ธุรกิจและการเงิน

ยุทธการปราบถุงพลาสติก

Published 5 ก.ย. 2018

By นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

reduce-using-bag-plastic-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

สัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศนโยบายรณรงค์ “ลด เลิก การใช้ถุงพลาสติก” โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้ถุงพลาสติกจาก 45,000 ล้านใบต่อปี เหลือปีละ 24,000 ล้านใบ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีเมื่อประเทศไทยให้ความสำคัญกับปัญหานี้โดยรัฐบาลเป็นผู้ริเริ่ม แต่หากเราจะทำให้สำเร็จนั้นยังต้องมีประเด็นให้พิจารณาอีกหรือไม่

เราลองหันไปดูประเทศจีน ซึ่งเริ่มต้นก่อนเราสักสิบปีว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ก่อนหน้านั้น ประเทศจีนใช้ถุงพลาสติกถึงวันละประมาณ 30,000 ล้านใบ หรือปีละประมาณ 11 ล้านล้านใบ มากกว่าประเทศไทยถึง 240 เท่า กระทั่งพ.ศ. 2551 รัฐบาลจีนประกาศใช้กฎหมายห้ามซุปเปอร์มาร์เกต ตลาดสด ร้านขายของชำ  และร้านค้าย่อยทั่วประเทศแจกถุงพลาสติกฟรีกับลูกค้า โดยห้ามเฉพาะถุงที่มีขนาดบางกว่า 0.025 มม. ซึ่งก็คือที่เราเรียกกันว่าถุงก๊อบแก๊บนั่นเอง แต่ให้คิดเงินค่าถุงพลาสติกเพิ่มหากลูกค้าต้องการ ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกปรับ 10,000 หยวน หรือประมาณ 50,000 บาท นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจัดตั้งหน่วยติดตามเพื่อบังคับใช้กฎหมายนี้ซึ่งมีกำลังพลถึง 600,000 คน คอยเฝ้าจับตาซุปเปอร์มาร์เกตไม่ให้ฝ่าฝืนอีกด้วย

เวลาผ่านไป 10 ปี ผลของการบังคับใช้กฎหมายนี้ทำให้การใช้ถุงพลาสติกในซุปเปอร์มาร์เกตทั่วประเทศจีนลดลงถึง 90% ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ในตลาดสด ร้านค้าย่อย ร้านอาหาร ร้านขายของชำ กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ปัญหาการใช้ถุงพลาสติกยังคงมีอยู่ต่อไป แม้จะมีโทษปรับรุนแรง และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่องมานานถึงสิบปีแล้วก็ตาม

เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้รณรงค์ให้ประชาชนเลิกใช้ถุงพลาสติกควบคู่กันไปด้วย ทั้ง ๆ ที่ประเทศจีนได้ชื่อว่าเป็นประเทศสังคมนิยมต้นตำรับในการทำ propaganda ปลุกระดมเสริมสร้างสำนึกประชาชนอย่างได้ผลดีเยี่ยมในหลายเรื่อง ๆ แต่เรื่องนี้กลับพลาด เพราะไม่มีการรณรงค์

ยุทธการปราบถุงพลาสติก,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

นอกจากนี้ในชีวิตประจำวันนั้น สินค้าบางประเภทที่ขายกันตามตลาดสดหรือร้านค้าย่อย เช่น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ก็จำเป็นที่จะต้องใส่ถุง และก็มีแต่ถุงพลาสติก เพราะสะดวก และประเทศจีนไม่มีวัสดุทดแทนตามธรรมชาติมากนัก
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาด้านความคุ้มค่าก็ไปกันไม่ได้ เช่น เต้าหู้ราคา 0.5 หยวน แต่ถุงพลาสติกราคา 0.2 หยวน หากทำตามกฎหมายคือร้านค้าต้องคิดเงินค่าถุงจากลูกค้าด้วย ก็คงเป็นไปได้ยากสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะค่าถุงมีราคาเกือบครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า

ดังนั้น นโยบายการเลิกใช้ถุงพลาสติกของประเทศจีนจึงทั้งสำเร็จและล้มเหลวในเวลาเดียวกัน

หันกลับมามองประเทศไทย ซึ่งมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมใกล้เคียงกันกับประเทศจีน รัฐบาลไทยเริ่มต้นด้วยการรณรงค์ แต่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายเหมือนรัฐบาลจีน และเราจะรณรงค์อย่างไรนั้นยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ในอดีตนั้นเราก็เคยทำได้ดี เช่น โครงการตาวิเศษของสมาคมสร้างสรรค์ไทยเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ซึ่งส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความตระหนัก และมีความสำนึกที่จะไม่ทิ้งขยะกันเกลื่อนกลาดอีกต่อไป

หากรัฐบาลไทยรณรงค์อย่างจริงจังในรูปแบบที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย ก็เชื่อได้ว่าอาจช่วยให้ปัญหานี้คลี่คลายลงบ้าง แต่เราจะมีการบังคับใช้กฎหมายด้วยหรือไม่ ก็อาจจะต้องพิจารณากันต่อไป ในแง่หนึ่งก็อาจจะช่วยให้เกิดผลดีกับบางส่วนของสังคม เช่น ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เกต เหมือนที่ได้ผลในประเทศจีน แต่วัสดุทดแทนที่สะดวกและราคาไม่แพง ก็อาจจะต้องจัดเตรียมไว้ให้กับประชาชนด้วย ไม่อย่างนั้นก็อาจจะล้มเหลวในส่วนของตลาดสดและร้านค้าย่อย เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศจีนเช่นกัน

โชคดีที่ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้านการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ หรือที่เรียกกันว่า Bio PBS

เพราะเรามีวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต Bio PBS อย่างเหลือเฟือ ซึ่งก็คือมันสำปะหลัง เพียงแต่ว่า การผลิต Bio PBS ในประเทศไทยนั้นได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยเน้นเพื่อการส่งออกเท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อมุ่งเน้นสำหรับตลาดในประเทศด้วย ก็อาจจะช่วยทำให้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในประเทศจีน  และน่าจะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในประเทศไทยนั้นหมดไป โดยรัฐบาลอาจจะเพิ่มมาตรการส่งเสริมบางอย่าง เช่น จัดตั้งกองทุนสนับสนุนโดยนำมาจากภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร หรือกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้ราคาของถุงพลาสติก Bio PBS ต่ำลงมากที่สุด ซื้อหากันได้ง่าย และทำให้เกิดการใช้สอยกันในวงกว้างโดยไม่ขัดต่อวิถีชีวิตประจำวันของประชาชน

หากดำเนินการทั้ง 3 ประการ คือ รณรงค์ให้ประชาชนเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และจัดหาวัสดุทดแทนที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติให้กับประชาชน ก็เชื่อได้ว่า ประเทศไทยคงจะแก้ปัญหานี้ได้ในท้ายที่สุด



Advertising