แฟชั่นและความงาม

อ้วนแล้วหนักหัวใคร

Published 26 ก.ค. 2018

By Rabbit Today

Health_Fat_Main_920x470

          ความอ้วนกลายเป็นสิ่งน่ากลัวที่คอยกดทับให้ผู้หญิงมีรูปลักษณ์ตามปราถนาของสังคม และการกดทับนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงบางคนต้องสังเวยชีวิตให้กับมัน

 

          แรกเริ่มเดิมทีรูปร่างที่อวบอัดคือความงามมาตรฐานตั้งแต่สมัยยุคหิน จากรูปปั้นโบราณเมื่อ 4-5 พันปีที่แล้วอย่าง Venus of Willendorf ที่ความอ้วนถูกบูชา เพราะเป็นเครื่องแสดงถึงความสบูรณ์พูนผล ซึ่งความเชื่อนี้ถูกส่งต่อมายังยุคกรีก-โรมัน เห็นได้จากภาพวาดและรูปปั้นของสตรีล้วนแต่มีรูปร่างที่อวบอัด และความอ้วนนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม และอีกครั้งเมื่อความอ้วนของสตรีคือเครื่องแสดงความมั่งคั่งของบุรุษในยุควิคตอเรียน พูดง่ายๆ คือ ชายใดมีเมียอ้วนแสดงว่าชายผู้นั้นร่ำรวย

 

          ส่วนความผอมนั้น เริ่มฮิตกันตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 โดย Catherine de Medici ชายาในพระเจ้า Henry II แห่งฝรั่งเศส โดยราชินีพระองค์นี้แบนการที่สตรีมีเอวอวบอัดตามธรรมชาติไม่ให้เข้ามาอยู่ในราชสำนัก ทำให้เกิดการสร้างเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Corset (คอร์เซ็ต) ขึ้น ซึ่งใช้ Baleen หรือที่กรองอาหารของวาฬในการขึ้นโครงชุด เพื่อบังคับรูปร่างสตรีชั้นสูงให้เป็นไปตามแบบแผนของสังคม เพราะแฟชั่นคือเครื่องมือที่กษัตริย์ใช้เพื่อให้ชนชั้นสูงได้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย อวดความมั่งคั่ง แทนที่จะเอาไปใช้จ่ายกับสิ่งอื่นที่สั่นคลอนความมั่นคงของราชวงศ์

 

Fat,fabs,Rabbit Today

 

          ในศตวรรษที่ 18 สตรีในราชสำนักยุโรปหลายคนมักมีอาการวิงเวียนและเป็นลมอยู่บ่อยๆ นั่นเพราะการสวมใส่คอร์เซ็ตที่รัดกิ่วจนแทบหายใจไม่ออก หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Pirate of The Caribbean ภาคแรก จะเห็นว่าตัวละครอย่าง Elizabeth Swann เคยเป็นลมตกลงไปในทะเล นั่นเพราะคอร์เซ็ตที่เธอสวมนั่นเอง

 

          นอกจากนี้ความอึดอัดของคอร์เซตยังทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ไม่สามารถทานอาหารได้เป็นปกติ เพราะหากไม่กิน ไม่ดื่มเลยจะเป็นการเสียมารยาท แต่พอกินเข้าไปก็ต้องไปอาเจียนทิ้ง การทำให้อาเจียนจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในยุค 90s

 

Fat,fabs,Rabbit Today

 

          หลังจารูปร่างผอมบางแบบสาวติดยา กลายเป็นมายาคติความงามของโลกที่มาแทนสาวรูปร่างโค้งเว้า มีกล้ามเนื้อแบบยุค 80s และเพราะการเติบโตของโลกแฟชั่นที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่โลกของคนเลือดสีน้ำเงิน และชนชั้นขุนนาง บทบาทของคนเหล่านี้ถูกลดทอนลงด้วยระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ระบบทุนนิยมเกิดขึ้น และนายทุุนคือผู้ที่มาเป็นผู้คุมบังเหียนทิศทางโลกแฟชั่น สื่อนิตยสารและโฆษณาต่างๆ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยาก และวัยรุ่นจำนวนมากหมกมุ่นกับการอยากทำให้รูปร่างของตัวเองเป็นไปตามนางแบบที่ขึ้นปก

 

          คนที่มีรูปร่างเกินมาตรฐาน คือมายาคติแห่งความน่าเกลียดของร่างกาย การเหยียดคนเหล่านี้จึงเกิดขึ้น และถูกเรียกว่า อ้วน’ และการทำให้คนอ้วนกลายเป็นตัวตลกก็เกิดขึ้น ประโยคอย่าง "ถ้าเธอผอมเธอจะสวย" "ลดความอ้วนสิ จะได้สวย" หรือ "อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี่ย" เริ่มกลายเป็นคำทักทายแทนคำว่า สวัสดี’

Fat,fabs,Rabbit Today

          ถ้าเป็นสมัยก่อน คนอ้วนก็แค่ถูกขับออกจากราชสำนัก อย่างร้ายแรงก็แค่อับอาย เป็นขี้ปากคน แต่เดี๋ยวนี้มายาคติสามารถเป็นไฟเขียวให้เกิดการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะทางวาจาก็ดี ทำร้ายร่างกายก็ดี มันง่ายมากสำหรับหลายๆ คนที่จะโทษว่าความอ้วนเป็นความผิดของคนอ้วน

 

          เพราะสำหรับคนบางคนการลดความอ้วนดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไทรอยด์กลับตรงกันข้าม ผู้ป่วยโรคนี้บางรายทานอาหารครึ่งหนึ่งของคนทั่วไปด้วยซ้ำ และบางรายอดอาหารก็แล้ว แต่ไม่ได้ช่วยทำให้น้ำหนักลด และยิ่งทำให้ร่างกายแย่ลงเสียด้วยซ้ำ ซึ่งคนเราควรทำความเข้าใจและศึกษาให้มาก 

 

          การระคายเคืองความอ้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้นจากการเชื่อในมายาคติ

          ความอ้วน-ความผอมไม่ควรถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการแบ่งแยกว่าชนชั้นไหนมีคุณค่าน้อย หรือมากกว่าอีกกลุ่ม 

 

แต่มันคือความหลากหลาย และมีอะไรมากกว่าการตราหน้าว่าคนอ้วนคือคนตะกละ คนขี้เกียจที่ไม่ชอบออกกำลังกาย





Advertising