ธุรกิจและการเงิน

เมื่อฮอลลีวู้ด โดนมวยรองเขย่าบัลลังค์

Published 16 เม.ย. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Netflix-bzi-buzz-Rabbit-Today-banner

มีคนเคยบอกผมว่า Netflix ไม่สามารถเบียดตลาดของหนังใหญ่ของ Hollywood อันนี้เป็นสิ่งที่ผมมีมุมมองอีกอย่างหนึ่ง

ถามว่าเพราะอะไร ผมวิเคราะห์ว่า Netflix ตั้งเป้าจะเล่นเกมใหญ่ ตอนนี้ Netflix มีทรัพยากรทางการเงินสูง นั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่จะเปิดสงครามสู้กับ Hollywood ได้มีอำนาจเงินที่จะสร้าง Deal กับดารา ผู้กำกับฯ และคนในวงการบันเทิงได้อย่างสบาย 

ความได้เปรียบของ Netflix คือพวกเขามีฐานคนดูถึง 150 ล้านครัวเรือน นั่นหมายถึงว่าพวกเขามีฐานคนดูในมืออย่างน้อยเกือบ 500 ล้านคนทั่วโลก ด้วยตัวเลขอย่างนี้จะมีดาราคนไหน ผู้กำกับฯ คนไหนที่จะปฏิเสธ Deal จาก Netflix หรือครับ เพราะพวกเขาสามารถเข้าถึงคนในโลกนี้ถึง 7% และดาราและผู้กำกับฯ ทุกคนรู้ดีว่าการที่มีผลงานใน Netflix เท่ากับว่าพวกเขาสร้างความนิยมให้ตัวเองได้ดีกว่า Model เดิมของ Hollywood ที่ทำหนังใหญ่ฉายโรงที่เป็น Long & slow process 

ตอนนี้ดาราใหญ่อย่าง Will Smith, Sandra Bullock, Brad Pitt, Kevin Costner, Adam Sandler, Ben Stiller มีผลงานใน Netflix แล้ว โดย Super star เหล่านี้เป็นตัวแสดงนำในภาพยนตร์ที่เป็น Original content ของ Netflix หนังเรื่อง Bird Box ของ Bullock มีคนดู 80 ล้าน View ใน 4 อาทิตย์ และล่าสุดหนังของ Netflix ชื่อ Roma ได้รางวัล Oscar ในปีนี้ถึง 3 รางวัล 

หนึ่งในรางวัลคือ Best Director ที่ได้ผู้กำกับฯ มือดีระดับโลกอย่าง Alfonso Cuaron ที่เคยกำกับหนังใหญ่อย่าง Gravity และ Harry Potter ซึ่งผลงานเรื่อง Gravity ทำให้ Cuaron ได้รับรางวัล Best Director ในเวที Oscar ในปี 2013 

ถ้าจะแปลความหมายคือ Netflix ไม่ใช่เวทีรอง ไม่ใช่เวทีเล็กอีกต่อไป Netflix ตอนนี้กลายเป็นแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดผู้เล่นเกรด A+ มาร่วมสร้างผลงานให้กับ Netflix และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ Alfonso Cuaron ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้กำกับฯ ชั้นแนวหน้ายินดีมาร่วมงานกับ Netflix และเขาก็ไม่ผิดหวัง เพราะภาพยนตร์เรื่อง Roma ทำให้เขาได้รับรางวัล Best Director อีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อคืนก่อนผมดูหนังของ Kevin Costner ใน Netflix เรื่อง The Highwaymen เนื้อเรื่องเป็นการตามล่าโจร 2 คนที่ชื่อ Bonnie & Clyde การสร้างหนังเรื่องนี้เดิมทีลิขสิทธิ์น่าจะอยู่ที่ Universal Pictures สุดท้าย Netflix เจรจาแล้วได้ลิขสิทธิ์นี้มาอยู่ในมือ 

Netflix ดึงผู้กำกับฯ ใหญ่อย่าง John Lee Hancock มากำกับ แล้วต้นทุนในการสร้างหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ แล้วต้องบอกว่าคุณภาพหนังคือหนังใหญ่ ทั้งฉากตัวแสดงและคุณภาพของการถ่ายทำ แม้กระทั่งผู้กำกับฯ ระดับเทพอย่าง Steven Spielberg, Francis Ford Coppola, Lawrence Kasdan ยังมีผลงานใน Netflix ในหนังสารคดีชื่อ Five came back โดยผู้กำกับฯ ระดับเทพเหล่านี้เป็นผู้ดำเนินเรื่องในสารคดีว่าด้วยเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง มีอิทธิพลต่อการสร้างหนัง ของ Hollywood อย่างไร 

เมื่อต้นปีที่แล้ว Barack Obama กับภรรยายังสร้าง Deal กับ Netflix ในการผลิต Original content โดย Obama และภรรยาตั้งบริษัท ชื่อ High ground production มาป้อนงานให้กับ Netflix ข้อตกลงระหว่าง Obama กับ Netflix ไม่ใช่ให้ทาง Obama ผลิตผลงานเพียงชิ้นเดียว แต่มันเป็นสัญญาต่อเนื่องที่ Obama และภรรยาจะผลิต Series of content ที่มาช่วยเขย่าวงการบันเทิง 

นักสร้างหนังขั้นเทพอย่าง Joel & Ethan Coen ก็มาจับมือกับ Netflix ทำหนังเรื่อง The Ballad of Buster Scruggs’ ผลงานโด่งดังของพี่น้องคู่นี้คือ Unbroken, Bridge of Spies ปีที่แล้ว Netflix ใช้เงินลงทุน 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการสร้าง Content ปีนี้จะบุกหนักมากกว่า เดิมตามข่าวคาดว่าปี 2019 มูลค่าการลงทุนจะสูงเป็นหลักหมื่นล้านดอลลาร์ ถ้าจะแปลความหมายง่ายๆ คือตอนนี้ Netflix ยกระดับตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่า Challenger brand ของวงการ Holllywood อยากเข้าใจเรื่องนี้ต้องอ่านวิธีคิดของ Reed Hasting ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix เขาบอกว่าพวกเขาไม่มีคู่แข่ง Disney และ Amazon ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากังวล หัวใจในการบริหารของ Netflix คือสร้าง Original content สร้าง Best viewer experience และนี่คือ Winning strategy ของพวกเขา บทวิเคราะห์นี้คือ Netflix ไม่ใช่เป็นเพียง Content provider ที่ใช้ดารา Second grade เพื่อป้อนหนัง Second tier 

แต่พวกเขามี Platform ระดับโลกที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนในวงการบันเทิงมาเขย่า Hollywood ได้อย่างแน่นอน



Advertising