ธุรกิจและการเงิน

ส่องแกนคิดแบบนายแบงก์ จากกรณีศึกษา TMB ควบรวม ธนชาต

Published 21 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

TMB-Thanachart-biz-buzz-Rabbit-today-banner

ถูกพูดถึงกันหนาหูกับประเด็นการควบรวมกันของสองแบงก์ใหญ่ของไทย อย่างธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารธนชาต (TCAP) โดยกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TMB ก็เคยเปรยว่าได้ทราบเรื่องมาพักใหญ่

ภาพของเรื่องนี้เริ่มชัดยิ่งขึ้นเมื่อปลายปีก่อน เมื่อผู้บริหารของ Scotiabank จากประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของธนาคารธนชาต ได้เข้าพบกับ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีประเด็นสอบถามถึงรัฐบาลเกี่ยวกับการเปิดมาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย โดยมีสิทธิพิเศษทางภาษีและค่าธรรมเนียมจนถึงปี 2565 และก็เริ่มเป็นกระแสว่าจะเกิดการควบรวมกันของสองแบงก์จริง

สอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงที่เคยได้ออกบทวิเคราะห์ออกมาว่า ดีลนี้มีความเป็นไปได้ในการควบกิจการ เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นใน TMB อยู่ประมาณ 26% และถ้าหากธนาคารธนชาตจะควบรวมด้วย ก็จะเป็นการซื้อหุ้นในส่วนของกระทรวงการคลัง และคงต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์เพื่อทำคำเสนอซื้อ โดยคาดว่าสัดส่วนจะอยู่ที่ 1 หุ้น TCAP จะแลกหุ้น TMB ได้ 24.8 หุ้น

ล่าสุดดูเหมือนข่าวการควบรวมของทั้งสองแบงก์ก็ชัดเจนขึ้น เพราะกระทรวงการคลังเตรียมเสนอแผนควบรวม TMB และ TCAP ให้ครม.เห็นชอบภายในเดือน มกราคม 2562 นี้

ปัจจุบันสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลักของทั้งสองธนาคารเป็นใคร?

ธนาคารทหารไทย

  • กระทรวงการคลัง 25.915%
  • ING BANK N.V. 25.018%
  • บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด* 11.502%
  • ING ถือหุ้นผ่านบริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ 4.88%
  • SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED 2.1%
  • กองทัพ** 1.789%

ธนาคารธนชาต

  • บริษัท ทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) 50.9607%
  • Scotia Netherland Holding B.V. 48.9993%
  • นายถุงเงิน พุ่มเงิน 0.0076%
  • นางสาวกิตติมา โตเลี้ยง 0.0029%
  • นายสถิตย์ มุจลินทังกูร 0.0020%

เหตุไฉน ธนาคารยุคนี้ถึงอยากควบรวมกัน ?

ประการแรกเกิดจากผลประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ ที่ได้รับการยกเว้นอยู่ไม่ว่าจะเป็นมาตรการยกเว้นภาษีการควบรวมธนาคารพาณิชย์ ที่ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้กับธนาคารพาณิชย์ 

ประการที่สอง การควบรวมจะทำให้ธนาคารนั้นๆ แข็งแกร่งขึ้น มีทรัพย์สินที่มากขึ้นและได้รับผลประโยชน์เกื้อหนุนกันและกัน เพราะแต่ละธนาคารเองต่างมีธุรกิจเฉพาะด้านที่เก่งเป็นพิเศษ หรือในเวลาเดียวกันก็สามารถลดสาขาที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกันหรือใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกันเพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป

ประการที่สาม คือ ในส่วนของธนาคารที่มีขนาดเล็กจนเกินไป อาจจะไม่คุ้มค่ากับการลงทุนในเรื่องระบบต่างๆ ที่ต้องเพิ่มเข้ามาเพื่อตอบสนองกับยุค Disruptive Economy เช่น ระบบไอที ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่าใช้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว เช่น การทำ Internet Banking หรือการพัฒนาแอพลิเคชั่นออกมาให้ใช้บนโมบาย ซึ่งค่าระบบความปลอดภัยและการดูแล ก็ถือว่าหนักพอสมควร

ประการสุดท้าย ตอนนี้ภาครัฐพยายามสนับสนุนการควบรวมของธนาคารพาณิชย์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจนี้ เพราะธนาคารมีส่วนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และถ้าสังเกตให้ดีหลายๆ วิกฤตเศรษฐกิจ ก็มักเริ่มต้นมาจากผลกระทบจากการที่ธนาคารล้ม การเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มธนาคาร จึงเหมือนเป็นส่วนที่ช่วงป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตแบบอ้อมๆ ไปด้วย

แล้วการควบรวมยุคก่อน ต่างกับยุคนี้แค่ไหน?

