ธุรกิจและการเงิน

Just do it ทําไปก่อน เดี๋ยวได้เอง

Published 16 ส.ค. 2018

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Just-do-it-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้วผมเป็นหัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้าของบริษัทโฆษณาข้ามชาติ เป็นองค์กรเล็กๆ ที่มี Challenging Spirit คือ กล้าล้มยักษ์

ผมทํางานที่นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะมีโอกาสเรียนรู้แบบสายฟ้าแลบ และการเรียนรู้ของผมค่อนข้างจะ ประหลาด เรื่องราวเกิดขึ้นจากการที่องค์กรได้ Creative Director มือดีชื่อ Peter Hughes มารับตําแหน่ง ความที่ปีเตอร์พูดภาษาอังกฤษด้วยสําเนียงฟังแล้วเข้าใจยาก เวลาเขาจะรีวิวงานกับทีมครีเอทีฟ เขาจะโทรเรียกผมมาเป็นล่าม ตอนนั้นนึกโกรธปีเตอร์อยู่ในใจ ฉันก็มีงานของฉันอยู่ และปีเตอร์ใช้เวลารีวิวงานนานมากเป็นชั่วโมง บางครั้งก็ดึกดื่นค่ำคืน ทําให้ผมต้องกลับบ้านดึก ด้วยความที่ผมถูกชะตากับปีเตอร์ เลยยอมนั่งจุ้มปุ๊กช่วยงานเขา 

แต่มองย้อนหลังกลับไป ช่วงเวลาที่ผมนั่งฟังปีเตอร์รีวิวงาน นี่คือสุดยอดของความรู้ที่ผมเก็บสะสมในกระเป๋าอย่างไม่รู้ตัว เพราะปีเตอร์เป็นทั้ง Strategist นักปรัชญา และเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมาก จะเป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยถ้าจะบอกว่า ปีเตอร์เป็นครูของผม

เขาเป็นครูโดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับผมที่ได้ความรู้ด้วยความโชคดี สิ่งที่ผมได้คือการถอดรหัสบทสนทนาที่เขามีกับทีมงาน และตีความหมายเป็นประเด็นว่าสิ่งที่ปีเตอร์ต้องการคืออะไร ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นคุณอนันต์คือ ปีเตอร์สั่งห้ามไม่ให้ทีมครีเอทีฟทํา Storyboard (ภาพวาดที่เป็นโครงร่างของหนังโฆษณา) หลังจากที่รับ Brief จากฝ่ายบริการลูกค้า เขาสั่งให้ทีมครีเอทีฟสร้างแค่ Concept Board ที่ประกอบด้วยภาพเพียง 1 ภาพ พร้อม Concept Line 

คําสั่งของปีเตอร์สวนทางกับวิธีทํางานของคนครีเอทีฟในยุคนั้น ที่พอรับบรีฟแล้วคิดสตอรี่บอร์ดเลย ตอนนั้นผมก็งงเหมือนทุกคนว่า ปีเตอร์ต้องการอะไร แต่เมื่อถึงบางอ้อ ต้องบอกว่าปีเตอร์คืออาจารย์ขั้นเทพ ถ้าจะแปลเป็นภาษาง่ายๆ คือปีเตอร์ต้องการฝึกให้ทีมงานคิดหาไอเดียของงานแล้วถ่ายถอดเป็น Concept Board ถ้าไอเดียผ่านจึงพัฒนาต่อเป็นสตอรี่บอร์ด

ด้วยวิธีนี้ทําให้ประหยัดเวลาทํางาน สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ ไม่ว่าจะทํางานอะไรต้องเริ่มต้นจากภาพใหญ่ แล้วค่อยลงรายละเอียด นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ผมเรียนรู้จากการเป็นล่าม ถ้าผมคิดว่าธุระไม่ใช่ คิดว่างานล่ามเป็นงานไม่มีความหมาย เป็นงานที่ไร้ประโยชน์ ผมจะเสียโอกาสเก็บเกี่ยวความรู้จาก ‘เซียน’

ผมมีคติในการใช้ชีวิตคือ ใครให้ทําอะไร ผมจะไม่ถามว่าทําแล้วได้อะไร ผมจะลงมือทําเลย แล้วทําสุดกําลัง แล้วมันจะได้เองทุกครั้ง มากบ้าง-น้อยบ้าง ค่อยผสมเก็บเข้ามาในกระเป๋าโดราเอมอน

