ท่องเที่ยว

หลงทางในคลองด่าน

Published 16 เม.ย. 2019

By ชวิศา ชวลิตเสวี

absornsawan-guide-to-go-Rabbit-Today-banner-1

ล่องลึกเข้าไปในสายคลองย่านฝั่งธนอีกครั้ง เมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา หากคุณลองจินตนาการถึงภาพความเป็นอยู่ผู้คนที่เกือบ 100% ยังใช้ชีวิตสัญจรไปมาหาสู่ทำมาค้าขายกันอย่างคึกคัก โดยใช้แม่นํ้าลำคลองเป็นเส้นทางหลักเรื่อยมา จนเข้าสู่ยุคสยามใหม่ ประเทศมีการเปลี่ยนนโยบายในการปรับแปลงภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม รวมไปถึงนโยบายทางการค้าที่สืบเนื่องมาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งตะวันตกในช่วงล่าอาณานิคม และชาวเอเชียด้วยกันเองที่เข้ามาเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม ถนนหนทางถูกสร้างขึ้นใหม่ โรงเรียนและห้างสรรพสินค้า จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น...แต่ก็ใช่ว่าความเจริญจะกระจายไปทั่วทั้งพื้นที่รัตนโกสินทร์...ในอีกฟากของพระนคร ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา นั่นคือ ฝั่งธนบุรี ยังคงมีวิถีชีวิตชาวสวนริมน้ำริมคลองเหมือนเดิมมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก...

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

เคยเป็นประตูทางเข้าด้านหน้าของโรงเรียวัดอับสรณ์สววรค์ ปัจจุบันตรงส่วนนี้รกร้างไปแล้ว

คลองด่าน ลำคลองเก่าแก่อีกหนึ่งเส้นทางที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในย่านสวนฝั่งธน แยกแตกแขนงจากคลองบางหลวงอีกเขบ็จหนึ่งตรงหน้าวัดปากน้ำภาษีเจริญไปออกแม่น้ำท่าจีน มีปรากฏอยู่ในแผนที่ตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา...เคยเป็นคลองที่มีความสำคัญมาก 

ชื่อของคลองด่านแห่งนี้มีที่มาจาก ในสมัยโบราณตรงปากคลองด่านด้านวัดอัปสรสวรรค์ (วัดหมู) เคยเป็นด่านขนอน หรือด่านที่ใช้ตรวจตราสิ่งของต้องห้าม และเก็บภาษีจากเรือสินค้านานาประเทศ ที่ล่องผ่านด่านเข้ามาติดต่อค้าขายในอาณาจักร อีกทั้งยังถูกบันทึกไว้ว่าเป็นเส้นทางสัญจร อันมีหลักฐานปรากฏในจดหมายเหตุลาลูแบร์, นิราศนรินทร์, นิราศถลางของเสมียนมี, โคลงนิราศพระยาตรัง, และโคลงนิราศทวายของพระพิพิธสาลี เป็นต้น

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ทางเข้าด้านข้างของโรงเรียน ยังคงสวยงามด้วยโค้งประตูบาโรก และระแนงไม้บานประตูที่ยังเป็นของเดิมทั้งสิ้น

ที่วัดอัปสรสวรรค์ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมาย นอกจากโบราณสถานที่ปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เช่น หอพระไตรปิฎกกลางน้ำซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบประเพณีนิยม มีความพิเศษคือผนังประดับด้วยกระจกว่าวสีเกล็ดเล็กๆ เป็นเอกลักษณ์มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งที่เหลืออยู่ ใกล้ๆ กัน 

ภายในบริเวณวัดมีอาคารเก่าแก่แบบนีโอคลาสสิก หรือเรียกโดยรวมว่า Victorian Style อีกหนึ่งหลัง เคยใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 คุณเกษม พงษ์ไพบูลย์ ผู้ดูแลที่นี่ ได้เล่าว่า โรงเรียนวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ ไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกสร้างครั้งแรกในปีใด รู้แต่เพียงสร้างขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ 5 โดยผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา 2 ท่านคือ นายใย และนางสุ่น ทังสุภูติ ได้สร้างขึ้นในสมัยพระพุทธพยากรณ์ (อุปติสโส เจริญ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในครั้งนั้น

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

 ตัวอาคารชั้น 2 ด้านข้าง หลังคาอาคารเป็น Flat Roof

จากคำบอกเล่าสืบทอดกันมา รู้เพียงว่า สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แก่บุตรชาย และต้องการให้ที่นี่เป็นอีกศูนย์กลางการศึกษาธรรมในภาคปริยัติด้วย จึงทำให้มีพระจากที่ต่างๆ มาศึกษาที่นี่พอสมควร

