สุขภาพและกีฬา

ปัญหาท้องผูก ใครว่าเป็นปัญหาเล็กๆ

Published 17 พ.ค. 2019

By Padanu Chanpradab

ปัญหาท้องผูก ใครว่าเป็นปัญหาเล็กๆ

สาวๆ หนุ่มๆ ออฟฟิศทั้งหลาย เคยมั้ย? มีอาการอึดอัดแน่นท้อง ถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรัง เพราะกินเข้าไปตั้งเยอะ แต่นำออกมาไม่ได้ เลยทำให้ร่างกายไม่สมดุล เพราะเข้ากับออกมันต้องบาลานซ์กัน อย่างน้อยคนเราต้องถ่ายวันละ 1 ครั้งให้เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจจะตอนเช้าก่อนไปทำงาน หรือกลางคืนก่อนนอน บางคนที่ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างดี ก็สามารถถ่ายได้ถึงวันละ 2 ครั้งเชียวละ

การที่คนเราจะถ่ายง่ายถ่ายคล่องนั้น นอกจากการเลือกกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการถ่ายให้เป็น เพราะอีกหนึ่งปัญหาหลักที่ทำให้คนเราท้องผูกถ่ายยากนั้นก็คือการถ่ายไม่เป็นนั่นเอง

ปัญหาท้องผูก ใครว่าเป็นปัญหาเล็กๆ,สุขภาพและกีฬา,Rabbit Today

แบบไหนที่เรียกว่า ถ่ายไม่เป็น

นพ.สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์ โรคระบบทางเดินอาหาร รพ.เวชธานี ให้ความรู้ในเรื่องนี้ว่า สาเหตุการที่ท้องผูกเพราะถ่ายไม่เป็นนั้น โดยปกติกลไกการถ่ายหนักของคนเรานั้นเริ่มจาก เราต้องให้เวลาในการเบ่งถ่าย เมื่อปวดอุจจาระ แต่หลายครั้งเรามักจะอั้นอุจจาระ ด้วยเหตุผลที่ว่ายังไม่เจอห้องน้ำที่สะดวกและสะอาดเพียงพอ หรือบางคนจะไม่ชอบไปถ่ายที่อื่น ก็จะอั้นไว้เพื่อกลับไปถ่ายเฉพาะที่บ้านเท่านั้น

การที่คนเราอั้นถ่ายอุจจาระไว้ได้ เป็นเพราะคนคนนั้นสามารถควบคุมหูรูดทวารหนักเอาไว้ได้ แต่ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงจะเป็นโรคท้องผูกเพราะถ่ายไม่เป็นบ่อยกว่าที่พบในผู้ชาย ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ผู้หญิงเข้าห้องน้ำยากกว่าผู้ชายเพราะกลัวไม่สะอาดหรือกลัวไม่เป็นส่วนตัว

แต่สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในตอนนี้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายก็คือ เกิดจากพฤติกรรมที่ผิดๆเช่น การนำหนังสือไปอ่าน หรือนำมือถือไปเล่นไลน์หรือเฟซบุ๊กในห้องน้ำ การเล่นโซเชียลทำให้เพลิดเพลินจนลืมเวลา แถมยังไม่โฟกัส และไม่ให้ความสำคัญกับการออกแรงเบ่งถ่ายอุจจาระ เป็นผลให้หูรูดทวารหนักเกิดอาการเกร็งตัว หูรูดทำงานได้ไม่เต็มที่จนเคยชินและไม่ปล่อยอุจจาระออกมาอย่างที่ควรจะเป็น หรือถ่ายออกมาไม่หมด อุจจาระค้างไว้ในลำไส้ พอถึงคราวปวดท้องอยากถ่ายมันก็ไม่ถ่ายออกมา ซึ่งวัยรุ่นวัยทำงานมักมีปัญหาท้องผูกเพราะเหตุนี้กันมากขึ้น นั่นก็เพราะเบ่งไม่เป็น ซึ่งพบมากในคนวัยทำงานจนถึงวัย 50 ขึ้นไปที่เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องนี้

ทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ภาวะกล้ามเนื้อหูรูดไม่คลายตัวหรือ Anismus ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมที่คนเราสร้างขึ้นเอง เป็นนิสัยผิดๆ ไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ หรือพันธุกรรมแต่อย่างใด ถือว่าเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมแสวงหาให้เกิดโรคล้วนๆ

