holy-water-for-the-coronation-ceremony-coronation-Rabbit-Today-banner

3 ใน 4 ส่วนของโลก และ 2 ใน 3 ส่วนของร่างกายมนุษย์คือน้ำ น้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ แต่ไม่ใช่แค่เซลล์เท่านั้นที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ ของเหลวนอกเซลล์ เช่น เลือด ลูกตา สมอง ไขสันหลัง เยื่อหุ้มปอด หัวใจ ฯลฯ ต่างก็มีน้ำอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้น น้ำจึงเป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั่วไป

การตามล่าหาดวงดาวในเอกภพอันไกลโพ้น หนึ่งสัญลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตคือน้ำ ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์สนใจใคร่รู้และเป็นความหวังต่อการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก มีสูตรเคมีคือ H2O โมเลกุลของน้ำประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอม เชื่อมติดกันด้วยพันธะโควาเลนต์ เป็นของเหลวที่มีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ที่มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต

ไม่เพียงแต่ในโลกวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับน้ำ แต่ในด้านความเชื่อโบราณ ในยุคที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ก้าวไกลนัก น้ำ คือหนึ่งในธาตุหลักของทุกตำรา ทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ถือเป็น 1 ในธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นดุลยภาพแห่งชีวิต จนบางคนกล่าวว่า ถ้าน้ำประกอบด้วย ‘ไฮโดรเจนและออกซิเจน’ ในโลกวิทยาศาสตร์ น้ำก็เป็นทั้ง ‘ธาตุและเทพ’ ที่มีพันธะโควาเลนต์เป็นพละกำลังเหนือมนุษย์เชื่อมกันไว้ เป็นความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาในโลกของความเชื่ออีกด้านเช่นกัน น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญของพิธีกรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ และประเพณี ของผู้คนทุกพื้นที่วัฒนธรรมในโลกมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับในวัฒนธรรมอินเดียเอง พิธีที่เกี่ยวข้องกับ ‘น้ำ’ มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะของการชำระล้าง และเป็นการเข้าสู่ความสุขสวัสดิ์และความสำเร็จ 

ตามโบราณราชประเพณีของกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชาพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นหนึ่งในพระราชพิธีที่สำคัญยิ่งแห่งราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ที่ต้องใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ในการพระราชพิธี เป็นส่วนประกอบแห่งการเทิดทูนและยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นพระราชาธิบดีของพระราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์ ตามความเชื่อในดินแดนอุษาคเนย์ ที่ได้รับอิทธิพลจากชมพูทวีปหรืออินเดีย ที่เชื่อว่าพระราชาหรือกษัตริย์ คืออวตารของเทพเจ้าเบื้องบนผู้มีบุญบารมี ที่ทรงลงมาบำบัดทุกข์เข็ญให้กับปวงประชาราษฎร์ ให้อยู่เย็นเป็นสุข 

เรื่องราวของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงมีความสำคัญยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพเทิดทูน ถือเป็นวัฒนธรรมอันงดงามของไทยที่แสดงถึงความจงรักภักดีของพสกนิกร เพื่อการพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่สูงสุด สมพระเกียรติยศขององค์พระมหากษัตริย์ และถือเป็นพระราชพิธีที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติสืบไป 

ดังความใน ‘จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ว่า

“...ตามราชประเพณีในสยามประเทศนี้ ถือเปนตำราแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาทเมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียงณที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า ‘ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน’ เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัยกับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป...”