ธุรกิจและการเงิน

ใช้ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ให้ ‘ปัง’ และ ‘ดัง’ ครองเมือง

Published 13 ก.พ. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

Influencer-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ปัจจุบันคนไทยใช้เวลาอยู่บนอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 9.38 ชั่วโมงต่อวัน แสดงให้เห็นถึงคนไทยยังมีความถี่กับการใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

เมื่อคนส่วนใหญ่ใช้เวลาสิงอยู่ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, Twitter หรือแม้แต่ YouTube นักการตลาดหรือแบรนด์จะเข้าไปหาพวกเขาได้ ก็ต้องมีสิ่งดึงดูดที่มีอิทธิพลมากพอ ถึงจะสื่อสารและโน้มน้าวใจได้อย่างอยู่หมัด ซึ่งในปัจจุบันเทรนด์การตลาดอย่าง ‘อินฟลูเอนเซอร์’ (Influencer) ก็ถูกมองเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงอานุภาพและไม่ควรมองข้าม

อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลในโลกดิจิทัล หรืออีกนัยหนึ่งก็จะมีการเรียกว่ากลุ่มผู้นำทางความคิด (Key Opinion Leader: KOL) ประกอบไปด้วย บรรดาเน็ตไอดอล ศิลปิน ดารา เซเลบริตี้ นั้น ถือเป็นกลุ่มคนที่มักจะพูดแล้ว ‘เสียงดัง’ น่าเชื่อถือ น่าฟัง และผู้ติดตามเคลิบเคลิ้มได้อย่างง่ายดาย  

เหตุผลเพราะคนกลุ่มนี้สร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเองมาในระดับหนึ่ง ตั้งแต่การสร้างเรื่องราว โชว์ความสามารถ และสร้างคอนเท้นต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกวาดต้อนยอดรับชม (View) ยอดไลค์ ยอดแชร์ ในแต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ตนเองไปฝังตัวอยู่ได้ล้นหลาม 

อันที่จริงแล้วอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองไทย หากเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้ว โดยเริ่มแพร่หลายตั้งแต่ช่วงปี 2014 โดยเริ่มจากการใช้ดารา นักแสดง คนดังที่เป็นที่รู้จัก และพรีเซ็นเตอร์ และมีพัฒนาการของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้น ทั้งบล็อกเกอร์ และยูทู้บเบอร์ เน็ตไอดอล ที่เน้นการให้ข้อมูลในรูปแบบประสบการณ์ หรือการรีวิว ที่เข้าถึงง่ายและผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นสูง

ทว่า ในปี 2019 มีความเชื่อกันว่าทิศทางของการใช้ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ จะเปลี่ยนไปเป็น ‘กลุ่มไมโครอินฟลูเอนเซอร์’ (Micro Influencer) ที่มียอดผู้ติดตามระหว่าง 10,000-100,000 คนแทน เพราะเป็นกลุ่มที่มักมีลักษณะพิเศษ คือ มีความถนัดเฉพาะด้าน มีชื่อเสียงเฉพาะกลุ่ม และเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมักจะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคที่มากกว่าอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไปที่เริ่มถูกจับทางได้ว่า ‘รับจ้างรีวิวแบบโจ่งแจ้ง’

ทั้งนี้ ในเมืองไทยการใช้ ‘ไมโครอินฟลูเอนเซอร์’ (Micro Influencer) เริ่มมีให้เห็นเด่นชัดขึ้น สังเกตได้จากมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท จากเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลมูลค่า 14,000 ล้านบาทเมื่อปีก่อน และที่น่าสนใจคือเม็ดเงินเหล่านี้แฝงตัวอยู่ในงบการตลาดรวมของบริษัททั่วไทยมากกว่า 5 แสนแห่ง ซึ่งเจ้าของแบรนด์สินค้าและบริการเหล่านี้ก็มีทิศทางที่จะใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์เป็นหมัดเด็ดในชั้นเชิงทางการตลาดอีกด้วย

แพลตฟอร์มไหนที่ต้องอาศัยอินฟลูเอนเซอร์? 

