ธุรกิจและการเงิน

เพิ่มพลัง (ให้) งาน ด้วยเสียงเพลง

Published 13 มี.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

song-for-working-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

เพราะการเปิดเพลงฟังในที่ทำงานเริ่มจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น โดยผลสำรวจ Cloud Cover Music ในกลุ่มคนทำงานชาวอเมริกัน 1,005 คน พบว่ามีถึง 41.8% ที่เปิดเพลงฟังตลอดทั้งวัน ส่วน 39.5% เปิดปิดสลับไป-มา และมีเพียง 18.7% เท่านั้นที่ฟังแค่เป็นครั้งคราวในระหว่างสัปดาห์

ทั้งนี้ในบรรดากลุ่มตัวอย่างถึง 78.4% เชื่อว่า เพลงช่วยให้ทำงานได้ดี ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่แบบสอบถามเท่านั้นที่ชี้ไปในทิศทางนี้ เพราะในอดีตต่างก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า การฟังเพลงระหว่างทำงาน ช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นจริงๆ

อย่างไรเสีย ‘เพลง’ จะเพิ่ม ‘ประสิทธิภาพในการทำงาน’ ได้จริง ก็มีเงื่อนไขอยู่ ดังนี้

เพลงที่ใช่ เพราะใจมันชอบ

Teresa Lesiuk อาจารย์ประจำสาขาเสียงเพลงบำบัด หรือ Music therapy ของ The University of Miami พบว่ารสนิยมในการฟังเพลงของแต่ละคนสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จำเป็นต้องทำงานโดยอาศัยทักษะการทำงานเฉพาะทางระดับกลางขึ้นไป ซึ่งจากการศึกษานี้ยังพบว่า คนทำงานที่ค้นพบแนวเพลงและบทเพลงที่ชอบ แล้วเปิดมันในระหว่างทำงาน จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สร้างไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิดออกมาได้ 

เพิ่มพลัง (ให้) งาน ด้วยเสียงเพลง,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

แว่วเสียงจากธรรมชาติ

นักวิจัยจาก Rensselaer Polytechnic Institute ได้ค้นพบความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันของการฟังเพลงที่มีเสียงของธรรมชาติในระหว่างทำงานว่า สามารถกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ที่สงบและทำให้เกิดสมาธิในระหว่างทำงานอย่างได้ผล

เพราะเสียงของธรรมชาติเป็นเสียงหนึ่งที่สามารถเข้าถึงโสตประสาทของมนุษย์ ส่งผลกระตุ้นระบบการตระหนัก รับรู้ ทำให้ระหว่างการทำงานเรามีสติจดจ่อกับการทำงานได้ตลอด และที่สุดแล้ว การได้รับฟังเสียงอันไพเราะของธรรมชาติก็ทำให้ผู้รับฟังนั้นเกิดความสุข ความสบายใจ และความพึงพอใจด้วย

เคลิบเคลิ้มในดนตรีบรรเลง

หากอ้างอิงตามผลการวิจัยล่าสุดของ Cambridge Sound Management บางครั้งการฟังเพลงทั่วไปที่มีเนื้อร้องระหว่างทำงาน อาจเบี่ยงเบนความสนใจให้คนทำงานไปจดจ่อกับเนื้อหาของเพลงแทนที่งานตรงหน้าได้ ฉะนั้น หากต้องการทำงานอย่างมีสมาธิ ควรเลือกการฟังเพลงบรรเลงจะทำให้โฟกัสกับเนื้องานได้ดีกว่าเพลงที่มีเนื้อร้อง โดยเฉพาะเพลงแนวฮิปฮอป เพราะถูกมองว่าเป็นเพลงที่รบกวนสมาธิมากที่สุด

