ธุรกิจและการเงิน

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้

Published 15 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

how-to-billionaire-teach-their-children-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

เด็กคืออนาคตของชาติ แต่ระหว่างทางของอนาคตชาติเหล่านี้ ก็มีธรรมชาติตามสภาพแวดล้อมที่สร้างความปวดหัวให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองเสมอ

ในอนาคตลูกหลานของเราจะอยู่อย่างไร? เป็นคนแบบไหน? เอาตัวรอดได้หรือไม่? จะใช้ชีวิตให้มีความสุขได้หรือเปล่า? 

ชุดคำถามเหล่านี้ เป็นคำถามปลายเปิดที่ตัวผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะหาคำตอบชัดๆ ไม่เจอ และก็ปล่อยให้ห้วงเวลาเป็นตัวพาชีวิตเด็กๆ และวัดดวงเอาว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ยิ่งตอนนี้ สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมาก คนรุ่นพ่อรุ่นแม่มาเจอกับชีวิตสังคมสมัยใหม่ ก็อาจจะโดนสตั๊น!! หนักๆ เพราะต้องเจอกับชุดความต้องการและคำถามใหม่ๆ จากลูกๆ ในยุคสังคมดิจิทัล

คลาสสิกเคสของเด็กสมัยนี้ หนีไม่พ้นประเด็นอยากได้อะไรต้องได้ ตั้งแต่ สมาร์ตโฟน เกม และอื่นๆ เพราะถ้าเพื่อนมีแล้วเขาไม่มี เขาจะอับอาย และพ่อแม่จะต้องถูกพวกเขาด่าลงเฟซบุ๊ก

พ่อแม่บางคนก็บ้าจี้ตาม เพราะกลัวลูกจะไม่รัก และก็อ้างเหตุผลว่าจะตามโลกไม่ทันอย่างลูกคนอื่นเขา และนั่นก็ทำให้วัตถุนิยมกลายมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กยุคนี้ โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเติบโตไปในทิศทางใด

อย่างไรเสีย ในสังคมยุคดิจิทัลที่เข้ามาหลอมรวมให้พ่อแม่ต้องจำใจเลี้ยงลูกด้วยวัตถุนิยม เพราะอาจจะมีเหตุผลที่หลากหลาย เช่น ไม่มีเวลา เพราะต้องทำมาหากิน หากแต่ในความเป็นจริง วิธีการเลี้ยงเด็ก ไม่ได้มีอะไรที่ยากไปกว่าการให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด

สังเกตได้จากมุมมองของบุคคลที่ต้องเรียกว่าเป็น ‘มหาเศรษฐี’ ในโลก พวกเขาได้สร้างวิธีการเลี้ยงลูกในแบบฉบับของตัวเอง แต่มีเงื่อนไขที่คล้ายกัน คือ ‘การให้ใจในการดูแล’ และน่าจะเพียงพอให้ลูกหลานของเขาเติบโตไปแล้วเอาชีวิตรอดได้ไม่ยาก แม้พวกเขาจะมีภารกิจมากมาย ซึ่งน่าจะมากกว่าบรรดาพ่อแม่ทั่วไปด้วยซ้ำก็ตาม

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ปู่วอเรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีผู้เป็นศาสดาแห่งโลกการลงทุน เขาเคยเล่าว่า ลูกๆ ทั้ง 3 คนของเขาได้รับการเลี้ยงดูแบบคนธรรมดาทั่วไป เพราะเขาไม่อยากให้ลูกของเขากลลายเป็นว่าที่เศรษฐีเด็กขึ้นแท่น เพราะพ่อรวย โดยเขาเลือกให้เด็กๆ เติบโตในแบบที่ปกติมากๆ ตั้งแต่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่อยู่มาตั้งแต่แรกเมื่อปี 1958 และไม่เคยย้ายบ้านไปที่ใหม่ที่หรูหรากว่า ไม่มีเครื่องบินส่วนตัว เด็กๆ ต้องไปโรงเรียนโดยรถประจำทาง ที่สำคัญต้องทำให้บ้านเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในช่วงวัยเด็ก และค่อยๆ ปล่อยให้เด็กๆ ถูกสร้างไปตามระยะเวลา 