• ทวิตเตอร์เน้นกระจายคอนเท้นต์ให้สะพัดเร็ว 

• อินสตาแกรมสร้างการมีส่วนร่วมได้ดี (Conversion Engagement) 

• เฟซบุ๊กยังเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นนำเสนอคอนเท้นต์ เข้าถึงคนหมู่มาก และคนไทยใช้มากที่สุด

• วิดีโอ สามารถโน้มน้าวความรู้สึกร่วมมาสู่พฤติกรรมการบริโภคได้กว่าการโฆษณา ตามด้วยรูปภาพและตัวหนังสือ

วงการอินฟลูเอนเซอร์ที่พบบ่อยบนโลกโซเชียล 

  • วงการท่องเที่ยว 
  • วงการอาหาร 
  • วงการแฟชั่นและความสวยความงาม 
  • วงการสุขภาพ
  • และวงการการเงินและการลงทุน 

สินค้าและบริการกลุ่มไหนควรใช้อินฟลูเอนเซอร์?

กลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าและบริการ ที่มีความซับซ้อน เข้าใจได้ยาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงอย่างเช่น…

  • กลุ่มธุรกิจการเงินการลงทุน 
  • กลุ่มสุขภาพ
  • และกลุ่มไอที 

3 กลุ่มนี้ มีแนวโน้มจะหันมาใช้การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลเชิงลึก ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจได้ง่ายกว่าการสื่อการตลาดรูปแบบเดิมๆ ทั้งยังประหยัดงบประมาณการลงทุนจำนวนมาก

จับคู่ธุรกิจ & อินฟลูเอนเซอร์ให้กระแทกใจคน

1. มีความเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันผู้บริโภคมีช่องทางได้รับข้อมูลมากมาย และเริ่มรู้เท่าทันการสื่อสารทางการตลาดมากขึ้นด้วย นักการตลาดจึงควรเลือกใช้สื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่มีคาแร็กเตอร์เป็นตัวของตัวเองและเป็นธรรมชาติ เพื่อให้การรีวิวสิ่งที่แบรนด์อยากบอกไม่ดูโจ่งแจ้งจนเกินไป

2. มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การรีวิวที่ประสบความสำเร็จจนนำมาสู่การตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งนักการตลาดควรพิจารณาเลือกผู้ที่มีความสามารถเฉพาะพอสมควร ต้องเลือกที่มีมากกว่าความรู้พื้นฐาน แต่ต้องมีความรู้ความถนัดเฉพาะด้านที่ตรงกับธุรกิจคุณด้วยจะดีมากๆ

3. มีแฟนคลับตัวจริง จำนวนผู้ติดตามมากๆ อาจจะไม่ได้สะท้อนการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นักการตลาดจึงควรศึกษาการเข้าถึงบนช่องทางของอินฟลูเอนเซอร์ที่จะจ้าง เช่น จำนวนผู้ติดตามในลักษณะของการกดถูกใจ (Like) เผยแพร่ต่อ (Share) และแสดงความคิดเห็น (Comment) ซึ่งควรจะได้ยอดรวมกันคิดเป็นร้อยละ 5 ของจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด

…ทุกวันนี้ แบรนด์ใหญ่ พูดดัง แต่คนฟังน้อยลง เพราะโลกดิจิทัลปั้นผู้บริโภคให้ชาญฉลาดและทันเกมการตลาด

…การใช้อินฟลูเอนเซอร์ จึงเป็นอีกกลยุทธ์กระแทกใจผู้บริโภค ที่มีส่วนในการปิดการขาย หรือสร้างการรับรู้ในแบรนด์สินค้าให้ ‘ดัง’ และ ‘ปัง’ ในยุคนี้ได้น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง…

อ้างอิงข้อมูล: วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)



Advertising