ธุรกิจและการเงิน

เมื่อ 'หัวเว่ย' โดนสกัด

Published 20 ธ.ค. 2018

By ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

Huawei-1-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา แม้จะประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 30 วัน แต่ระหว่างนั้นการดำเนินกลยุทธ์เป็นไปอย่างเข้มข้น ไม่มีใครยอมใคร

เพราะเดิมพันครั้งใหญ่ว่าจะครองโลก

แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจเดี่ยวมานานนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ย่อมไม่อยากให้ใครมาท้าทาย

บังเอิญว่าในรอบ 8 ปีที่โอบามาขึ้นครองอำนาจ เป็นห้วงเวลาที่สหรัฐฯ เดินสายพิราบ ทำให้จีนมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาก อีกทั้งผลัดเปลี่ยนตำแหน่งประธานาธิบดีจากหู จิ่นเทา เป็นท่านสี จิ้นผิง ที่ต้องการฟื้นความยิ่งใหญ่ของจีนที่อดีตเคยเป็นเจ้าโลกมาก่อน ให้ค่อยๆ กลับมาอยู่ในสถานภาพเดิมอีกครั้ง

การทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีนนั้น เรียกว่ารบไปเจรจาไป ระหว่างพักรบก็จัดการกับบรรษัทยักษ์ใหญ่ ที่เป็นหัวหอกการรบทัพจับศึกของแต่ละฝ่ายกันไป

ในบรรดาการช่วงชิงความเป็นผู้นำนั้นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี

และเทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญในอนาคตอันใกล้ก็คือ 5G ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์แห่งการแข่งขันไปอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ใครเป็นเจ้าแห่ง 5G ก็จะมีความได้เปรียบเหนือชาติอื่นใด

หัวใจของการก้าวเข้าสู่ 5G ของจีนก็คือ หัวเว่ย

หัวเว่ย คือแบรนด์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะหัวเว่ยซึ่งแต่ก่อนทำอุปกรณ์ โทรคมนาคมนั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ หัวเว่ยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของแบรนด์ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ แซงหน้า iPhone และเป็นรองเฉพาะ Samsung เท่านั้น

ความน่ากลัวของหัวเว่ยมิได้อยู่ที่การเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเบอร์สองของโลกเท่านั้น แต่อยู่ที่หัวเว่ยคือหัวหอกทางด้านเทคโนโลยี 5G ของจีน ซึ่งหัวเว่ยก็ไม่ได้ต้องการให้เทคโนโลยีของตนเองใช้แต่ในประเทศจีนเท่านั้น แต่ต้องการบุกไปทั่วโลก 

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ผู้อำนวยการประจำหน่วยงานด้านความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา 6 แห่ง ประกอบด้วย CIA, FBI, NSA (และอีก 3 หน่วยงาน) ได้ออกมาเตือนให้พลเมืองเลี่ยงการใช้งานสมาร์ตโฟน และเครือข่ายมือถือจากผู้ผลิตในประเทศจีน โดยยกแบรนด์ Huawei และ ZTE ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เนื่องจากกังวลว่า ผู้ใช้งานอาจจะถูกสอดแนมข้อมูลส่วนตัวต่างๆ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้ (ข่าวจาก The Standard)

ขณะที่ Blognone รายงานว่า นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kryptowire รายงานว่าพวกเขาค้นพบโปรแกรม Backdoor ฝังอยู่ในสมาร์ตโฟนแอนดรอยด์ราคาถูกกว่า 700 ล้านเครื่อง คอยแอบส่งข้อมูลกลับประเทศจีนทุก 72 ชั่วโมง

Backdoor ตัวนี้มีความสามารถที่ไม่พึงประสงค์ครบทุกอย่าง โดยเฉพาะสามารถเก็บข้อมูล SMS และประวัติการโทร พร้อมส่งกลับจีนทุก 72 ชั่วโมง

เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ถึงระดับที่เจาะจงตัวบุคคลได้ และส่งกลับจีนทุก 24 ชั่วโมง ซึ่งอันนี้อันตรายมาก ถ้าผู้ใช้มือถือนั้นเป็นคนสำคัญ

โปรแกรม Backdoor ดังกล่าวเป็นของบริษัท AdUps Technology มีสำนักงานอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งบริษัท บอกว่ามีโปรแกรมของตนรันอยู่บนสมาร์ตโฟนทั่วโลกกว่า 700 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ AdUps ยังให้ซอฟต์แวร์ของตนแก่ ZTE และ Huawei ด้วย

ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงต้องสกัดกั้นหัวเว่ย!!!



Advertising