สุขภาพและกีฬา

หูดับ หรือ โรคหูตึงเฉียบพลัน เป็นภาวะที่สูญเสียการได้ยินบกพร่องในทันที

Published 15 ต.ค. 2019

By Inthira Tookarrom

อยู่ดีๆ หูดับ! ได้ด้วยเหรอ

เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน จากหลายวันก่อนที่พี่เปิ้ล นาคร โพสต์ภาพข้อความผ่านอินสตาแกรมประกาศลางาน เพราะว่า ‘หูดับเฉียบพลัน’ ว่า "หูดับเฉียบพลันไม่ทราบสาเหตุ...คุณหมอบอกภายใน7 วันหากรักษาไม่หายหูก็จะไม่ได้ยินไปตลอดชีวิต ขออนุญาตหยุดทำการทุกสิ่ง 7 วัน นะครับทุกคน" พร้อมกับเขียนแคปชั่นเพิ่มเติมว่า "ใครรู้จักโรคนี้บ้าง...???....#อุปสรรคมีไว้พุ่งชน"

เปิ้ล นาคร หูดับเฉียบพลัน

หลังจากที่พี่เปิ้ลไปหาหมอ “หมอก็เลยสรุปว่าตอนนี้เราเกิดอาการหูดับเฉียบพลัน ถ้าเกิน 7 วันแล้วไม่หายหูของเราจะไม่ได้ยินตลอดชีวิต ดังนั้นผมต้องกินยาและห้ามทำอะไรทั้งสิ้นให้นอนอยู่กับบ้านเหมือนคนป่วย แต่ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด คุณหมอบอกว่ามีโอกาสหาย 50/50 หมอบอกว่ายังมันสรุปหาสาเหตุไม่ได้จริงๆ ว่าเกิดจากอะไร”

อาจเพราะว่า อาการหูดับนี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน เรามารู้จักโรคนี้กันให้มากขึ้นกันดีกว่า 

หูดับ หรือ หูตึงเฉียบพลัน!

หูดับ หรือ หูตึงเฉียบพลัน Sudden Sensorineural Hearing Loss คือ ภาวะที่มีการสูญเสียการได้ยินชนิดประสาทรับฟังเสียงบกพร่องที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ซึ่งพบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย มักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและวัยกลางคน

สาเหตุของการเกิดโรคหูดับเฉียบพลัน

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดอาการแต่เชื่อว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัส การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน การบวมน้ำของหูชั้นใน การมีรูรั่วของท่อหูชั้นใน แต่อาจเกิดจากสาเหตุที่เป็นอันตรายได้ เช่น เนื้องอกบริเวณประสาทหู หรือความผิดปกติของสมอง เป็นต้น

อาการหูดับที่พบบ่อย

  • สูญเสียการได้ยินเฉียบพลันและมักเป็นในหูข้างเดียว
  • อาจมีอาการเสียงดังรบกวนในหูข้างนั้น
  • มีอาการเวียนศีรษะร่วมด้วย

การตรวจวินิจฉัยโรคหูดับ

เมื่อผู้ป่วยรู้สึกมีอาการดังกล่าวข้างต้น และพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย แพทย์จะซักประวัติพร้อมตรวจร่างกาย และตรวจระดับการได้ยินขั้นต้นโดยเครื่องมือ Audiometer ในผู้ป่วยบางรายอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง หรือตรวจทางรังสี

แนวทางการรักษาโรคหูดับเฉียบพลัน

  1. ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ยารับประทาน เช่น ยาลดการอักเสบ ยาขยายหลอดเลือด วิตามิน หรือยาบรรเทาอาการเวียนศีรษะ เป็นต้น
  2. ให้ผู้ป่วยนอนพักที่บ้าน บางรายอาจจะต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  3. หลังจากนั้นแพทย์จะนัดตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะเพื่อประเมินผลการรักษาและติดตามผลการรักษาในระยะยาวต่อไป

ผู้ที่มีอาการ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ผู้เชียวชาญเฉพาะทางทันที เนื่องจากผู้ป่วยบางรายสามารถได้รับการได้ยินกลับคืนมาเหมือนปกติหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ในระยะแรกที่เริ่มอาการ

นอกจากนี้ยังมี “โรคหูดับ” (Sudden Hearing Loss SHL) คือการได้ยินเสียงน้อยลงหรือไม่ได้ยินเสียงเลย อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ถือเป็นภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างกะทันหัน

โรคหูดับ หมายถึง ระดับการได้ยินลดลงมากกว่า 70 เดซิเบล เป็นเวลานานเกินกว่า 72 ชั่วโมง แต่อาการจะปรากฏเด่นชัดในช่วง 2 – 3 ชั่วโมแรก รุนแรงมากน้อยต่างกัน และระดับเสียงที่ไม่ได้ยินอาจเป็นระดับเสียงที่ความดังเท่าใดก็ได้ อาการของโรคหูดับอาจเป็นเพียงแค่ชั่วคราวหรือเกิดขี้นได้อย่างถาวร

อาการของโรค

ผู้ป่วยหนึ่งในสามมักจะมีอาการหูดับในช่วงเช้า โดยเฉพาะหลังตื่นนอนใหม่ๆ และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ เวียนหัว อาเจียน บ้านหมุน และมีเสียงดังในหูร่วมด้วย

สาเหตุ

  1. โรคหูดับ หรือเส้นประสาทหูเสื่อม สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งพบมากถึงร้อยละ 60 โดยสามารถตรวจพบการเปลี่ยนแปลงทางน้ำเหลืองในปฏิบัติการ ไวรัสที่เป็นสาเหตุได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza type B) ซัยโตเมกาโลไวรัส (CMV) ไวรัสคางทูม (mumps) รูบิโอลา (rubeola) ไวรัสสุกใส - งูสวัด (varicella - zoster) ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะไปทำให้หูชั้นในอักเสบได้
  2. โรคหูดับเกิดจากการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อแบคทีเรีย สเตร็พค็อกคัสซูอิส ปนเปื้อนอยู่ เช่น ลาบดิบ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกที่ปรุงโดยใช้เลือดดิบ เป็นต้น
  3. โรคหูดับเกิดจากการได้ยินเสียงดังมากๆ ในทันที เช่น เสียงระเบิด เสียงฟ้าผ่า นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายเป็นโรคหูดับเพราะความเครียด ไม่ได้นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ อดหลับอดนอนเพราะโหมงานหนักมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหูดับได้เช่นกัน
  4. โรคหูดับเกิดจากการผิดปกติของเลือด เป็นโรคหลอดเลือด เช่น ความดันสูง การไหลเวียนกระแสโลหิตบกพร่อง หลอดเลือดอักเสบหรืออุดตัน การติดเชื้อไวรัสแบคทีเรีย การฉีกขาดของเยื่อปิดหน้าต่างของหูชั้นในซึ่งเกิดจากการไอ จามรุนแรง การผ่าตัดหู หรือความผิดปกติทางฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์ จากการผิดปกติของการเผาผลาญ เช่น โรคเบาหวาน รวมทั้งการได้รับแรงกระทบกระแทกของศีรษะ เป็นต้น

เอาเป็นว่า ถ้าเกิดอาการไม่ได้ยิน หรือการได้ยินผิดปกติ ให้รีบไปหาหมอทันทีแบบด่วนๆ อย่าทิ้งไว้นาน หรือพยายามรักษาเอง เพราะอาการจะยิ่งรุนแรงและเป็นอันตรายได้ 

Cr: โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

Photo: IG ple_nakorn



Advertising