เพิ่มพลัง (ให้) งาน ด้วยเสียงเพลง,ธุรกิจและการเงิน,Rabbit Today

โทนเสียงระดับปานกลาง

งานวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ The University of Illinois at Urbana-Champaign, The University of Virginia และ The University of British Columbia at Vancouver เห็นตรงกันว่า การเปิดเพลงในระดับเสียงดังปานกลาง
มีผลช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดีในระหว่างทำงานได้ 

แต่ถ้าเปิดเพลงเสียงดังกว่าระดับเสียงปานกลาง จะมีผลรบกวนการทำงานของสมองที่ใช้ประมวลผลข้อมูลในระหว่างทำงานได้แบบคาดไม่ถึง โดยเกณฑ์ชี้วัดว่าเสียงเพลงที่เปิดระหว่างทำงานนั้นเบาหรือดังไปนั้น สามารถทดสอบได้ คือ ถ้าเสียงเพลงนั้นทำให้คุณไม่ได้ยินเสียงรถราที่วิ่งกันขวักไขว่ข้างนอกร้านกาแฟที่คุณนั่งทำงานอยู่ นั่นแสดงว่าเสียงเพลงที่คุณเปิดนั้นดังเกินไป แต่ถ้าในระหว่างที่เปิดเพลงนั้นยังมีเสียงสนทนาของคนโต๊ะข้างๆ เล็ดลอดเข้ามาอยู่ นั่นแสดงว่าคุณเปิดเสียงเบาเกินไป ตามนิยามของงานวิจัยที่หยิบยกมานี้บอกไว้นั่นเอง

ปิดเสียงไปเลย

สำหรับบางคน การฟังเพลงก็อาจจะไม่ได้ผลดีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานทุกครั้งไป โดยอ้างอิงจากหนังสือ Two Awesome Hours ที่นิยามให้เห็นต่างว่า ‘หากเอาเข้าจริงแล้ว ความเงียบสนิทต่างหากที่ช่วยเรื่องสมาธิการทำงานของเรามากที่สุด’ และในหนังสือยังแนะนำอีกว่า ‘ในหนึ่งวัน ควรจะมีอย่างน้อยสองชั่วโมง ที่คุณได้ใช้เวลาทำงานอย่างเงียบๆ’

อย่างไรก็ตาม ประเด็นในส่วนของการฟังหรือไม่ฟังเพลงในตอนทำงานจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ถูกหยิบมาเถียงกันได้ไม่รู้จบ เพราะมีงานวิจัยอีกหลายตัวที่เห็นตรงกันข้าม ถ้ายังฟังต่อไปเรื่อยๆ อาจจะเบนความสนใจแทนการเพิ่มศักยภาพในการทำงานอีก หรือบ้างก็มองว่า การฟังเพลงในที่ทำงาน โดยมีเพื่อนร่วมงานไม่ได้สุนทรีย์ด้วย ก็อาจจะเกิดปัญหาในออฟฟิศขึ้นได้ 

แต่ไม่ว่าข้อสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร สูตรของการสร้างสมาธิหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการงานของแต่ละคน ก็อาจจะมีเคล็ดลับที่ต่างกันไป แต่ส่วนตัวผู้เขียนแล้ว เพลงที่มันทำให้อะดรีนาลีนในตัวเกิดความพุ่งนี่แหละ จะทำให้งานพล่านได้ดีเลยเชียว…


AUTHOR :

โชติ เวสสวานิชกูล
โชติ เวสสวานิชกูล
แม้ไม่ใช่กูรูธุรกิจ ไม่ได้มีบริษัทหมื่นล้าน และไม่ได้กว้างขวางในโลกแห่งคอนเน็กชั่นแบบควงแขนเจ้าสัว แต่เขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่สนุกในการเกาะรั้วแวดวงธุรกิจ และมักจะหยิบ ‘จุดสะอึก’ ทางการตลาด มา ‘เหลาต่อ’ ให้เป็นเรื่องเล่าแบบพื้นๆ อ่านเพลิน แต่คุยฟุ้งกับเพื่อนได้แบบไม่เชย

Advertising