ธุรกิจและการเงิน

เสน่ห์เมืองไทย

Published 11 ธ.ค. 2018

By ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ (แกะดำทำธุรกิจ)

Thailand-Tourism-biz-buzz-Rabbit-Today-banner

ผมมีตัวเลขจาก Bloomberg ที่น่าตกใจมาก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยตอนนี้ทำรายได้ 57,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สูงสุดในทวีป Asia สูงกว่าประเทศญี่ปุ่นซึ่งทำรายได้เพียง 34,000 ล้านดอลลาร์

น่าตกใจไปกว่านั้น ผมให้ผู้อ่านเดาว่ารายได้การท่องเที่ยวของเราติดอันดับที่เท่าไรของโลก อันดับสี่ครับ อันดับหนึ่งคือ สหรัฐฯ ทำรายได้ 211,000 ล้านดอลลาร์ อันดับสองคือ สเปน 68,000 ล้านดอลลาร์ อันดับสามคือ ฝรั่งเศส 61,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อสิบปีที่แล้วเราไม่ติดอันดับ Top 15 เลยครับ ตอนนี้ไทยชนะทั้งอิตาลี อังกฤษ และเยอรมนี เหลือเชื่อ เราอยู่ห่างจากฝรั่งเศสแค่ปลายจมูก 

ความพิเศษของเราคือจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวสูงมาก ปีหน้าคาดว่าตัวเลขอยู่ที่ 40 ล้านคน เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศ และเป็น 40 ล้านคนที่มีกำลังซื้อสูง ผมเพิ่งไปเที่ยวที่เชียงใหม่แวะเข้าไปใน Supermarket เห็นนักท่องเที่ยว คาดเดาเอาว่าน่าจะเป็นชาวเกาหลี ซื้อของแบบกระหน่ำซื้อ แต่ละคนถือถุงในมือแบบล้นมือ  

ความพิเศษที่สองคือ Thailand has something for everyone ไม่ว่าจะเป็น Street food ข้างถนนที่อร่อยสุดยอด ไปถึงโรงแรมห้าดาว และ Resort ที่ติดอันดับโลก นี่คือ Engine of growth ที่เรามีความหลากหลายอยู่ในที่ที่เดียว นี่เป็นเอกลักษณ์ที่ประเทศอื่นไม่มี ทำให้ผู้คนหลั่งไหลจากทุกสารทิศมาเที่ยวดินแดนแห่งรอยยิ้มนี้ ประเด็นคือ เราเป็น Destination ทั้ง Value & Sophisticated Tourists และนี่คือความพิเศษที่เป็นเสน่ห์ของเมืองไทย สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า คือข้อพิสูจน์ว่ายุคนี้คือ The gold rush ของการท่องเที่ยว ตัวอย่างคือ Alain Ducasse ซึ่งเป็น Chef ระดับโลกชาวฝรั่งเศส จะเปิดภัตตาคารของเขาที่บ้านเรา เขาเป็น Chef ที่ได้ Michelin star 3 ดาว ซึ่งภัตตาคารที่กรุงเทพฯ ของเขาเป็นร้านที่สามใน Asia นอกจากนั้น Waldorf Astoria จะเปิดโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งเป็นการปักหมุดครั้งแรกของโรงแรมนี้ที่ Southeast Asia นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างเล็กๆ ว่านี่คือยุคตื่นทองที่ผู้ประกอบการในวงการท่องเที่ยวโลกกลัวจะตกรถไฟ  

Mastercard จัดอันดับกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดอันดับหนึ่งของโลก และเราติดอันดับมาสามปีติดต่อกัน ส่วนภูเก็ตเป็นเมืองที่น่าเที่ยวอันดับสิบสองของโลก ถ้าจะสรุปคือ ประเทศเราตอนนี้อยู่ใน Spotlight of attention ของวงการท่องเที่ยวโลก และนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน คือเครื่องยนต์หลักตัวหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจบ้านเราไหลลื่น ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้คือข่าวดี 

