สุขภาพและกีฬา

Eco-iconic Lifestyle เขียวไม่ใช่แค่ Avocado Fitness

Published 28 ม.ค. 2019

By นันทขว้าง สิรสุนทร

Eco-iconic-Lifestyle-health-and-sport-Rabbit-Today-banner

เคยสังเกตไหมว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คุณเห็น ‘สีเขียว’ บ่อยครั้ง มากกว่าสีอื่นๆ อันนี้หมายถึงตั้งแต่ตื่นนอน เข้าห้องน้ำ ไปจนถึงเดินทาง และทำงาน ไปจบที่เตียงนอนที่บ้าน

และเคยรู้สึกไหมว่า Green Color อีกเช่นกัน ที่ปรากฏตัว ปรากฏสี อยู่ตามสถานที่ทั่วไป อาทิ โลโก้ยิ้มใบไม้ของเอไอเอส, รถสีเขียว, เสื้อทีมกีฬาสีเขียว, ร้านอาหารและจานสีเขียว ดอกไม้ให้สาวที่มีสีเขียวมากขึ้น หรือล่าสุดยิมสีเขียว แก้วน้ำสีเขียว

ไม่ต้องเถียงกันแล้วว่า เขียวทำงานอะไรกับ ‘จิตใจคน’ เพราะเขียวนอกจากจะทำให้มนุษย์รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังทำให้คนคิดไปว่า พวกเขาได้มีส่วนช่วยโลกให้ประคับประคองสิ่งแวดล้อมไว้ เท่าที่จะสามารถทำได้ นักการตลาดถึงบอกว่า ปีนี้ Avocado Pub หรือ Avocado Fitness ถึงเกิดขึ้นในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ และมักมีสาวๆ สนใจมากกว่าหนุ่มๆ

ในฮอลลีวู้ดก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น บางคนดูหนังบางเรื่องแล้วเห็น ทอม แฮงค์ ทาบ้านสีเขียวและตั้งอยู่ในละแวกร่มรื่นแบบที่อยู่อาศัยในอลาบามาคล้ายๆ เรื่อง Notting Hill ที่ก็มีเขียว…และก็ไม่ต้องแปลกใจหากจะเห็นป้ายโฆษณาครีมยี่ห้อหนึ่งตรงทางลงรถไฟฟ้าสยามฯ ที่ทาบทาด้วยสีเขียวธรรมชาติ 

หรือถ้าไปเห็น เคียร่า ไนท์ลีย์ ขับรถสีเขียวๆ และเผลอพูดว่า พาหนะคันนั้นช่วยดูแลรักษาโลก ก็ให้มองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกระจกด้านบนของ True ที่สยาม ก็ยังถูกแต่งให้เป็นสีเขียวไปทั้งบานของตึก…หรือหาก จัสติน บีเบอร์ หรือ เดวิด เบ็คแฮม จะลุกขึ้นมาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าสีเขียวในชีวิตประจำวัน ก็ขอให้มองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าเซเลบฯ บ้านเราเองหลายคน ก็เริ่มๆ จะมีไลฟ์สไตล์ที่แสดงออกเกี่ยวกับสีเขียวมาพักใหญ่แล้ว

ครับ, ‘วัฒนธรรมสีเขียว’ ไม่ได้กลายเป็นเพียงเทรนด์อีกครั้ง แต่มันกลายเป็นกระแสรุนแรง และกลายเป็นวิธีการนิยมทางด้านการตลาด จนถึงการแสดงออกทางวัฒนธรรมทั้งหลาย จนราวกับว่า ตอนนี้อะไรๆ ก็ต้องกลับมาสะท้อนถึงสีเขียว ไม่ว่ามันจะเป็นศิลปะ การตลาด หรือธุรกิจ 

นี่เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่วิเคราะห์ได้ทางหนึ่งว่า ทำไม New Hollywood จึงพยายามจะร่วมสมัยด้วยกระแสสีเขียว ที่เหมือนกับว่ามันได้ผ่อนแรง ตายลงไปแล้ว สตูดิโอยุคใหม่พยายามจะไม่มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ฝ่ายการตลาดบางบริษัทเสนอว่า โปสเตอร์ของหนังควรจะมีสีเขียวแทรกแปะอยู่ หรือไม่ก็ใช้พื้นสีเขียวอ่อนไปเลย ขณะเดียวกันถ้าหนังมันเอื้ออยู่บ้าง ก็สามารถใช้ Tagline ในการบอกกล่าว และอิงกับสีเขียว

