนที่ทำงานให้กับธุรกิจครอบครัวมีทั้งสิ้น 57 คน 
  • คนที่ไม่ได้ทำงานส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้อาวุโส 

สะกัดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

ครอบครัวจิราธิวัฒน์จะไม่ให้เขยและสะใภ้ทำงาน เพราะเชื่อว่าการเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกัน อาจมีอิทธิพลต่อการบอกกล่าวคนในครอบครัวให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไร เนื่องจากป้องกันไม่ให้เกิดการยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกภายในครอบครัวนั่นเอง

สูตรลับ คิคโคแมน 

ข้าม 4 ศตวรรษ เพราะยึดผลประโยชน์ร่วมของวงศ์ตระกูล

คิคโคแมน (Kikkoman) ซอสปรุงรสที่คนรู้จักกันดี เป็นอีกธุรกิจครอบครัวในตำนาน ที่คงความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 400 ปี มียอดขายในปัจจุบันสูงกว่า 1 แสนล้านบาทและสืบทอดมาถึง 15 รุ่น 

เคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์นี้อยู่มาได้ยาวนาน มาจากการรวมทุกสิ่งที่ดีที่สุดของทุกตระกูลมารวมเข้าไว้ด้วยกัน

หมายถึงอะไร?

จริงๆ ภายใต้บริษัท คิคโคแมน ไม่ได้มีเพียงซอสซีอิ๊วจากแค่ตระกูลใดตระกูลหนึ่งเท่านั้น แต่มีซีอิ๊วที่ทำมาขายกันเองจาก 8 ตระกูล 

แต่ละตระกูลต่างก็ทำซอสซีอิ๊วของตัวเองออกมาขายแข่งกัน ซึ่งแน่นอนว่าต้องแย่งกันลดราคาเพื่อแย่งลูกค้า สุดท้ายก็ขยายกิจการได้ยาก จึงมีการรวมกลุ่มของผู้ผลิตจากตระกูลต่างๆ ทั้งหมด 8 ตระกูล ก่อตั้งเป็นบริษัทคิคโคแมนขึ้นเมื่อปี 2460 

เคล็ดลับของคิคโคแมนอาจดูไม่ซับซ้อนแต่เรียบง่ายและตรงประเด็นมาก นั่นคือการเลือกสรร ‘ที่สุด’ ของทุกสิ่งทุกอย่าง นับตั้งแต่ตัวแทนของแต่ละตระกูลที่จะได้เข้ามาร่วมบริหารนั้นต้องเป็นคนเก่งที่สุดซึ่งคัดเลือกมาได้ตระกูลละ 1 คนเท่านั้น

เมื่อเกิดความร่วมมือกันแล้ว ซอสซีอิ๊วคิคโคแมน จึงถือว่าได้เคล็ดลับจากสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละตระกูล ไม่ว่าจะเป็นรสชาติซอสซีอิ๊วที่รสชาติถูกปาก การผลิต การขนส่ง การขาย การบริหารจัดการต่างๆ เรียกได้ว่านำสิ่งที่ดีที่สุดของทุกตระกูลเข้ามารวมไว้ด้วยกัน

สมาชิกทุกตระกูลเชื่อมั่นในเป้าหมายเดียวกันคือการเติบโตอย่างยั่งยืน การบริหารงานจึงโปร่งใสไร้ปัญหาที่เกิดจากคนในตระกูลขัดแข้งขัดขากันเอง

DID -YOU-KNOW

หัวใจ มีไว้ใช้กับความรักไม่ใช่ธุรกิจ

การบริหารธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จผู้ประกอบการควรใช้ทั้งหัวใจและสมอง เพียงแต่ว่าต้องมาดูกันว่าจะให้เรื่องไหนเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจครอบครัว กลุ่มนี้จะมีเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกอยู่แล้ว ถ้ายังไปยึดหลักเรื่องของการใช้อารมณ์หรือใช้ใจเป็นหลัก เพราะจะทำให้กิจการเดินออกไปจากเส้นทางที่เป็นมืออาชีพ