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ราวบันไดแบบ Art Deco

จนเมื่อครั้งที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น จึงได้ย้ายพระเณรไปใช้สถานที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า และปิดตายอาคารหลังนี้ไปในที่สุด หลังจากนั้นอีกประมาณ 20 ปี มีคณะครูอาจารย์กลุ่มหนึ่งได้เข้าไปขอเช่าสถานที่นี้อีกครั้ง เพื่อเปิดเป็นโรงเรียนสอนหลักสูตรการศึกษาปกติ ระดับประถม 1 จนถึง ประถม 4 และเพิ่มเป็นประถม 6 เมื่อครั้งหลัง ยาวนานเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี และได้ปิดตัวลงอีกครั้งเมื่อราว 20 ปีมาแล้ว ด้วยเหตุมีกรณีพิพาทกับทางวัด

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ซุ้มโค้งเหนือประตูประดับกระจกสี แต่ถูกทาทับให้ทึบโดยคนไม่รู้กลุ่มหนึ่งในวัด

ส่วนที่พิเศษมากๆ ตามคำบอกเล่าเพิ่มเติมจาก คุณเกษม พงษ์ไพบูลย์ เกี่ยวกับตัวอาคารหลังนี้ คือห้องใต้ดิน ที่ไม่ได้ถูกสร้างเพื่อใช้เก็บของเหมือนที่อื่นๆ หรือเป็นที่หลบซ่อนจากอะไรทั้งสิ้น แต่มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง น้ำด้านในเคยใสสะอาดมาก

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ด้านในตัวอาคารชั้นสองเป็นโถงขนาดใหญ่

ครั้งหนึ่งที่คุณเกษมลงไปดูพบกุ้งฝอยเต็มไปหมด หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ.2554 สภาพของห้องใต้ดินก็เปลี่ยนไป ในปีนั้นน้ำท่วมสูง ไม่สามารถเข้าไปดูแลจัดการได้ ดินโคลนที่ไหลมาตามน้ำเข้าไปอุดตันท่อทางเข้าห้องใต้ดินจนเกิดความเสียหายพอสมควร ปัจจุบัน ห้องใต้ดินอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม...แต่ด้วยความที่ตัวอาคารถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยที่เทคโนโลยีการผลิตวัสดุก่อสร้างพัฒนาขึ้นมาอีกขั้น เราจึงได้เห็นอาคารฝรั่งในยุคนี้ มีลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบอาคารก่ออิฐฉาบปูน โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือสมัยก่อนเรียกว่า เฟอร์โรคอนกรีต (Ferroconcrete) ซึ่งเข้ามายังประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 อาคารโรงเรียนวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ จึงยังแข็งแรงและยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบัน

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

หัวสิงห์ปูนปั้น เครื่องทรงประดับชายคา

แม้ว่าภายนอกอาคารจะมีการกร่อนปูนแตกกะเทาะไปตามกาลเวลา แต่โครงเหล็กด้านในกลับยังค้ำยันตัวอาคารไว้ไม้ไห้พังทลายลงมา หากอีกไม่นานยังไม่มีการเข้าไปบูรณะดูแลอย่างจริงจัง เราคงได้เห็นแต่เพียงโครงสร้างที่เป็นเหล็กด้านในเท่านั้นจริงๆ...

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

กระเบื้องเคลือบสีสวดลายพรรณพฤกษา บรรทุกเรือสำเภาจีนมาเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 และยังเป็นกระเบื้องชุดเดียวกับที่ใช้ในพระราชวังสนามจันทน์ด้วย

คุณเกษมบอกกับเราทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจุบัน โรงเรียนวัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ อยู่ในความดูแลโดยทายาทของคุณครูท่านหนึ่ง ชื่อว่าคุณครูแฉล้ม หนึ่งในผู้มีส่วนก่อตั้งโรงเรียนประถมแห่งนี้ ฝากให้ช่วยกันดูแล เพราะทางวัดไม่ได้อยากเก็บอาคารหลังนี้ไว้... ส่วนคุณเกษมนั้นเคยเป็นศิษย์เก่าของที่นี่ มีความผูกพัน รู้จักกันก็มาช่วยดูแลร่วมกันไป แต่ไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่านี้ เนื่องจากไม่มีทุนทรัพย์มากพอที่จะเข้าไปบูรณะ ถึงแม้จะมีโครงการต่างๆ ในหัวมากมายที่จะปรับพื้นที่มาใช้ประโยชน์ร่วมกับชุมชน รวมไปถึงคนภายนอกด้วย เพื่อที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งไปพัฒนาวัดก็ตาม...

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ป้ายชั้นเรียนยังติดไว้ที่หน้าประตู

หลงทางในคลองด่าน,ท่องเที่ยว,Rabbit Today

ด้านในยังมองเห็นความสดใสของกระจกสี

สถานที่แห่งนี้จึงต้องหยุดตัวเองไว้ และหลงทางกับวันเวลาที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปข้างหน้าเมื่อไร เราทำได้เพียงเข้าไปเยี่ยมเยียน แนะนำ บอกต่อ ผู้คนที่รักในอาคารสถานเก่าแก่ ที่สะท้อนวิถีชีวิตริมคลองเมื่อครั้งเก่าก่อน ได้เพียงเท่านี้จริงๆ...



Advertising