King-Rama-VII-IX-Contribution-coronation-Rabbit-Today-banner

ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7, 8 และ 9 มีการเปลี่ยนแปลงมากมายจากทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ด้วยมีช่วงคาบเกี่ยวของสงครามโลก การปฏิรูปอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ.2475 และการรุกรานของภัยคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้รวมถึงการแตกแยกทางความคิด จนส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าของผู้เห็นต่าง ฯลฯ แต่ด้วยพระบารมีของบูรพมหากษัตริย์ไทย ก็ทำให้ปัญหาถูกขจัดปัดเป่าให้ทุเลาความรุนแรงลง 

รัชกาลที่ 7

ด้วยเหตุแห่งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และการเงินของประเทศขาดดุลมาตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นเวลาหลายปี จึงเป็นหนึ่งในภาระที่สำคัญของรัฐบาลในรัชกาลที่ 7 ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างหนักหน่วง อีกประการที่สำคัญยิ่งของประเทศในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 คือเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดเตรียมระเบียบการปกครองประเทศให้เป็นพื้นฐานมั่นคงสำหรับประชาธิปไตย และทรงเตรียมร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยอยู่ก่อนแล้ว แต่ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ขณะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎร์ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแก่ประชาชน เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 และเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร สำหรับพระราชทานให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. พ.ศ.2475 

ทว่าในปี พ.ศ.2477 ความเห็นของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร ยังคงดำเนินนโยบายการบริหารประเทศบางประการเป็นที่ขัดเคือง และไม่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนั้น ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2477 จึงทรงสละราชสมบัติ ขณะประทับพร้อมสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ที่ Knowle House เมือง Cranleigh มณฑล Surrey ประเทศอังกฤษ 

ภายหลัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อระบอบประชาธิปไตย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 ประดิษฐานไว้ ณ รัฐสภา พระราชวังดุสิต และได้จำลองลายพระราชหัตเลขาจารึกที่ฐานพระราชานุสาวรีย์ว่า 

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร” อันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงตระหนักและเข้าพระทัยในคุณค่า และจิตวิญญาณของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

รัชกาลที่ 8

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 เมื่อยังทรงพระเยาว์ เพียง 9 พรรษา และประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเวลานั้นจึงมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัฒน์จาตุรนต์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพระยายมราช (ปั้น สุขุม) 

ในรัชสมัยนี้ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดความวิกฤตไปทั่วโลก เมื่อสงครามสิ้นสุดลงใน พ.ศ.2488 รัชกาลที่ 8 ก็เสด็จนิวัติประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2488 และเสด็จประพาสไปยังที่ต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรโดยมิถือพระองค์ และเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2489 ได้เสด็จประพาสสำเพ็ง หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวไทยกับจีนที่ก่อตัวเป็นความไม่สงบและทวีความรุนแรงมากขึ้น พระองค์ทรงใช้เวลาราว 4 ชั่วโมงในครั้งนั้น มีชาวจีนมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทมากมาย และเกิดความปลื้มปีติที่ได้ชื่นชมพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ความบาดหมางใจระหว่างกันจึงหมดสิ้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณนับแต่นั้น

รัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 ในขณะที่ทรงศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ภายหลังพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนไปศึกษาเกี่ยวกับการปกครอง เพื่อเตรียมพระองค์ที่จะปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการทำนุบำรุงประเทศชาติ ดังพระปฐมบรมราชโองการว่า 

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” 

ตลอดรัชกาล พระองค์มิทรงเหน็ดเหนื่อยในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วราชอาณาจักร เพื่อทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริง พร้อมทั้งทรงรับฟังนานาปัญหา และมีพระราชวินิจฉัยในการหาแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งในการเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้ง จะมีราษฎรมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทกันอย่างเนืองแน่นเสมอ 

ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน ทรงเป็นต้นแบบในศาสตร์หลายแขนง ทั้งการกีฬา การดนตรี ศิลปะ การเกษตร การชลประทาน ฯลฯ และมิได้ทรงย่อท้อต่อการดำเนินพระราชกรณียกิจตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ทรงสถิตอยู่ในดวงใจของพสกนิกรชาวไทย และทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนาที่ทั่วโลกต่างยกย่องสรรเสริญ 

แหล่งข้อมูล: ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 1 รัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 พ.ศ.2325-พ.ศ.2394, ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 2 รัชกาลที่ 4-พ.ศ.2475, ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 3 พ.ศ.2475-ปัจจุบัน โดยคณะกรรมการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี, สมุดภาพเหตุการณ์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พุทธศักราช 2525, เรื่องของชาติไทย ของพระยาอนุมานราชธน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์เผยแพร่ในงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553, รายงานผลการวิจัยเรื่อง พระมหากษัตริย์กับการสื่อสารโทรคมนาคม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ บุนนาค และคณะ เมษายน 2553, พิพิธภัณฑ์รัฐสภา https://library2.parliament.go.th/museum/museum.html, วารสาร xPANd ปี พ.ศ.2558/ ที่ปรึกษา: ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์