ในปัจจุบันธุรกิจครอบครัวมีการบริหารแบบมืออาชีพน้อยมาก ด้วยความที่เป้าหมายของการทำธุรกิจครอบครัว เป็นการทำเพื่อคนในครอบครัว ไม่ได้ตั้งเป้าทำเพื่อองค์กร ซึ่งองค์กรดี เข้มแข็ง มีการเจริญเติบโตที่น่าสนใจคนที่เป็นเจ้าของได้ประโยชน์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราโฟกัสที่องค์กร เราจะได้ประโยชน์อยู่แล้ว แล้วผลจะตามมาเอง  แต่ถ้าเราโฟกัสที่ครอบครัวแล้วละเลยการทำงานที่มีประสิทธิภาพหรือการสร้างองค์กรให้เข้มแข็งเอาไว้  ท้ายที่สุดผลก็จะส่งมาที่คนที่เป็นเจ้าของคือครอบครัวเรา และถ้าองค์กรเราไม่เข้มแข็ง ผลร้ายก็จะเกิดกับเจ้าของธุรกิจ

ทำยังไงให้ลูกไม้หล่นใต้ต้น

ยุคนี้มีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็อยากกระโดดไปหาธุรกิจนั้นๆ โดยเฉพาะธุรกิจเชิงเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวคือความคิดที่แตกหน่อ ทำให้ธุรกิจเดิมที่เลี้ยงดูพวกเขามา ‘ไม่มีการสืบทอด’ 

แม้แต่ในญี่ปุ่นที่เรียกว่ามีธุรกิจครอบครัวรวมๆ กันก็ปาเข้าหลัก 800,000  บริษัท แต่ก็ถูกคาดไว้ว่าไม่เกินอีก 2 ทศวรรษ ธุรกิจในญี่ปุ่นมากกว่า 40,000 บริษัทต่อปี จะขาดซึ่งผู้สืบสกุล 

นารูฮิโกะ ซากามากิ จากบริษัทหลักทรัพย์ Nomura เคยประเมินไว้ในรายงานเรื่องการควบรวมกิจการของธุรกิจ SME ในญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจว่า “ตัวทายาทของธุรกิจต่างๆ ไม่มีความสนใจในธุรกิจของตระกูล จึงเลือกที่จะออกไปทำงานอื่นๆ หรือมองไม่เห็นอนาคตของธุรกิจครอบครัวว่าจะเติบโตหรืออยู่รอดต่อไปในอนาคตได้อย่างไร หรือทายาทบางคนอาจมีเหตุผลส่วนตัวทำให้ต้องย้ายที่อยู่ออกไปซึ่งเป็นอุปสรรคของการทำงานในธุรกิจครอบครัว”

แล้วเราในฐานะผู้นำธุรกิจครอบครัวจะทำอย่างไรกันดีล่ะ?

อย่าคิดว่าการทิ้งเก้าอี้ คือ การแช่งตัวเอง: ครอบครัวของคนไทยมักจะไม่มีการวางทายาทไว้ เพราะกลัวว่าเป็นการแช่งตัวเอง ทำให้ลูกทะเลาะกันภายในหลัง จนเกิดเรื่องราวดราม่า อย่างละครเลือดข้นคนจาง มีหลายครอบครัวต้องอยู่ในภาวะเช่นนี้เพราะการปิดความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง การปล่อยในช่วงที่เราเห็นแวว นั่นคือหน้าที่ของผู้ใหญ่

ลูกหลานไม่ต้องเป็นผู้บริหารทุกคน: จำไว้ว่าทางเลือกของลูกหลานต้องมีมากกว่าแค่ ‘จะทำ’ หรือ ‘จะไม่ทำ’ ธุรกิจครอบครัว