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

แจ็ก หม่า เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซแห่งแดนมังกรอย่าง Alibaba.com (อาลีบาบา) เว็บไซต์ขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโลก และเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับคนหนึ่งของโลก เขาเคยเล่าถึงวิธีการสอนลูกได้น่าสนใจมาก เพราะเขาไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องตั้งใจเรียนมากจนเกินเหตุ ขอแค่ให้มุ่งมั่นฝึกฝนภาษาอังกฤษ ภาษาจีนให้มากพอ ที่สำคัญต้องอย่าหลอกตัวเองว่ากำลังทำสิ่งที่รัก แต่จงเลือกงานหรือสิ่งที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ไปตลอดชีวิต และเมื่อก้าวหน้าในชีวิตแล้ว ก็ต้องไม่ลืมคนในครอบครัว เพราะเป็นสำคัญมากกว่าความสำเร็จทั้งชีวิต สุดท้ายจงให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นอันดับแรกเสมอ

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ธนิน เจียรวนนท์ เจ้าสัวธนินท์แห่งซีพี ผู้มีธุรกิจในเครือมากมาย เคยเผยคำสอนดีๆ ที่ถูกบอกเล่าผ่านลูกสาวคนสุดท้อง อย่าง ทิพาภรณ์ เจียรวนนท์ ซึ่งเธอเคยสรุปให้ฟังว่า เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ให้สำรวจตัวเองป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเริ่มโทษคนอื่นรอบๆ ตัว แต่ถ้าวันใดเกิดเผลอทำสิ่งไม่ดีลงไป ก็จะให้คิดด้วยตัวเองว่าจะแก้ตัวอย่างไรในรุ่งขึ้น นอกจากนี้ท่านยังสอนให้ลูกๆ เห็นข้อดีของคนอื่น เพราะทุกคนย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เมื่อเจอคนดีและทำดี ก็ต้องชื่นชมคนด้วยความจริงใจ เป็นการให้เกียรติที่ต้องทำให้เป็นนิสัย

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

ลีกาชิง มหาเศรษฐีที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘มังกรแห่งฮ่องกง’ ขึ้นชื่อในเรื่องของความใจบุญ เพราะชอบบริจาคเงินรายได้ของตัวเองให้กับการกุศลหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหลาน ซึ่งลูกๆ ของได้เขากลายมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 20 ปีต้นๆ เขาตั้งกฏเกณฑ์ของบ้านไว้ว่า แม้งานจะยุ่งแค่ไหน แต่ก็ต้องทานข้าวเย็นร่วมกันในเย็นวันจันทร์ทั้งครอบครัว และทุกๆ คนบนโต๊ะอาหาร ก็ต้องรู้จักกล่าวขอบคุณผู้เสิร์ฟอาหาร แม้ว่าจะเป็นคนรับใช้ในบ้าน นอกจากนี้เขาจะให้ลูกหลานได้เรียนรู้กับผู้คนทุกทุกชนชั้น ด้วยการให้ขึ้นรถสาธารณะ เพราะการอยู่ในรถส่วนตัวจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย อีกทั้งลูกหลานทุกคนต้องรู้จักค่าของเงินตั้งแต่เด็ก โดยเขาจะปลูกฝังให้ลูกๆ ไปทำงานพาร์ตไทม์ในวันหยุดเสมอ 

เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบมหาเศรษฐี ที่คนบ้านๆ เลียนแบบได้,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีแห่งไมโครซอฟท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าจะเข้าใจแก่นและเปลือกของชีวิตได้ดีมากคนหนึ่งในโลก และแน่นอนว่าเขาก็มักจะถ่ายทอดโลกทัศน์ที่ตกผลึกจากประสบการณ์ของเขาแก่ลูกๆ

