ธุรกิจและการเงิน

กุญแจเปิดประตูโลกใหม่

Published 27 พ.ค. 2019

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

กุญแจเปิดประตูโลกใหม่

โลกเปลี่ยนเพราะอะไร มันเกิดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายน ปี 2007 วันที่ Steve Jobs สั่งลูกน้องให้สร้างนวัตกรรมชื่อ iPhone แล้ว สินค้าตัวนี้วางตลาด iPhone ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ แต่มันคือ Smart device ที่เปรียบเสมือน Mini computer ทำให้ผู้คนทั้งโลกเชื่อมต่อกันได้หลากหลายช่องทาง

จากนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ พฤติกรรมผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากแค่เชื่อมต่อกัน ผู้คนเริ่มใช้ Smart device เชื่อมต่อกับโลกธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการใหม่ๆ เห็นช่องทางแจ้งเกิดในการสร้างเนื้อสร้างตัว เกิดปรากฏการณ์ที่ Start up ผุดเป็นดอกเห็ดแล้วใช้ Smart device เป็น Gate opener ทำให้เกิด Model ธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะ เป็น Uber, Airbnb, Revolut, และอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งที่ Steve Jobs และพลพรรคสร้างคือความวิเศษสุดของ Application ทำให้สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้กับคนตัวเล็กๆ แล้วพวกเขาใช้ Magic device นี้เปิดประตูสู่ New world order ในการทำธุรกิจ ทำให้ผู้บริโภคกับคนค้าขายสามารถสร้าง Transaction ทางธุรกิจได้ทุก Micro moment ไม่ว่าผู้บริโภคจะอยู่บนเตียงนอน ห้องน้ำ หรือกำลังกินข้าว จะซื้อของ จะโอนเงิน จะจองโรงแรม จะ check อุณหภูมิข้ามโลก จะแลกเปลี่ยนเงินตรา จะสั่งอาหารมาทานที่บ้าน พูดง่ายๆ Smart phone ทำลาย Barrier of entry แล้วเปิดให้น้ำไหลทะลักเข้ามาในบ่อน้ำของคนตัวเล็ก Micro moment จึงกลายเป็น Magic moment ในการค้าขาย ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ Smart phone opens the flood gate ให้น้ำไหลบ่ามาท่วมข้างผู้ประกอบเล็กๆ แล้วกลายเป็น Major player

เมื่อหลายอาทิตย์ที่แล้วผมคุยกับคุณหมอท่านหนึ่งที่ผมสนิทมาก เขาเล่าว่าเขากับภรรยาซื้อสินค้า Online เป็นสินค้าจำเป็น สิ่งที่เขาตกใจคือเขาได้รับส่วนลดและของแถมมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าไปซื้อจากร้านค้าจะไม่ได้รับอานิสงส์เหล่านั้น อีกเรื่องหนึ่งที่ผมมีประสบการณ์ตรงคือจองร้านอาหารผ่าน App ปรากฏว่าได้ส่วนลดถึง 40% แต่ต้องเป็นช่วงเวลาที่ภัตตาคารกำหนด ประเด็นคือ Purchasing pattern ของผู้บริโภคจะถูกผลักดันไปที่ Online platform เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ความหมายที่ซ่อนเร้นคือสุดท้ายจะมีคนถูกตัดออกจากระบบ คนเหล่านั้นคือใคร ใครที่ทำธุรกิจเป็นเพียง "ตัวกลาง" จะลำบาก เพราะ Online platform จะเข้ามาทดแทนผู้ประกอบการกลุ่มนั้น

ประเด็นของบทความนี้คือใครที่อยากทำธุรกิจในอนาคต ต้อง Add value กับระบบเศรษฐกิจ และเป็นการ Add value ที่ไม่ใช่สร้างแค่ Incremental value เพิ่มมูลค่าแบบทีละนิดทีละหน่อย มันต้องสร้าง Big shift เพิ่ม Productivity แบบก้าวกระโดดให้กับระบบธุรกิจ หรือลด Cost ให้กับผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ สร้างมิติใหม่ของการทำธุรกิจทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ในการค้าขายที่ทำให้ความสนใจของผู้บริโภคส่องมาที่แบรนด์ของคุณ

ผมมีความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของโลกรุนแรงมากกว่าช่วง "การปฏิวัติอุตสาหกรรม" เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว รุนแรงทั้งขนาดและความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง มันเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการและคนทำงานทุกคนที่ต้องกระโดดลงจากรถเมล์คันเดิมทันที อย่ารีรอหรือมัวแต่ตั้งคำถาม แล้วกระโจนขึ้นรถคันใหม่ สำคัญคือต้อง "เลือกถูกคัน"

Uber คือตัวอย่างที่ขยายความข้อความข้างบน พวกเขากำลังจะเอาบริษัทไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อเมริกา มูลค่าที่ประเมินคือ 90,000 หมื่นล้านเหรียญ มูลค่าสูงอย่างนี้เพราะ Uber สร้าง Value shift ที่มีผลต่อระบบ Urban logistic ทุกวันนี้ Uber ขยายตัวมากกว่าการให้บริการ Taxi มีบริการใหม่ๆ เช่น Uber Eats เพื่อให้บริการ Food delivery มีบริการ Uber Freight เพื่อให้บริการส่งของที่สร้าง New mobility ในหนึ่งเดือนมีผู้ใช้บริการ Uber 93 ล้านคน และให้บริการจำนวนเที่ยวบริการ 1,550 ล้านเที่ยวต่อเดือน ทำให้ Uber มีรายได้ 10,3000 ล้านเหรียญ ในปี 2018 นี่คือปรากฏการณ์ที่ใช้เวลาเพียง 10 ปี

ย้อนกลับไปที่ต้นเรื่องของการสร้างกุญแจเปิดประตูสู่โลกใหม่ Steve Jobs ตอนที่เขาไปพูดคุยกับ John Scully ในปี 1983 ซึ่งตอนนั้น Scully เป็นเบอร์หนึ่งของ PepsiCo เพื่อชวน Scully มาเป็น CEO ของ Apple คำพูดที่เป็น Pitching statement ของ Jobs ที่พูดกับ Scully คือ “Do you want to spend the rest of your life selling sugared water or do you want a chance to change the world?” คุณจะใช้เวลาที่เหลือของคุณขายแค่น้ำดำ หรือคุณอยากมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงโลก ตอนนั้น Apple เปรียบเสมือนมด เพราะองค์กรเล็กกว่า PepsiCo อย่างเทียบกันไม่ได้ ด้วยคำพูดนั้น Scully กลับไปคิด แล้วตอบรับคำเชิญ

คำพูดที่ Jobs พูดเมื่อ 36 ปีที่แล้วตอนนี้มันมีผลกระทบกับคนบนโลก 7,000 ล้านคนอย่างร้ายกาจ ตัวเลขล่าสุดผู้คนกว่า 5,000 ล้านคนมี Smart phone ในครอบครอง โลกเปลี่ยนเพราะอุปกรณ์เพียงตัวเดียวครับ

credit: ข้อมูลของ Uber จาก businessinsider.com



Advertising