ธุรกิจและการเงิน

TAXI...คำสารภาพของคนที่สังคมบอกว่า ‘โกง’

Published 26 ก.ค. 2018

By พนิต ภู่จินดา

SL_Taxi-Rabbit-Today-MAIN_920x470

ใครที่โดยสารรถแท๊กซี่ในกรุงเทพมหานครคงจะเอือมระอากับการหาแท๊กซี่ว่างในชั่วโมงเร่งด่วน

หาได้แล้วแท๊กซี่ก็ไม่ยอมไป อ้างว่าส่งรถ แก๊สหมด ไกลเกิน ฯลฯ กรมการขนส่งทางบกได้เปิดเผยข้อมูลว่าใน ปี 2560 มีการร้องเรียนแท๊กซี่ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น คอลเซ็นเตอร์ แอพพลิเคชั่น และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ประมาณ 50,000 ครั้ง เรื่องที่ร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นการปฏิเสธผู้โดยสาร รองลงมาคือการให้บริการโดยไม่เปิดมิเตอร์ 

นิด้าโพล โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้สำรวจเมื่อปี 2560 พบว่า ประชาชน 82.50% เคยถูกแท๊กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร เฉลี่ย 3.5 คันต่อคน มากที่สุด 20 คัน เกิดคำถามว่า อะไรคือต้นเหตุที่แท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร มีคนเอาเงินมาให้แท้ๆ ทำไมไม่ยอมรับ ผมมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า ขึ้นรถแท๊กซี่ทีไรต้องหาเรื่องคุยกับพี่คนขับ แล้วผมก็หาเรื่องคุยกับคนขับหลายคันเรื่องแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร จนพอจะสรุปอะไรบางอย่างออกมาให้อ่านกันได้บ้าง

TAXI...คำสารภาพของคนที่สังคมบอกว่า ‘โกง’ ,Smart Living,Rabbit Today

ทัศนคติของผู้โดยสารต่างชาติที่มีต่อราคาค่าโดยสารแท๊กซี่ ชาวต่างชาติที่มีระดับรายได้สูงกว่าประเทศเรา เขามาเมืองไทยแบบราชา ค่าเงินเขาใหญ่กว่าเรา จึงมีกำลังทรัพย์และยินดีจ่ายเพื่อซื้อความสะดวกสบาย จะให้มายืนรอแท๊กซี่ร้อนๆ ที่เรียกแล้วไม่ไปตามที่ต้องการอยู่หลายๆ คันแบบคนไทย เขาไม่ยอมหรอก เขาใช้วิธีเอาเงินเข้าทุ่ม แท๊กซี่เรียกเท่าไรที่ไม่แพงเกินไปนัก เขายอมไป 

ระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ทั่วถึงและใช้งานง่าย อีกทั้งราคาค่าโดยสารแท๊กซี่ยังไม่แพงหรอกเมื่อเทียบกับค่าแท๊กซี่ของประเทศเขา ต่างจากคนไทยที่ขึ้นแท๊กซี่บ่อยๆ และมีรายได้ที่ต่ำกว่าชาวต่างชาติเหล่านั้น คนไทยยินดีเพียงจ่ายเงินตามที่ขึ้นบนมิเตอร์เท่านั้น ถ้าชาวต่างชาติเหล่านั้นทุกคนยืนยันว่าจะจ่ายตามมิเตอร์ ไม่จ่ายตามที่คนขับเรียกร้องราคามา ปรากฏการณ์แท๊กซี่เลือกเฉพาะผู้โดยสารต่างชาติจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยที่เดียว แต่ประเทศด้อยพัฒนาทุกแห่งเป็นอย่างนี้หมด แท๊กซี่ชาติไหนก็จ้องจะรับเฉพาะคนต่างชาติ เพราะสามารถเรียกร้องราคาแบบเหมาโดยไม่เปิดมิเตอร์ไfh

ทัศนคติของคนขับแท๊กซี่ คนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเงินเดือน รายได้ไม่มั่นคง ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนขับแท๊กซี่จะต้องใช้เวลาทำงานวันละ 12 ชั่วโมงให้ได้เงินมากที่สุด คนต่างชาติมีโอกาสเข้าถึงเจ้าหน้าที่ทางกฎหมายน้อย ไม่อยากยุ่งยาก มีเงินจ่ายแพงกว่าคนไทย รถติดมากก็ไม่ขอลง ทิ้งให้แท็กซี่ติดอยู่กลางถนนฟรีๆ มีเงินทิปค่อนข้างแน่นอน

