ธุรกิจและการเงิน

รู้จัก LTF ก่อนหย่อนภาษีปีหน้า เน้นออม อย่าเน้นโกย

Published 25 ต.ค. 2019

By นนทพัฒน์

รู้จัก 8 กองทุนรวม

ใกล้สิ้นปีแล้ว หลายคนหาทางเตรียมแผนการจัดการทางการเงิน ในหมวดของการออมไปพร้อมลดหย่อนภาษีในต้นปี 2563 และปีนี้เป็นการขยายการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ได้ปีสุดท้ายแล้ว ฉะนั้นแล้ว รู้ไว้ใช่ว่า... 

สำหรับ LTF ชื่อเต็ม ๆ คือ Long Term Equity Fund หรือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นกองทุนรวมของบรรดามนุษย์เงินเดือนนิยมใช้เป็นเครื่องมือในการออม และแต่ละปีสามารถนำมาใช้ประโยชน์สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยปกติแล้ว LTF บางกองทุนได้รับเงินปันผลระหว่างปี ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกองทุน แต่ถ้าไม่มีจ่ายปันผล ก็จะเอาเงินส่วนนั้นไปลงทุนต่อ สำหรับใครที่สนใจก็ต้องศึกษาดูว่าแต่ละกองทุนเขาไปลงทุนอะไรบ้าง ความเสี่ยงก็มีระดับที่แตกต่างกันไป อยู่ที่จะรับความเสี่ยงได้แค่ไหน 

และเป็นที่ทราบกันดีว่ากองทุน LTF จะเป็นปีสุดท้ายที่จะซื้อได้ แต่มีกองทุนใหม่ที่จะมาแทน LTF นั่นคือกองทุน SEF (Sustainable Equity Fund) หรือกองทุนหุ้นยั่งยืน ที่มาพร้อมกับความทันสมัยและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม 

แม้ว่า LTF เป็นหนึ่งในตัวเลือกของการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทน 2 เด้ง ทั้งกำไรจากหน่วยลงทุนในหุ้นและรับประโยชน์สิทธิลดหย่อนภาษี แต่อีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนที่สูงไม่แพ้กัน แถมยังลดระดับความเสี่ยงได้ตามสไตล์ของแต่ละผู้ลงทุนได้เป็นอย่างดีนั้นคือ กองทุนรวม (Mutual Fund) เพราะไม่ได้จำกัดแค่การลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้หลากหลาย  

ซึ่งถ้าหากพูดถึง กองทุนรวม เรามาฟังคำแนะนำดี ๆ จาก ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KTBST) ถึงประเด็นนี้ 

“การเลือกกองทุนรวมนั้น เราจะต้องมั่นใจว่ากองทุนรวมที่เลือกสามารถทำให้คุณบรรลุเป้าหมายของการลงทุนได้ โดยเป้าหมายในการลงทุน ผมยังคงแนะนำว่า ไม่ควรตั้งเป้าหมายเพื่อให้ 'รวย' เพราะยากต่อการจำกัดความ แต่กุญแจสำคัญในการที่จะบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้คือ 1- การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม 2-การเลือกผู้จัดการกองทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการบริหารสินทรัพย์นั้นๆ” 

ในข้อ 1-เน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสม “กุญแจสำคัญคือ ต้องเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์แต่ละประเภท ว่ามีการเคลื่อนไหวของราคาอย่างไร และมีแนวโน้มในการทำกำไรและขาดทุนแต่ละช่วงเวลาแบบไหน ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องดูผลตอบแทนระยะสั้น เป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ แต่ให้มองการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนเป็นรายเดือน หรือรายไตรมาส ควบคู่กับผลตอบแทนราย 6 เดือน จากการที่ปัจจุบัน ตลาดปรับตัวค่อนข้างไว ดังนั้น การมองผลตอบแทนในระยะยาวอาจไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดในปัจจุบัน" 

ส่วน ข้อ 2 การเลือกผู้จัดการกองทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการบริหารสินทรัพย์ "ความหมายก็คือ คุณต้องเข้าใจสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนแต่ละคน ว่าบริหารงานแบบเชิงรุก (Active) หรือ เชิงรับ (Passtive) เช่น มีสไตล์การลงทุนแบบ Active ที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก และไม่เน้นกลยุทธ์การกระจายการลงทุน หรือบริหารสไตล์ Passive ที่เน้นบริหารผลตอบแทนตามเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ซึ่งนโยบายการลงทุนนี้ สามารถศึกษาได้ในหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญของกองทุนรวมที่ท่านเลือกลงทุน"  

สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ ดูความสม่ำเสมอในการบริหารของผู้จัดการกองทุน หากเป็นผู้จัดการกองทุนแบบ Active และเน้นเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ แต่ในพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่มีแต่หุ้นขนาดเล็ก แบบนี้ จะเห็นว่าการลงทุนไม่เป็นไปตามหลักการที่ยึด ซึ่งจะทำให้ผลการลงทุนได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น เพราะมีการเปลี่ยนสไตล์การลงทุนโดยไม่ได้ชี้แจงนักลงทุน ซึ่งตรงนี้เรียกกันว่า "Style shift inconsistency"  