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นว่าลูกหลานทุกคนจะต้องเข้ามาเป็น ‘ผู้บริหาร’ ของธุรกิจครอบครัว และก็ไม่ผิดที่หากสมาชิกบางคนในครอบครัวเลือกที่จะเป็นเพียง ‘ผู้ถือหุ้น’ เพียงบทบาทเดียว แต่ต้องหา ‘คนนอก’ ที่มีความสามารถที่จะบริหารธุรกิจของตระกูลได้ ซึ่งถ้ายังไม่มีก็ต้องเริ่มหากันตั้งแต่วันนี้ ผู้นำคนต่อไปอาจจะเป็นพนักงานที่มีแวว สมาชิกก็จะต้องช่วยกันปั้นให้เขาขึ้นมาให้ได้

ขายธุรกิจ อาจเป็นทางออกที่ไม่เลวร้ายนัก: ถ้าหากครอบครัวได้ทำทุกอย่างแล้ว ทายาทก็ยังไม่ต้องการจะสืบทอดธุรกิจครอบครัวอยู่ดี การขายธุรกิจครอบครัวก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด แต่สมาชิกจะต้องคุยกันให้ลงตัวว่าจะขายหรือไม่ และหากจะขายจะขายอย่างไร

แล้วเมื่อไหร่ถึงควรจะขายธุรกิจครอบครัว?

1. เมื่อไม่มีใครอยากถือหุ้นของธุรกิจครอบครัวอีกต่อไป

และ 2. เมื่อได้ราคาขายที่ดีสมาชิกครอบครัวพอใจ 

มื้อแห่งครอบครัว สำคัญไฉน?

พออายุเริ่มมากขึ้น ลูกหลานหลายๆ คนมักมีมื้อสำคัญในยามเย็นของตนเอง กับเพื่อน กับแฟน หรือกับใครก็ตาม และมักจะมองข้ามมื้ออาหารในครอบครัวไป

  แต่รู้ไหมว่าถ้าเป็นครอบครัวขยาย หรือครอบครัวที่อยู่ในวิถีธุรกิจเดียวกัน มื้ออาหารแต่ละมื้อจะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะมีการเตรียมการกันล่วงหน้า เพื่อรอให้แต่ละคนได้กลับมาทานพร้อมกัน

จริงๆ แล้ว การมาร่วมกินอาหารบนโต๊ะเดียวกัน ของคนที่อยู่ในธุรกิจครอบครัว มีความสำคัญมาก 

เพราะการกินข้าวหม้อเดียวกัน โต๊ะเดียวกัน นอกจากจะทำให้เกิดการพูดคุย (ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ๆ จะเริ่มไม่ชอบ เพราะมันไม่อิสระ) แต่รู้ไหมว่า การคุยกันบนโต๊ะอาหาร เล่าเรื่องราวชีวิตที่เจอในแต่ละวัน หรือแม้แต่ปัญหาต่างๆ บนโต๊ะกินข้าว เป็นช่วงเวลาแห่งการ ‘ปลดปล่อย’ ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีใครในโลกที่จะรับฟังคุณได้เท่ากับคนในครอบครัวอีกแล้ว และพวกเขาก็พร้อมที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อให้สิ่งที่ดีมันดียิ่งขึ้น สิ่งที่แย่ก็ช่วยกันแก้ได้ด้วยสัมพันธภาพแห่งครอบครัว ซึ่งธุรกิจครอบครัวดีๆ จะไม่มาพูดเรื่องนี้ในห้องประชุมของบริษัทเด็ดขาด

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็เป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้กับลูกๆ อีกด้วย นั่นจึงทำให้ครอบครัวที่มีการทำธุรกิจใหญ่ๆ หลายๆ รายพยายามที่จะนัดลูกหลานกันรับประทาน เพื่อเจอหน้ากัน และสร้างความผูกพันแก่กันและกัน ถ้าเป็นส่วนของครอบครัวย่อย ก็ควรทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันได้เลยยิ่งดี

อ้างอิง: Family Business Asia / ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว (FAMZ) / เซ็นทรัลกรุ๊ป / แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ คอลัมน์กรุงเทพธุรกิจ



Advertising