สุขภาพและกีฬา

Air Horse One! ตั๋วยืนแพงสุดบนเครื่องบิน

Published 13 ก.ย. 2018

By นันทขว้าง สิรสุนทร

Air-horse-one-health-and-sport-Rabbit-Today-banner

ถ้า ‘เฮลซิงกิ’ คือนางฟ้าตะวันออก ดูเหมือน ‘โมนาโก’ จะไม่ต่างอะไรจาก ‘เทพธิดาแห่งตะวันตก’…การแข่งขันเกี่ยวกับ ‘ความเร็ว’ ก็เช่นกัน

หาก F1 คือความเร็วที่แพงที่สุดในโลก เราอาจกล่าวได้ว่า World Cup Dubai คือการรวมตัวของ ‘ม้ารวย’ จำนวน 8 ตัว ที่จะมาดวลฝีเท้ากันทุกปี ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 

เท้าความอย่างย่นย่อ World Cup Dubai คือการแข่งม้าโลกที่มีสถิติเร็วที่สุด เป็นฟุตบอลโลกของม้า ที่คัดกันมาเลย จะม้าจากมหาเศรษฐี…ม้าจากราชวงศ์…ม้าจากพระเจ้าแผ่นดิน (แก้วหน้าม้า หมดสิทธิ์) ถ้าคิดว่าเจ๋ง ก็ส่งเข้าแข่งขันรายการนี้ที่ดูไบ 

แม้จะซ้อมกันมาทั้งปี ดูแลราวกับลูกในไส้ ให้กินอยู่แบบราชา แต่ถึงเวลาลงแข่ง ระยะทางนั้นแค่ 1 รอบสนามม้า ใครชนะเลิศ ได้เงินรางวัลราวๆ 310 ล้านบาท โดยที่ตัวม้าเองก็มีค่าตัวตั้งแต่ 100 กว่าล้านบาท ไปจนถึง 300 ล้าน

ปีล่าสุดที่แข่งไปนั้น ม้าชนะเลิศมีชื่อว่า Thunder Snow ไม่ใช่ม้าตัวเต็ง และเกือบๆ จะเป็นม้านอกสายตา ที่เจ้าถิ่นเอาลงแข่ง รายการนี้กำลังเป็นที่นิยมมาก และทางดูไบก็วางให้เป็น ‘บิ๊กอีเว้นต์’ ทุกๆ ปี เพื่อทำให้ดูไบเป็น Destination ของสุดยอด Sports ด้านต่างๆ

คำถามคือ ม้าแต่ละตัวมาจากไหนกัน ตัวละคร 100 200 300 ล้านบาท!

ม้ามาจากหลายประเทศครับ ฝรั่งเศส อังกฤษ คอกม้าในไอร์แลนด์ ม้าระดับโคตรม้าในสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงม้าดีจากแอฟริกาใต้ ถ้าเป็นม้าเจ้าถิ่นก็สบายไป เดินอาบสายลมแสงแดด หรือเดินนวยนาดเล็มหญ้าในสนามแข่งตัวเองไปพลางๆ

ประเด็นคือ แล้วม้าอาคันตุกะจากทั่วโลกบินมาอย่างไร ราคาค่าตัวพวกมันแพงมากกว่าสถานีรถไฟ BTS สยามสแควร์และชิดลมรวมกัน…เผลอๆ ม้าตัวเดียวแพงกว่ารถไฟฟ้าทั้งขบวนอีกแน่ะ!

ในโลกของการบิน มีสายการบินแค่ 4-5 แห่ง ที่เปิดบริการขนม้า ไม่ว่าจะเป็นแอร์ฟรานซ์, บริติชแอร์เวย์, เอทิฮัด หรือแม้แต่เฟดเอ็กซ์ ที่เปิดบริการพิเศษสำหรับม้ามานานเกือบ 20 ปี เรื่องในสนามแข่งของม้า เรื่องม้าตัวไหนชนะ ได้เงิน 310 ล้านบาท ว่าน่าตื่นเต้นแล้ว เบื้องหลังการขนม้าน่าสนุกสนานกว่าหลายเท่า!

เริ่มตั้งแต่กัปตันที่ขับเครื่องบินให้ม้า จะต้องบินให้นุ่มนวลที่สุด…เพื่อไม่ให้ม้าตกใจ การเทกออฟหรือแลนดิ้ง จะมาลงกระแทกๆ แบบสายการบินโลว์คอสต์แลนดิ้งลงสนามบินภูเก็ตคงไม่ได้ หรือทีมงานดูม้า เวลาม้าขึ้นไปแล้วก็ต้องตามขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย (ทีมงานดูแลม้า ประกอบด้วยแพทย์ คนเลี้ยงม้าที่คุ้นเคย ที่จะรู้ว่าม้าอยู่ในอาการอย่างไรบ้างระหว่างบินอยู่กลางอากาศ)

บางไฟลต์ถึงขนาดมีดนตรีเป็น Symphonic Score เปิดกล่อมม้า (อย่าเผลอเปิดทีวีช่วงค่ำๆ เชียวล่ะ เดี๋ยวได้ยินเสียงท่านนายกฯ อาจปั่นป่วน) กัปตันขับเครื่องบินจะถูกสอนว่า ต้องรายงานทุกสภาพอากาศให้ม้าและทีมม้ารู้ เช่น ในทางข้างหน้านั้น เมื่อใดจะเจอหลุมอากาศ ซึ่งสำคัญมาก เพราะม้าไม่รู้ว่าหลุมอากาศคืออะไร!

อ่านมาถึงตรงนี้ สงสัยบ้างไหมว่า…แล้วม้าพวกนี้มันชอบนั่งชั้นไหน Economy หรือ Business Class เปล่าเลย ชั้นที่ม้าบินคือ First Class แล้วชั้นแพงสุดที่ม้าบินเป็นอย่างไร…ลองนึกภาพตามนะครับ

ม้า 1 ตัว เวลามันยืน กินพื้นที่แค่ไหน ให้เอา 3 คูณ!

นั่นแหละ คือชั้น First Class ของม้า

และแม้เป็นชั้นหรูหราของสายการบิน แต่ม้ากินไวน์เปตรุสขวดละแสนสองไม่เป็น มันต้องการแค่หญ้าและน้ำตลอดการเดินทาง มีการฉีดยาให้คลายความตื่นกลัวบ้างระหว่างการเดินทาง…การเดินทางของม้าเพื่อไปแข่งนั้น ต้องไปถึง 14 วันก่อนแข่ง เพื่อให้ม้าคุ้นชินสิ่งต่างๆ เรียกว่าจะอะไรๆ ม้าต้องถูกประคบประหงม

จนมีคำกล่าวว่า ม้าแข่งอย่างสัตว์ แต่บินอย่างประธานาธิบดี!

และสื่อฝรั่งเรียก เครื่องบินของม้าแข่งว่า เป็น Air Horse One! ล้อการออกเสียงคำว่า Air Force One (เครื่องบินที่มีผู้นำประเทศของสหรัฐอเมริกานั่ง) การเล่นคำออกเสียงนี้ เรียกว่า Play a Punch 

อ่านมาถึงถ้อยคำนี้แล้ว ถ้าอยากเจ็บปวด ให้นึกภาพการบินของม้าแพง 

กับท่าห้อยโหนในรถไฟฟ้าตอน 6 โมงเย็นบ้านเรา 

ส่วนจะจินตนาการเอาสถานีไหน อันนี้แล้วแต่… 



Advertising