บิล เป็นคนที่เข้มงวดกับลูกมาก เขามีกฎเหล็กที่ใช้กับลูกทั้ง 3 คน โดยห้ามลูกๆมีโทรศัพท์มือถือจนกว่าอายุครบ 13 ปี แม้ไปโรงเรียนแล้วต้องอับอายเพื่อนๆ ที่มีกันก็ตาม แถมเขายังเฝ้าจับตาพฤติกรรมออนไลน์ของลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับพ่อแม่สมัยปัจจุบัน แต่เขาก็ทำ โดยครั้งหนึ่งเขาถึงขั้นขอพาสเวิร์ดเฟซบุ๊กและอีเมลจากลูกคนกลางและคนสุดท้องไว้คอยเช็ก Account ของลูก เพราะไม่ต้องการให้ลูกติดต่อสื่อสารในเรื่องที่ออกนอกลู่นอกทาง แต่ลูกคนโตจะปล่อย เพราะมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้ว

บิล น่าจะเป็นคุณพ่อที่เฮี้ยบที่สุดคนหนึ่ง แต่เขาก็มองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าใครรู้จักบิลดีจะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ติดความหรูหราฟุ่มเฟือยแบบมหาเศรษฐีทั่วไป แม้จะมีสมบัติมหาศาลที่กว่าสองล้านล้านบาท แต่เชื่อไหมว่าสมบัติเหล่านี้ จะไม่มีวันถึงมือลูกๆ ของเขาง่ายๆ เพราะเขาคิดว่ามันผิดอย่างมาก หากให้ลูกๆ นั่งรอเสพความสำเร็จจากเขาฝ่ายเดียว เพราะจะกลายเป็นคนที่ใช้ชีวิตไม่เป็น นั่นหมายความว่าหากลูกๆ ของเขาคิดอยากจะได้อะไรที่นอกเหนือจากการศึกษาและสุขภาพที่เขายอมจ่ายให้อย่างเต็มที่ ทุกคนจะต้องหาเงินตามวิถีทางของตัวเอง เช่น ตั้งแต่เด็กๆ ถ้าอยากได้เงินก็ต้องทำงานบ้านเพื่อแลกค่าขนมเป็นต้น เพราะเขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดมรดกอย่างไมโครซอฟต์ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ลูกเขาชอบ ลูกๆ ต้องไปค้นหาแนวทางการใช้ชีวิตและอาชีพที่รักให้เจอ และสร้างมันขึ้นมาให้ได้ด้วยตัวเอง โดยที่เขาจะไม่ห้ามว่าอาชีพนั้นจะทำให้ร่ำรวยหรือไม่ก็ตาม

จริงๆ แล้ว ถ้าสังเกตให้ดีจะสัมผัสได้ว่า มหาเศรษฐีเหล่านี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในการเลี้ยงลูกด้วยการบังคับให้โตไปแล้วต้องเป็นอะไร แต่เขาจะดูกรอบแนวทางการใช้ชีวิตในอนาคตที่ถูกต้อง ใช้ชีวิตยังไงให้รอดในสังคม การรู้จักให้เกียรติคนอื่นจะได้อะไรคืนกลับมา การวิเคราะห์ได้ว่าคนไหนดีไม่ดีจะทำให้ชีวิตพบเจอสิ่งใด และการใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะกับสิ่งที่จำเป็น ไม่บ้าวัตถุนิยม ทั้งที่พวกเขาทำได้อย่างสบายๆ จะให้ผลดีอย่างไรกับชีวิต ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่บางคนเพิ่งจะมาเก็ตเอาตอนโตด้วยซ้ำ 

ที่สำคัญพวกเขาเหล่านี้ ดูจะไม่ใช้เงินในการแก้ปัญหากับอนาคตของลูกๆ เลยด้วยซ้ำ…

แล้วลูกหลานของคุณจะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต คำตอบนี้คงมาไม่ยากแล้วเนาะ…



Advertising