ฉะนั้นถ้าหนังในปลายปีนี้ มีแต่เรื่องของวัฒนธรรมสีเขียว คนดูก็คงไม่ต้องแปลกใจ เพราะตอนนี้สินค้า ‘ทุกหมวด’ ต่างก็มีสีที่ว่านี้เต็มไปหมด เหมือนกับชีวิตประจำวันที่เล่าตอนต้นนั่นเอง ถ้าเรามีสายตาสังเกตสังกา เราจะเห็นว่าแค่ขึ้นรถไฟฟ้าไปที่ไหนสักแห่ง คือพบแต่โฆษณาสีเขียวเต็มไปหมด ยังไม่นับเปิดหนังสือพิมพ์ ก็จะมีพรินต์แอดฯ ที่มีแต่สีเขียวอยู่อย่างรู้สึกได้

จำได้ไหมว่าในหนังเรื่อง No Strings Attached นั้น มีฉากเรื่องการใช้รถของตัวละครที่บอกว่า เขาช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะรถรุ่นนั้นดูแลธรรมชาติไปด้วยจากการไม่ใช่เชื้อเพลิง ที่ทำลายโลก การที่อะไรๆ ก็ต้องมีสีเขียว ทั้งภาพยนตร์และการโฆษณานั้น ก็เพราะมันเป็นกลยุทธ์ของการใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วย เมื่อคนเห็นสีเขียวแล้ว ก็จะรู้สึกไปเองว่าพวกเขากำลังช่วยดูแลโลกทางอ้อม มันเป็น Generic ของการใช้ความรู้สึกคนมาเชื่อมต่อนั่นเอง อาจเป็นทั้งจงใจและไม่เจตนา 

แต่หนังหลายเรื่องก็เคยใช้สีเขียวที่สะท้อนความรู้สึกนี้ในหนัง ผู้กำกับฯ เฮอร์ จินโฮ จากเกาหลี เคยมานั่งกินข้าวกับผมแถวโรงแรมปากซอยสุขุมวิท 24 ยอมรับเองว่า การใช้สีเขียวใน One Fine Spring Day ทำให้คนรู้สึกถึงธรรมชาติที่สะอาด อันรองรับความรู้สึกรักใคร่ของพระเอกกับนางเอกรุ่นพี่ หรือทีมงานของหนังดีๆ อย่าง Great Expectations ก็บอกว่า การใช้สีเขียวในตัวโปสเตอร์หนังปีที่ออกฉาย ต้องการให้คนดูเชื่อมโยงตัวเองกับโลกอีกโลกหนึ่ง ที่สะอาดและน่าค้นหา ถึงขนาดที่ว่า แม้หนังจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในด้านตัวเงิน แต่มันเป็นหนังที่ทุกคนแทบจะจดจำได้เพราะสีเขียวของโปสเตอร์นั่นเอง

มีหนังอีกหลายเรื่อง ที่เหมือนเป็นเนื้อคู่ของสีเขียว โดยที่ตอนคิดอาจจะไม่ได้นึกยาวไกลถึงเรื่องรักษ์โลก ดูแลโลกอะไรแบบการตลาดทุกวันนี้ เช่น Where is My Friend’s Home ของอิหร่าน หรือ Happy Together ของหว่อง คาร์-ไว กระทั่งการ์ตูนชั้นดีอย่าง Totoro ของจิบลิสตูดิโอจากญี่ปุ่น น่าสนใจว่าการที่หนังยุคนี้หรือการตลาดยุคทวิตเตอร์ หันมาแปะ ทาสีเขียวนั้น มันเข้ากันกับนโยบายการเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่มุ่งการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ มุ่งประเด็นสำคัญไปที่ลูกค้าผู้ห่วงใยสิ่งแวดล้อม และไม่ใช่แค่ลูกค้ากลุ่มนักอนุรักษ์และบุคคลมีชื่อเสียง แต่รวมทั้งกลุ่ม ‘ชนชั้นกลาง’ ซึ่งกินพื้นที่ของโลกไปไม่น้อยทีเดียว

แน่นอนละว่า แนวทางแบบนี้ มันก็เป็นเทรนด์ของสิ่งที่เรียกว่า Eco-iconic ที่แยกแยะเอาสินค้าแต่ละหมวดออกไป ทำการตลาดกับสีเขียวและความรู้สึกรักษ์โลก มีคนให้คำนิยามของ Eco-iconic ว่าหมายถึง สินค้าและบริการที่แสดงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เป็นสัญลักษณ์ของเครื่องบ่งชี้และโครงสร้างที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ครอบครองสามารถอวดแสดงถึง ‘มาตรฐานความห่วงใยสิ่งแวดล้อม’ ของผู้ครอบครองสินค้าตัวนี้ 