ต่างจากคนไทยที่รู้เรื่องกฎหมายมาก รู้ทางไปหมด ไม่มีทิปหรอกนอกจากเศษเงินทอนบาทสองบาท นอกจากคนไทยแล้ว คนขับแท๊กซี่บอกผมว่า เขาก็ไม่อยากรับแขกและคนจีน เพราะเรื่องมากกว่าคนไทยเสียอีก แถมพูดกันไม่รู้เรื่อง ถ้าต้องเรียกตำรวจก็เสียเวลาขับรถไปทั้งวันเพื่อเงินค่าโดยสารรอบเดียวเท่านั้น สู้รับคนต่างชาติเฉพาะที่เรื่องน้อยจ่ายเงินเยอะดีกว่าแหงๆ

ทัศนคติของเจ้าพนักงาน ถามว่าใครจะเป็นคนควบคุมแท๊กซี่ให้รับผู้โดยสารทุกคนที่เรียก คำตอบคือตำรวจ แต่ในทัศนคติของตำรวจคิดว่าชาวต่างชาติเป็นเหยื่ออันโอชะ ที่จะเอาเงินมาให้คนยากจนอย่างแท๊กซี่ได้ถูกหวยกันบ้างละ และแท๊กซี่ก็ควรจะมีทางเลือกได้ว่าจะรับใครหรือไม่รับใคร ซึ่งเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง ถ้าแท๊กซี่เป็นบริการสาธารณะ ใครเรียกก็ต้องไป แต่ตำรวจจราจรเป็นคนจนเหมือนกัน ก็ย่อมเห็นอกเห็นใจคนจนด้วยกันแหละ ตำรวจจราจรจึงไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ การจับซึ่งๆ หน้าตอนที่แท๊กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารจึงไม่เกิดขึ้น มีแต่จับพวกจอดรถในที่ห้ามจอดเล็กๆ น้อยๆ ปล่อยให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินคดีกับแท๊กซี่ที่ปฏิเสธผู้โดยสารเพียงฝ่ายเดียว

การบริหารจัดการแท๊กซี่ แท๊กซี่ในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นรถเช่าเถ้าแก่มาขับ และรถคันหนึ่งมี 2 กะ มีคนเช่า 2 คนต่อวัน จุดนัดพบของการเปลี่ยนกะก็คืออู่แท๊กซี่ซึ่งอยู่ที่ใดที่หนึ่งกระจายอยู่ทั่ว กทม. ซึ่งคนขับต้องมาส่งรถให้คนขับอีกคนหนึ่งออกไปทำมาหากินให้ทันเวลา จึงเกิดการยึดติดเชิงพื้นที่ คือ แท๊กซี่จะมีการกำหนดกรอบพื้นที่การให้บริการของตนเอง

ลองถามคนขับแท็กซี่ดูดิว่าปกติเขาขับอยู่แถวไหน คำตอบคือย่านแถวใกล้ๆ กับอู่แท๊กซี่นั่นแหละ ถ้าถูกเรียกออกไปไกล เวลาใกล้ส่งรถก็ต้องพยายามกลับเข้ามาอยู่ใกล้ๆ อู่ของตนเอง จะได้ส่งรถทันเวลา และก่อนส่งรถก็ต้องล้างรถและเติมแก๊สให้เต็ม เพื่อให้คนขับอีกคนเขาขับออกไปรับผู้โดยสารได้เลยด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการแท๊กซี่แบบไทยๆ จึงไม่สอดคล้องกับรูปแบบของแท๊กซี่สากล ที่เรียกไปไหนก็ต้องไป แต่ของไทยไม่ได้มีอิสระในการเดินทางเพราะถูกล็อกด้วยการบริหารจัดการแบบกะ และต้องกลับอู่นั่นเอง

TAXI...คำสารภาพของคนที่สังคมบอกว่า ‘โกง’ ,Smart Living,Rabbit Today

ทัศนคติของเจ้าของกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว คำถามว่าทำไมแท๊กซี่คิดแต่จะรับคนต่างชาติ คำตอบไม่ได้อยู่เพียงแค่การได้ค่าโดยสารที่สูงกว่าปกติเท่านั้น แต่ยังมีรายได้เพิ่มจากค่านายหน้า หรือทิปจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น สนามมวย ร้านค้าต่างๆ ซึ่งคนขับแท๊กซี่จะรู้กันทั่วว่าร้านไหนได้ทิปหรือค่านายหน้าในอัตราเท่าไร อย่างสนามมวยแห่งหนึ่ง ผมเคยพานักท่องเที่ยวญี่ปุ่นไปดูมวย 2 คน ค่าเข้าคนละพัน นั่งสักพักมีซองมายัดเงินให้ผม 600 บาท หรือ 30% ของค่าตั๋วชาวต่างชาติ 2 คนนั้น ผมก็คืนคนญี่ปุ่นไปหมดแหละ