ในอดีตการควบรวมของธนาคารนั้นจะไม่ได้ผลตอบรับที่ดีสักเท่าไร เพราะมักเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง การควบรวมจึงเกิดจากธนาคารที่มีปัญหาหรือใกล้เจ๊ง 

นั่นหมายความว่าการควบรวมที่เกิดขึ้น แม้จะได้สินทรัพย์และขนาดที่เพิ่มขึ้นมาก็จริง แต่ก็ต้องมาพร้อมกับปัญหาเรื้อรังระหว่างธนาคารกับธนาคารที่ต้องมาตามแก้ไขกันอีกที ทำให้ผลลัพธ์ของการควบรวมในสถานการณ์เช่นนี้ ดูไม่เวิร์กสักเท่าไร

แต่ข้อดี ก็คือ การได้ฐานความแข็งแรงของแต่ละธนาคาร เช่น ในอดีตธนาคารธนชาตเคยเข้าซื้อกิจการธนาคารหลวงไทย (SCIB) จากกองทุนฟื้นฟูในปี 2553 โดยตอนนั้นธนชาตมีขนาดเล็กกว่า มีสาขาประมาณ 200 สาขา น้อยกว่านครหลวงถึง 2 เท่า จากจุดนั้นส่งผลให้ธนชาตขยับไซส์ขึ้นมาเป็นอันดับ 8 ของประเทศไทยได้โดยทันที

ยิ่งไปกว่านั้น แต่เดิมนครหลวงไทยมีลูกค้ารายย่อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเสริมกับลูกค้าของธนชาตที่มีทั้งรายใหญ่และ SME ทำให้ธนชาตมีกลุ่มลูกค้าที่ครอบคลุมหลากหลายมากขึ้น สังเกตได้จากการตั้ง บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ขึ้นมา ก็เพื่อสร้างความโดดเด่นด้านสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะเช่าซื้อรถยนต์ และสัดส่วนกว่า 70% ของสินเชื่อทั้งหมด ก็มาจาก ‘รายย่อย’ ซึ่งจริงๆ แล้วก็น่าจะเป็นฐานใหญ่จากนครหลวงเดิม 

แล้วดีลในครั้งนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมา?

ฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส (ASP) ได้วิเคราะห์การควบรวมของสองแบงก์ไว้อย่างน่าสนใจว่า

  • ด้านภาพรวมสินเชื่อจะกระจายตัวดีขึ้น โดยโครงสร้างสินเชื่อของแบงก์จะมีสัดส่วนรายย่อยไม่น้อยกว่า 54%
  • สินเชื่อจะหลากหลายขึ้น เช่น มีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อที่อยู่อาศัย ฯลฯ จากเดิมที่ธนชาตมีสินเชื่อรถยนต์เป็นหลัก
  • แม้ด้านเงินฝากจะกระจายตัวมากขึ้น แต่กำไรที่เกิดจากเงินฝากก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน (จากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ)
  • สร้างผลดีต่อธุรกิจของทั้งคู่ในระยะยาวที่จะช่วยลดภาระการลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ต้องรองรับ Digital banking ที่กำลังมีการแข่งขันอย่างรุนแรงในแต่ละแบงก์
  • ที่สำคัญไปกว่านั้น การรวมกันของทั้งสองแบงก์ จะส่งผลให้ขนาดธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จากสินทรัพย์รวมกันที่จะเพิ่มมาอยู่ประมาณ 1.89 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 6 รองจากธนาคากรุงศรีอยุธยาที่มีสินทรัพย์ 2.10 ล้านล้านบาททันที

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลบางมุมจากแหล่งข่าววงในของทั้งสองแบงก์ว่า เหตุในการควบรวมของสองแบงก์นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ธนชาต ต้องการที่จะหันไปโฟกัสธุรกิจให้เช่าอาคาร ซึ่งให้ผลตอบรับได้ดีกว่าการบริหารด้านธนาคารที่มีมาร์จิ้นไม่คุ้มทุนกับต้นทุนการบริหารจัดการในปัจจุบัน แต่ก็จะยังได้กำไรจากธุรกิจธนาคารจากการถือหุ้นใน TMB

สำหรับดีลนี้ หากธนาคารทหารไทย (TMB) และธนาคารธนชาต (TCAP) ควบรวมกันจริง เชื่อว่าจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่เพราะมีสินเชื่อหลักที่แตกต่างกัน ช่วยลดต้นทุนบางส่วนที่ใช้ร่วมกันได้ แต่ในส่วนของพนักงานทั้งสองฝ่ายตรงนี้ก็ยังเป็นคำถามให้คิดต่อไปว่าจะถูก Rotate ระหว่างกันยังไง หรือส่วนงานไหนที่ซ้ำซ้อนกันจะมีการเลย์ออฟขนานใหญ่แค่ไหน…คงต้องตามดูกันไปทีละประเด็น

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง / บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง / บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์



Advertising