แต่โชคดีที่วิวัฒนาการทางการแพทย์ในยุคนี้มีความทันสมัย มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ชื่อว่า Manometry ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจวัดการทำงานของทวารหนัก โดยใช้สายที่เสียบวัดการทำงานของหูรูดทวารหนัก เพื่อจำลองสถานการณ์ในการขับถ่ายของคนไข้ เพื่อทำการวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นโรคนี้หรือไม่ หากผลออกมาชี้ชัดว่าคนไข้มีภาวะกล้ามเนื้อหูรูดไม่คลายตัว ก็จะทำการรักษาโรคได้อย่างตรงจุด

โดยจะใช้ขบวนการจำลองสถานการณ์นั่งห้องน้ำของคนไข้ ซึ่งการจำลองดังกล่าวเรียกว่า Biofeedback คนไข้จะเห็นวิธีการขับถ่ายของตน ที่จะแสดงออกมาเป็นกราฟ ขณะเบ่งหูรูดทวารหนัก ว่ามีการเบ่งถ่ายได้มากน้อยเพียงใด

ปัญหาท้องผูก ใครว่าเป็นปัญหาเล็กๆ,สุขภาพและกีฬา,Rabbit Today

“ระหว่างนั้นหมอก็จะอธิบายพร้อมกับการแนะนำให้คนไข้เบ่งถ่ายให้ถูกต้อง มีการดูกราฟให้เห็นว่าหูรูดเกร็งตัวเป็นอย่างไร และจะทำให้คลายตัวได้อย่างไร เบ่งให้ถูกวิธีทำอย่างไร ซึ่งกราฟจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถูกต้อง ในการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง ใช้ระยะเวลาในการรักษา 3-5 ครั้ง จนคนไข้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถูกต้องตามปกติ” คุณหมออธิบายให้ฟัง

โรคดังกล่าวนี้สามารถรักษาให้หายได้ เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง และเกิดเป็นความเคยชินที่ดี โรคนี้เป็นกันมานาน แต่ในอดีตไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีการตรวจเช็กโรคนี้ได้อย่างตรงจุด ก็รักษากันไปตามอาการ เช่น กินยาระบาย ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และจะทำให้เกิดโรคลำไส้ติดยาซึ่งไม่ดีกับร่างกาย ดังนั้น ควรรักษาให้ตรงจุดที่ต้นเหตุของอาการจะดีกว่า

คุณหมอทิ้งท้ายว่า หากคนเราเข้าห้องน้ำและโฟกัสไปที่การเบ่งถ่าย โดยไม่สนใจกิจกรรมอื่นใด ตั้งใจไปที่การเบ่งถ่ายอย่างที่ควรจะเป็น ก็จะช่วยให้การถ่ายเป็นไปอย่างสะดวกราบรื่น เมื่อรู้สึกว่าปวดถ่ายก็เข้าห้องน้ำและตั้งใจเบ่งถ่ายเพียงอย่างเดียว หูรูดทวารหนักก็จะทำงานไปตามกลไกอย่างที่ควรจะเป็น และประสบความสำเร็จในการถ่ายอุจจาระ คือเมื่อรู้สึกปวดก็ถ่ายเลย

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนได้ด้วยหลัก 3 อ.คือ

1. อาหารการกิน เน้นกินผักผลไม้สด กินอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำเยอะๆ

2. ออกกำลังกาย ให้เกิดกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวเยอะๆ เพื่อให้ลำไส้มีการขยับตัวที่ดีขึ้น

3. อุปนิสัย ปรับเปลี่ยนการขับถ่าย ไม่นำหนังสือหรือมือถือเข้าไปเล่นในห้องน้ำ เมื่อปวดถ่ายก็ให้โฟกัสกับการถ่ายอย่างจริงจัง

เมื่อสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคดังกล่าว ควรแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง หรือไปพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายขาดจะดีที่สุด เนื่องจากหากปล่อยให้เป็นโรคนี้เรื้อรังจะไม่ส่งผลดีกับร่างกาย เพราะหากอุจฉาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้นานๆ จะทำให้เป็นโรคอื่นๆ ตามมาได้ในอนาคต

ข้อมูล : รพ.เวชธานี



Advertising