พี่แท๊กซี่คนหนึ่งบอกผมว่า ถ้าไปร้านขายเพชรพลอยที่รับเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ได้ 30% เช่นกัน ส่วนสถานบันเทิงต่างๆ พาเข้าไปปุ๊บก็ได้แล้ว 300 บาท รับตรงทางออกเลย เขาไม่โกงด้วย เพราะถ้าโกง แท๊กซี่จะบอกกันปากต่อปาก ทีนี้ไม่มีแท๊กซี่พานักท่องเที่ยวไปเข้าร้านนั้นเลยละ ด้วยแรงจูงใจจากเงินทิปและค่านายหน้าแบบนี้ ก็กลายเป็นคนไทยด้วยกันทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ลองคิดดูว่าพี่แท๊กซี่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่ได้มีเงินเดือนตายตัว รายได้เป็นรายวัน มีโอกาสเลือกลูกค้าที่จ่ายสูงกว่าก็ต้องคว้าไว้ก่อนเป็นเรื่องปกติ

เหตุผล 5 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ปรากฏการณ์แท๊กซี่เลือกผู้โดยสาร ไม่รับคนไทย ไม่ไปย่านที่รถติด มุ่งแต่รับคนต่างชาติเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ไม่ได้มีเหตุเดียวผลเดียว การแก้ปัญหานี้ต้องใช้หลายกลไกและหลายวิธี เพื่อตีเข้าไปที่ต้นเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริง ถ้าตีที่ต้นทางแห่งปัญหาว่าแท๊กซี่ต้องผูกพันกับอู่แท็กซี่ ถ้าอู่อยู่แถวไหนก็จะวิ่งแถวนั้นเป็นหลัก ถ้าอู่อยู่แถวพระรามสอง ก็จะวิ่งตระเวนรับผู้โดยสารแถวนั้น นานๆ จะวิ่งออกนอกเขตปฏิบัติการบ้างตามแต่ผู้โดยสารเรียก แต่ถ้ามีผู้โดยสารเรียกออกไปไกลๆ ก็คงต้องคิดหนัก เพราะอย่างไรเสียก็ต้องกลับอู่เพื่อมาคืนรถให้ทันเวลา ถ้าออกนอกโซนไปแล้วตอนขากลับ โอกาสที่จะได้ผู้โดยสารในขากลับมายังโซนของตัวเองมีน้อยมากๆ คือต้องคิดไว้เลยว่าวิ่งรถเปล่ากลับแหงๆ และอาจไม่ทันเวลาคืนรถด้วย

แต่โครงสร้างค่าโดยสารไม่ได้คิดเผื่อไว้สำหรับการวิ่งรถเปล่า แต่คิดเป็นครั้งๆ โดยมีราคาฐานที่ 35 บาท ด้วยโครงสร้างราคาแบบนี้ แท๊กซี่จึงไม่อยากวิ่งรถเปล่ากลับมายังโซนตัวเอง เพราะวิ่งฟรี เสียค่าน้ำมัน/ แก๊สไปฟรีๆ ถ้าผู้โดยสารมาเป็นแท๊กซี่เองก็คงไม่รับผู้โดยสารเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเรียกรถจากฝั่งธนฯ ไปหนองจอก แล้วต้องวิ่งรถเปล่ากลับมาฝั่งธนฯ เพื่อคืนรถให้ทันเวลา คงไม่มีคนขับที่ไหนยอมท

วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว คือการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับการที่แท๊กซี่วิ่งเป็น Zone ด้วยการกำหนดให้มีอัตราค่าโดยสารข้ามโซนเพิ่มขึ้นมา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้ขับแท๊กซี่มากขึ้น โดยใช้ถนนสายหลักเป็นตัวแบ่งโซน และมีอัตราที่่ต่างกัน ข้าม 1 โซน ก็ราคาหนึ่ง ข้าม 2 โซน ก็อีกราคาหนึ่ง เป็นต้น

วิธีการนี้เป็นวิธีการสากลที่หลายประเทศในโลกนำมาใช้เพื่อความยุติธรรมที่แท๊กซี่ต้องเดินทางไกลมากๆ จากอู่แท๊กซี่ และต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการปรับทัศนคติ ทั้งของผู้โดยสารชาวต่างชาติ คนขับแท๊กซี่ เจ้าของอู่แท๊กซี่ ผู้ควบคุมและตรวจสอบแท๊กซี่ รวมถึงเจ้าของกิจการบริการชาวต่างชาติ เพื่อให้แท๊กซี่ไทยเป็นรถสาธารณะที่คนไทยใช้งานได้อย่างสะดวก



Advertising