ผมทําหน้าที่ล่ามให้ปีเตอร์เกือบ 3-4 ปี ฟังเนื้อหาที่ปีเตอร์คุยน่าจะเป็นหลายร้อยชั่วโมง ทําให้ผมเริ่มตั้งคําถามกับตัวเองว่า อะไรคือความสามารถพิเศษของผม ก่อนหน้านี้ที่ผมเคยบอกตัวเองว่า My Best Quality ที่เป็นนักคิดกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว เพราะในวงการโฆษณา Strategist มีอยู่ดาษดื่น ทําให้ผมกดปุ่ม Start ที่สมอง ถามตัวเองว่าอะไรคือความสามารถเฉพาะตัว

เริ่มทบทวนตัวเอง ค้นหาว่าอะไรคือความพิเศษที่เกิดจากรหัสพันธุกรรมชีวิต และเป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยถ้าผมจะ บอกว่า บทสนทนาของปีเตอร์คือวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่ผมหยิบนํามาคิด

2 ปีให้หลัง ผมจําได้ดีเลยครับ ผมกําลังขับรถบนทางด่วน แล้วออกจากทางด่วนที่ทางออกสุขุมวิท 62 คําตอบจากสมองบอกว่า ผมเป็น Contrarian Strategist ความหมายคือ ผมเป็นนักคิดที่คิดอะไรกลับหัวกลับหาง จากนั้นผมพัฒนาตัวเองอย่างจริงจังเพื่อพา DNA ตัวเองให้เป็น ‘นักคิดสวนทาง’ อย่างแท้จริง

ประเด็นที่ผมต้องการสื่อสารกับผู้อ่านผ่านบทความนี้มีอยู่ 2 ประเด็นครับ ประการแรก โลกแห่งการเรียนรู้คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้จากการที่เราฉกฉวยโอกาสโดยไม่ปฏิเสธประตูสู่โลกใหม่ที่เปิดมาหาเรา เพราะโอกาสในการเรียนรู้บางครั้งมันจะเข้ามาหาเราด้วยรูปแบบผิดปกติ หลักคิดคือทําอะไรไม่ต้องไปถามว่าทําแล้วจะได้อะไร ทําไปก่อนแล้วหลังจากนั้นมันจะได้เอง

มาถึงตรงนี้ผมขอเล่าเรื่องของ Steve Jobs ที่เขาเลิกเรียนปริญญาตรี ลาออกจาก Reed College เมื่อเขาเรียนได้เพียงปีเดียว จากนั้นเขาไปเข้าเรียนวิชา Calligraphy เป็นวิชาประดิษฐ์ตัวอักษร ซึ่งตอนเรียนเขาก็ไม่รู้หรอกว่าวิชานี้จะมีคุณประโยชน์อย่างไรกับตัวเขา

เมื่อเขาร่วมก่อตั้งบริษัท Apple ร่วมกับ Steve Wozniak แล้วประดิษฐ์ Computer เขาใช้วิชานี้มาออกแบบ Font ของ Computer ของ Apple ซึ่งทําให้ Font ของ Apple สวยงามมาก Steve Jobs จึงมีความเห็นกับการใช้ชีวิตว่า ‘ชีวิตเป็นการเชื่อมต่อจุด เราไม่สามารถต่อจุดโดยมองไปในอนาคต แต่มันเกิดจากการเชื่อมต่อด้วยการมองย้อนหลัง ดังนั้น คน เราต้องมีความเชื่อในจุดหรือสิ่งที่เราทํา ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเราในภายภาคหน้า’

ประเด็นที่ 2 คือการเรียนรู้จะมีพลังก็ต่อเมื่อเราต้องรู้จักตีความหมายจากข้อมูล สร้างประเด็นและบทสรุปว่าข้อมูลที่รับรู้มาจะหยิบนํามาใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร ความหมายคือข้อมูลเป็นเพียงวัตถุดิบ เราต้องมีความสามารถในการแปลเป็นความหมายในบริบทของเรา และนี่คือพลังที่แท้จริงของการเรียนรู้

ผมขอสรุปบทความนี้ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า ‘Just do it’



Advertising