ธุรกิจและการเงิน

ก้าวตามรอยเท้าพ่อ

Published 26 พ.ย. 2018

By ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล

King-Bhumibol-Adulyadejs-Teachings-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

เวลา 18.45 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

วินาทีดังกล่าวได้ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้สึกราวกับว่า ชีวิตนี้ขาดแล้วซึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรที่คอยปกปักรักษาคนไทยทั้งประเทศให้อยู่ดีกินดีมาเป็นเวลานาน 

ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ความเสียใจในวันนี้ของคนไทยทุกคนไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแม้แต่น้อย แต่สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรจะระลึกอยู่เสมอก็คือ พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่คนไทยทุกคนสามารถน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสครั้งหนึ่งเนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ศาลาดุสิดาลัย เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2529 ดังนี้ 

“เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย”

พระองค์ทรงตรัสสอนให้คนไทยรู้จักลงทุนให้เหมาะสมกับอัตภาพตั้งแต่ก่อนที่ประเทศไทยจะพบกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ 4 ธันวาคม 2539 ดังนี้ 

“ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก อย่างนี้ท่านนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็มาบอกว่าล้าสมัย จริง อาจจะล้าสมัย คนอื่นเขาต้องมีการเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจการค้า ไม่ใช่เศรษฐกิจความพอเพียง เลยรู้สึกว่าไม่หรูหรา แต่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีบุญอยู่ว่า ผลิตให้พอเพียงได้”

พระองค์ตรัสสอนให้คนไทยรู้จักการลงทุนสร้างฐานะให้เหมาะกับอัตภาพดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น 18 ธันวาคม 2540 ดังนี้ 

“คนเราเมื่อมีความสามารถที่ดีเป็นทุนรอนอยู่ ก็จะไม่มีวันอับจน ย่อมหาทางสร้างตัวสร้างฐานะให้ก้าวหน้าได้เสมอ ข้อสำคัญในการสร้างตัวฐานะนั้น จะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไปด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ”

ในปีเดียวกันนั้นเองพระองค์ก็ได้มีพระราชดำรัส พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2540 ดังนี้ 

“ต้องเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง คือไปทางชลบุรีครั้งหนึ่ง นี่ก็หลายสิบปีมาแล้ว มีพ่อค้าคนหนึ่ง เขาบอกว่าเขาทำโรงงานสำหรับทำสับปะรดกระป๋อง เขาลงทุนเป็นล้าน จำไม่ได้แล้วกี่ล้าน เพื่อสร้างโรงงาน การลงทุนมากอย่างนั้น บอกให้เขาทราบว่าไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะว่าเคยทำโรงงานเล็กๆ ที่ทางภาคเหนือ ใช้เงินสามแสนบาท เพื่อที่จะเอาผลิตผลของชาวบ้านชาวเขามาใส่กระป๋องแล้วขาย ก็ได้เป็นโรงงานเล็กๆ บอกว่าที่เขาลงทุนเป็นล้าน รู้สึกว่าเสี่ยง เขาบอกว่าต้องทำอย่างนั้น เขาก็ลงทุน ทำไปทำมา สับปะรดที่อำเภอบ้านบึง ทางชลบุรี ก็มีไม่พอ เมื่อมีไม่พอต้องไปสั่งสับปะรดมาจากปราณบุรี สับปะรดจากปราณบุรีต้องขนส่งมา ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ทำไปทำมาโรงงานก็ล้ม อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทำโครงการอะไร ก็จะต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมกับที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม”

แนวทางหนึ่งที่ประชาชนคนไทยสามารถน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านก็คือการน้อมนำพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อม ดำรงตนให้อยู่ในความพอเพียงกับอัตภาพ เพื่อยังประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติในที่สุด



Advertising