หัวใจของ Eco-iconic คือ แผนการผกผัน (ความรู้สึกของผู้อื่น) เห็นได้ชัดจากผู้บริโภคจำนวนมากซึ่งกระหายจะโอ้อวดพฤติกรรมและการครอบครองทรัพยากรสีเขียว เพียงเพราะว่ามีผู้คนนับล้านที่ ‘ประทับใจ’ กับไลฟ์สไตล์สีเขียว หรือ Green Lifestyle จากคำนิยามข้างต้น Eco-iconic จึงไม่ได้หมายถึงสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด แต่พูดถึงสินค้าที่ ‘แสดง’ ลักษณะจำเพาะภายนอก หรือเรื่องราวที่แนบมาด้วย แล้วชวนให้นึกถึงภาพอันสวยงามว่าเจ้าสิ่งของชิ้นนี้ดีต่อธรรมชาติ หรือแม้แต่ปลุก ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ ของผู้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ โดยที่คุณสมบัติเหล่านี้จูงใจให้เจ้าของหรือผู้ใช้สินค้าเกิดการยอมรับจากชนชั้นเดียวกัน

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ 

ถ้าเราหันมองรอบตัวแล้วลองนับจำนวนสิ่งประดิษฐ์เคลือบ ‘สีเขียว’ ที่ถูกออกแบบ และจินตนาการมาตั้งแต่ครั้งอดีตเมื่อนานมาแล้ว หรือจะว่าไป มีมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่กระแสสิ่งแวดล้อมยังเป็นเพียงการประนีประนอม เครื่องใช้ทั้งหลายจึงต้องทำให้ดูธรรมดาที่สุด ดูปราศจากภาพลักษณ์ ‘เพื่อสิ่งแวดล้อม’ ให้มากที่สุด รวมทั้งการซ่อนคุณสมบัติที่ช่วยส่งเสริมให้สิ่งแวดล้อมยั่งยืนโดยมิให้ผู้บริโภครู้

อย่างไรก็ตาม เราอาจยังชี้แจงคำพูดที่ลอยมากระทบโสตประสาทบ่อยๆ ไม่ชัดเจนพอว่า ผู้บริโภคเป็นร้อยๆ ล้านคน ทั้งในหมู่คนจน พอมีฐานะ จนถึงผู้มีฐานะร่ำรวย ทั้งหมดนี้ไม่มีใครห่วงใยสิ่งแวดล้อมมากพอที่จะอุดหนุนสินค้าเหล่านั้น เหตุผลข้อแรกอาจเป็นเพราะเขาเหล่านั้นไม่มีเงินถุงเงินถังมากพอที่จะทุ่มเทกับการห่วงกังวลเรื่องปริมาณคาร์บอนในอากาศ พร้อมๆ กับการหาเงินจ่ายค่าผ่อนบ้านและค่าเล่าเรียนลูกหรือไม่ เขาเหล่านั้นก็คงเคยชินกับการใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อ 

ตั้งแต่การบริโภครถยนต์ SUV คันใหญ่ (SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle คือรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีพื้นที่สำหรับบรรทุกของและบรรทุกผู้โดยสารได้ด้วย) ในคฤหาสน์ขนาดพอๆ กับวัง ไปจนถึงการพักผ่อนแบบยกครอบครัว นั่งจรวดทัวร์รอบโลก สิ่งเดียวที่มีอิทธิพลพอจะชะลอการบริโภคพลังงานอย่างบ้าคลั่งของเหล่าบรรดาผู้มีฐานะได้คือ ราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ถึงกระนั้นผลสำรวจเหล่านี้ยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมของผู้คนที่ไม่เดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

แต่กับวงการหนังยุคใหม่ ที่ไม่ละทิ้งในการเกาะขี่กระแสเทรนด์นั้น เราต้องมาดูว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้น หรือมีการใช้จ่ายทางวัฒนธรรมในการดูหนังมากขึ้น และรักษ์โลกมากไปด้วยหรือเปล่า ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรคาดหวังมาก เพราะ Green Lifestyle ก็คือ Marketing อย่างหนึ่ง และอะไรที่มันเป็นการตลาด มันก็มาเพื่อจะไปและอยู่กับสังคมไม่นาน ส่วนผู้กำกับคนไหนจะเล่นกับสีเขียว คงต้องรบกวนให้ดูหน่อยว่า เนื้อหาของหนังมันเข้ากับเทรนด์และทางหรือเปล่า เพราะถ้าหุ่นยนต์ที่ต่อสู้กันใน Transformer กลายเป็นโลหะสีเขียว มันก็อาจกลายเป็นเรื่องตลกมากกว่ารักษ์โลก

แต่ถ้าเจมส์ บอนด์ จะเมกเลิฟกับสาว และแกะคอนดอมสีเขียวรสชาเย็น

มันก็อาจจะได้อยู่ (ฮา)


AUTHOR :

นันทขว้าง สิรสุนทร
นันทขว้าง สิรสุนทร
‘เกี๊ยง-นันทขว้าง สิรสุนทร’ เป็นทั้งนักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดังของเมืองไทย นอกจากทุกคนรู้จักเขาในฐานะกูรูวงการลูกหนัง Rabbit Today ยังเลิฟในมุมมองคนเมืองของเกี๊ยงด้วย ติดตามผลงานของเขาได้ในคอลัมน์สุขภาพและกีฬา

Advertising