ปัจจุบันกองทุนรวม เป็นเครื่องมือการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงตลาดทุนมากขึ้น เพราะปัจจุบันเงินลงทุนเริ่มต้น ในการลงทุนในกองทุนรวมบางกองทุน เริ่มได้ตั้งแต่ 1 บาท แล้ว ทำให้นักลงทุนไม่ว่าจะมีเงินมาก เงินน้อย ก็สามารถลงทุนได้ เพราะบางคนอาจไม่กล้าลงทุนในตลาดหุ้น หรือมีเงินไม่มากพอ ก็สามารถเลือกลงทุนในกองทุนหุ้นแทนได้ 

ในประเทศไทยมีกองทุนรวมให้เลือกมากกว่า 1,000 กองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กว่า 20 บริษัท ช่องทางในการซื้อก็มีหลายทาง ทั้งซื้อผ่าน บลจ. โดยตรง ผ่านธนาคาร หรือผ่านตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน 

สำหรับคนที่ยังไม่เคยลงทุนหรือออมรู้ไว้ก่อนเลยว่า กองทุนรวมในปัจจุบันมี 8 ประเภท มีความแตกต่างตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละคนรับได้ ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนแต่ละประเภทจะมีความเหมาะสมตามระดับความเสี่ยงของการลงทุน หากกองทุนรวมที่ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็จะต่ำ หากกองทุนรวมความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็จะสูงตามไป หากอธิบายประเภทของกองทุนรวมมี ดังนี้ 

1. กองทุนรวมตราสารหนี้ตลาดเงิน หรือ Money Market 

กองทุนนี้ เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐประเภทที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี เช่น พันธบัตรรัฐบาลกองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงในระดับต่ำที่สุด เพราะมีลูกหนี้คือรัฐบาล กองทุนรวมประเภทนี้จะมีสภาพคล่องสูง สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ นักลงทุนที่เหมาะกับการลงทุนกองทุนประเภทนี้ คือ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ต้องการแหล่งที่พักเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องในการซื้อขาย และคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นบวกที่มากกว่าเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ 

2. กองทุนรวมตราสารหนี้ 

มีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวม Money Market อยู่บ้าง เน้นลงทุนในตราสารหนี้เอกชน ผสมกับตราสารหนี้ภาครัฐ และมักจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวกว่าหนึ่งปี ความเสี่ยงของกองทุนประเภทนี้อยู่ในระดับต่ำ แต่สูงกว่ากองทุนรวม Money Market ซึ่งบางกองทุนจะเสนอขายเป็นรอบระยะเวลา เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี แบบนี้เรียกว่า Term Fund ซึ่งการเสนอขาย ส่วนใหญ่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะกำหนดผลตอบแทนที่คาดหวัง ซึ่งส่วนใหญ่จะสูงกว่าเงินฝากประจำที่นำเสนอโดยธนาคารพาณิชย์ เพื่อจูงใจลูกค้า 

3. กองทุนรวมแบบผสม 

กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนผสมทั้งตราสารหนี้ระยะสั้น ตราสารหนี้ระยะยาว และหุ้นโดยคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่เสี่ยงสูงเท่ากับการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลาง 

4. กองทุนรวมตราสารทุนหรือกองทุนหุ้น 

กองทุนนี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงถึงสูงมาก แต่ก็มีโอกาสขาดทุนได้มากเหมือนกัน มีความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ซึ่งกองทุนอาจมีนโยบายการลงทุนในหุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศ แล้วแต่มุมมองการลงทุนของผู้จัดการกองทุนของแต่ละ บลจ.  ซึ่งลักษณะการลงทุนสามารถออกแบบได้หลากหลาย โดยอาจทำเป็นกองทุนในลักษณะกำหนดผลตอบแทนเป้าหมายตามระยะเวลา หรือที่เรียกว่าทริกเกอร์ฟันด์  เช่น เป้าหมายผลตอบแทน 8% ในระยะเวลา 8 เดือน  

5. กองทุนหุ้นที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือ Sector Fund

กองทุนที่เน้นลงทุนไปที่ตลาดหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีผลตอบแทนสูง กว่าตลาดโดยรวมมาก ระดับความเสี่ยงก็สูงตาม เนื่องจากลงทุนกระจุกตัวเฉพาะหุ้นในอุตสาหกรรมเดียว เช่น กลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองการลงทุนของ ผู้จัดการกองทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ๆ

6. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือรีท

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองรีท เป็นกองทุนที่จะนำเงินลงทุน ไปลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพและมุ่งเน้นบริหารอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปค่าเช่า เพื่อแบ่งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนในรูปของเงินปันผลต่อไป เช่น ห้างสรรพสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรม

7. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สาธารณะในวงกว้างของประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจการที่มีความจำเป็นในการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ เช่น ระบบประปา ไฟฟ้า พลังงานทางเลือก ถนน ทางพิเศษ ทางสัมปทาน ระบบขนส่งทางรางท่อ โทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่ผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลเป็นเวลา 10 ปี

8. กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ 

กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ เงิน และ น้ำมันดิบ ซึ่งราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก กองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ก็เปิดโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน

เมื่อมีข้อมูลพื้นฐานอย่างนี้แล้ว สำหรับปีสุดท้ายของ LTF ก่อนจะตัดสินใจฟัง เชื่อ ควักเงินลงทุนใน LTF หรือจะเป็นการเลือกลงทุนในกองทุนรวมก็ตาม ขอให้ทบทวนข้อมูล และเลือกลงทุนให้ตรงใจ และถูกจุด ไม่เน้นกอบโกย เพราะความโลภไม่เข้าใครออกใคร



Advertising