ธุรกิจและการเงิน

พลังงานอาเซียน - เส้นทางที่ต้องเลือก

Published 24 ก.พ. 2019

By นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

Renewal-Energy-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

อาเซียนต้องใช้พลังงานมากขึ้นอีก 70% ภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยเพิ่มจาก 240 กิกะวัตต์ เป็น 565 กิกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นเท่ากับพลังงานที่ญี่ปุ่นผลิตได้อยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างสาธารณูปโภคด้านพลังงาน ทำให้ประเทศต่างๆ ในอาเซียนกำลังมีความกดดัน โดยเฉพาะประเทศที่ยังยากจน เช่น พม่า กัมพูชา และลาว ที่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นปีละหลัก 10% 

ทั้งๆ ที่โลกกำลังลดการใช้ถ่านหิน แต่ถ่านหินกลับถูกนำมาใช้มากที่สุดในอาเซียน ทำให้ 5 จาก 10 ประเทศอาเซียนอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ถ่านหินมากที่สุดในโลก ซึ่งได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และไทย โดยเฉพาะเวียดนามนั้นพุ่งเป้าใช้แต่ถ่านหินเป็นหลักมากที่สุด วางแผนเพิ่มขึ้น 5 เท่า จาก 10 กิกะวัตต์ เป็น 55 กิกะวัตต์ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ด้วยพลังงานจากถ่านหินล้วนๆ

แต่นับตั้งแต่ปี 2013 ธนาคารโลกมีนโยบายงดสนับสนุนโครงการที่ใช้ถ่านหิน และตั้งแต่ปีที่แล้วกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งรวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็เริ่มใช้นโยบายอย่างเดียวกัน ทำให้ประเทศในอาเซียนหาแหล่งเงินทุนได้ยากขึ้นสำหรับสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานทดแทนจึงเป็นทางเลือกใหม่ แม้ว่าชาติอาเซียนส่วนใหญ่จะยังคงมีแผนพัฒนาพลังงานโดยใช้ถ่านหิน ซึ่งมักเชื่อกันว่าเป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงที่สุด และจะยังไม่มีการปรับแผนพลังงานในอีก 2 ปีข้างหน้า ทั้งๆ ที่อาเซียนประกาศไว้ว่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็น 23% ภายในปี 2025 แต่ก็ยังไม่มีวี่แววเป็นไปได้ ยกเว้นไทยที่ใช้พลังงานทดแทนเกินครึ่งของเป้าหมายก่อนกำหนดไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับก๊าซธรรมชาตินั้น อาเซียนโดยเฉพาะพม่า อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย มีแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการพลังงาน และที่ผ่านมานั้นอาเซียนใช้ก๊าซไปแล้วครึ่งหนึ่งที่โลกมีอยู่ทั้งหมด และคาดว่าจะเหลือแค่ 1 ใน 3 ภายในปี 2040

พลังงานอาเซียน - เส้นทางที่ต้องเลือก,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมจึงถูกนำมาพิจารณามากขึ้น เพราะนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ราคาอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ลดลงถึง 86% และราคาอุปกรณ์พลังงานลมก็ลดลง 65% อีกทั้งยังคาดว่าราคาจะลดต่ำกว่านี้อีกไม่น้อยกว่า 34% ภายในปีหน้า ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบันนั้นใช้เทคโนโลยี Supercritical และ Ultra-supercritical ซึ่งมีราคาแพงขึ้น แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบดั้งเดิมก็ตาม

แต่ตัวแปรสำคัญของทั้งพลังงานถ่านหินและพลังงานทดแทนก็คือ จีน 

เนื่องจากราคาของอุปกรณ์พลังงานทดแทนทั้งแสงอาทิตย์และลมที่ลดลงมากนั้นก็เพราะจีนผลิตเกินกว่าความต้องการในประเทศ อุปกรณ์เหล่านี้จึงกลายเป็นสินค้าส่งออก ทะลักเข้าสู่ตลาดโลกแทน ในอีกด้านหนึ่งคือพลังงานถ่านหินนั้นจีนในปัจจุบันก็ยังเป็นทั้งผู้นำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด และผู้นำการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วโลกถึง 43% อีกด้วย

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ นโยบายด้านการส่งออกอุปกรณ์พลังงานของจีน ทั้งพลังงานถ่านหินและพลังงานทดแทน เพราะในปัจจุบันนั้น รัฐบาลจีนยังไม่มีนโยบายส่งเสริมการส่งออกอุปกรณ์พลังงานทดแทน ราคาของอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ลดลงมากนั้นเป็นเพราะตลาดภาคเอกชน แต่ไม่ใช่รัฐบาล ตรงกันข้ามกับพลังงานถ่านหินที่จีนมีนโยบายส่งเสริมการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศมโหฬาร ทั้งที่จีนกับสหรัฐฯ แถลงร่วมกันไว้ตั้งแต่ปี 2015 ว่าจะควบคุมการลงทุนต่างประเทศอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับพลังงานถ่านหิน 

แต่เมื่อสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายไม่สนใจปัญหาโลกร้อน จีนก็เดินหน้าขายอุปกรณ์และลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไปทั่วโลก ขณะที่ใช้นโยบายพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนภายในประเทศตัวเองอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จและได้รับการชื่นชมโดยสหประชาชาติ

เมื่อใดก็ตามที่จีนมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนพลังงานทดแทนในต่างประเทศ ไม่ใช่พลังงานถ่านหินที่จีนคือผู้ลงทุนครึ่งโลกในปัจจุบัน อาเซียนก็คงมีทางเลือกใหม่ที่เลือกได้ไม่ยากเพิ่มขึ้น แต่หากจีนยังคงมีนโยบายลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในต่างประเทศต่อไปเรื่อยๆ อาเซียนก็คงไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนทางเดิน


AUTHOR :

นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา
นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา
คนไทยผู้พำนักอยู่ในจีนเป็นเวลานานนับสิบปี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ติดตามอ่านเรื่องราวของเขาเป็นประจำทุกวันจันทร์ในคอลัมน์ธุรกิจและการเงิน

Advertising