อีกด้านหนึ่งของเหรียญนี่คือปัญหาของประเทศ เพราะการที่นักท่องเที่ยวจำนวน 40 ล้านคน มาบริโภคทรัพยากรท่องเที่ยวของเรา คำถามที่ผมตั้งคือ เราจะขยายตัวแบบไม่รู้จบให้นักท่องเที่ยวมาแบบทำนบแตกหรือ ถ้าเป็นอย่างนี้เราจะรักษาทรัพยากรให้อยู่ยงคงกระพันถึงชั่วลูกชั่วหลานได้หรือ ผมขอใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Carrying capacity มันมีขีดจำกัด ไม่ใช่รับกันแบบไม่อั้นครับ ตัวอย่างเช่น ผมชอบไปเที่ยวที่หาดพระนาง จังหวัดกระบี่ หาดนี้เคยมีคนบอกผมว่าน่าจะเป็นหาดที่สวยติดอันดับ Top 10 ของโลก เป็นหาดเล็กนิดเดียว เดินตั้งแต่ต้นหาดไปถึงปลายสุดใช้เวลาอย่างมากก็เพียง 20 นาที สิ่งที่ผมเห็นคือนักท่องเที่ยวนั่งเรือหางยาวมากันตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วผู้คนก็มาใช้ทรัพยากรธรรมชาติระดับโลกนี้เกินความสามารถที่ตัวหาดจะรับได้ ผลคือความไม่เรียบร้อย และธรรมชาติบางส่วนที่อาจจะมีผลกระทบ 

หัวใจที่ผมต้องการสื่อสาร ประเทศไทยคือสุดยอดของทรัพยากรการท่องเที่ยว มันเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบที่ต้องปกปักรักษา ทรัพยากรชาติให้สามารถสร้างรายได้เป็นร้อยปี ไม่ใช่สร้างรายได้เพียงคนไม่กี่รุ่นแล้วทรัพยากรถูกทำลาย มาถึงตรงนี้คงมีคนถามผมว่า แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรที่ทำให้รายได้ท่องเที่ยวเติบโตโดยที่เราจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว คำตอบคือทำได้ครับ และทำได้ไม่ยากนัก แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด ผมเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า รายได้การท่องเที่ยวต่อปีมาจากตัวเลขสามตัวคูณกัน หนึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศต่อปี คูณกับจำนวนคืนเฉลี่ยที่นักท่องเที่ยวมาพักในบ้านเรา คูณกับตัวเลขที่สามคือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวัน ที่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนใช้ในประเทศเรา 

ข้อเสนอของผมคือการจะส่งเสริมให้การท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น เราต้องไม่เพิ่มตัวเลขที่หนึ่ง ต้องไปเพิ่มตัวเลขที่สองกับตัวเลขที่สาม และนี่คือ Strategic framework ที่ทำให้เกิดความยั่งยืนในเรื่องทรัพยากรของประเทศ คำถามที่อาจจะมีคนถามผมว่าจะเพิ่มตัวเลขที่สอง กับตัวเลขที่สามอย่างไร ไม่ยากครับ ขอยกสองตัวอย่าง ประการแรกคือ การสร้าง Networking tourist spot สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว เช่นเวลานักท่องเที่ยวมาเที่ยวภูเก็ต ควรจะให้เขาแวะเที่ยวที่กระบี่และพังงาด้วย วิธีการอย่างนี้ทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนคืนที่พักในประเทศเรามากขึ้นกว่าเดิม และวิธีการสร้าง Networking tourist spot ต้องทำครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกในเรื่องการเดินทาง ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตัวอย่างที่สองที่กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวใช้เงินมากขึ้นในหนึ่งวัน ตัวอย่างคือเยาวราชที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีร้านอาหาร Street food ที่หลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่ง ถ้ามีเครื่องมือส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวตะลุยทานอาหารในเยาวราช ผมกล้าบอกว่ารายได้ต่อคืนจะเพิ่มขึ้นทันที ผู้อ่านเคยเห็นแผนที่ที่ระบุร้านอาหารน่ากินที่เยาวราชไหมครับ มีร้านอร่อยผมว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 30 ร้าน ถ้ามีกระบวนการครบวงจรให้แผนที่นี้ตกในมือของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษ มีหรือครับที่นักท่องเที่ยวจะไม่ไปใช้บริการ 

เสน่ห์ของเมืองไทยต้องอนุรักษ์ให้สามารถสร้างรายได้เป็นอีกร้อยปีครับ 

Credit : Bloomberg



Advertising