สุขภาพและกีฬา

แร่ใยหินที่ปนเปื้อนมากับแป้งฝุ่น เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งได้จร้าาา

Published 17 ต.ค. 2019

By สุชา

แป้งฝุ่น เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

นิตยสาร Time นำเสนอบทความเกี่ยวกับแป้งฝุ่น โดยเฉพาะแป้งเด็กที่กลิ่นและเนื้อสัมผัสดูอ่อนโยน เป็นมิตร แต่หารู้ไม่ว่ากลับแฝงไว้ด้วยภัยสารปนเปื้อนอันอาจก่อให้เกิดมะเร็งร้าย

ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าแป้งปนเปื้อนสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ และมันไม่จบเพียงเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นกระสุนนัดสำคัญในการต่อสู้คดีอันยืดเยื้อในศาล หากนักวิจัยยินดีที่จะเป็นพยานหลังการเผยแพร่ว่ามะเร็งร้ายเกิดได้จากการสัมผัสแร่ใยหินที่ปนเปื้อนอยู่ในแป้งฝุ่น เพราะหลักฐานนี้จะมีน้ำหนักมากและเพียงพอในการต่อสู้ของโจทก์

กรณีศึกษาผู้ป่วย 33 คน ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และอาชีวอนามัย พบว่าการสัมผัสกับแป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของแร่ใยหินนั้นทำให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอด ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การค้นพบสำคัญทางวิทยาศาสตร์ แต่มันกำลังจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับหลายพันคดีฟ้องร้องผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นเด็กที่รกเรื้ออยู่ในศาล

“ปกติแล้วเป็นเรื่องยากมากที่จะพิสูจน์ว่าอะไรเป็นสาเหตุการเกิดโรค” สตีฟโกลด์--ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายซึ่งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสารพิษและสารอันตรายกล่าว “หากแพทย์และนักวิจัยที่น่าเชื่อถือยินดีเป็นพยาน และเผยแพร่งานวิจัยชิ้นนี้ที่ว่ามะเร็งเกิดได้จากการสัมผัสแร่ใยหินจากแป้งฝุ่น มันจะมีพลังมาก”

แร่ใยหินเป็นกลุ่มของแร่ธาตุเส้นใยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และถือเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยองค์การอนามัยโลกและกลุ่มสาธารณสุขอื่นๆ พบการเชื่อมโยงของมันกับโรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด มะเร็งรังไข่ และมะเร็งปอด 

ส่วนใหญ่เรามักพบแร่ใยหินในวัสดุก่อสร้าง ฉนวน หรือชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ที่ใกล้ตัวกว่า แถมยังถูกใช้อยู่ในชีวิตประจำวันก็คือแป้งฝุ่นโรยตัว รวมถึงแป้งแต่งหน้า และเครื่องสำอางที่ใช้กับใบหน้า ในปี 1970 หรือกว่า 40 ปีมาแล้ว ผู้ผลิตได้ให้คำมั่นว่าจะใช้แป้งที่ปราศจากแร่ใยหิน กับมีข้อบังคับเล็กๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันก็ยังคงพบสารปนเปื้อนแร่ใยหินในแป้งฝุ่น โดยเฉพาะแป้งเด็ก

ตามเนื้อข่าวบอกว่าบริษัทผลิตแป้งเด็กชื่อดังเองก็รู้ตัวมานานหลายทศวรรษแล้วด้วยนะ ว่าในแป้งของตัวเองมีแร่ใยหินปนเปื้อน แต่ไม่ได้รายงานข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล 

ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตแป้งฝุ่นเด็กมีคดีคั่งค้างอยู่ในห้องพิจารณาคดีนานหลายปี ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปีก่อน คณะลูกขุนสั่งให้บริษัทแป้งฝุ่นสำหรับเด็กดังกล่าวจ่ายค่าเสียหายมากกว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับกลุ่มผู้หญิงที่อ้างว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัททำให้พวกเธอเป็นมะเร็งรังไข่ และในปี 2559 ก็ได้รับคำสั่งให้จ่ายเงิน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับผู้หญิงที่กล่าวว่าแป้งเด็กมีส่วนทำให้เธอเป็นมะเร็งรังไข่เช่นกัน

ปี 2560 ศาลประจำรัฐเซนต์หลุยส์ มีคำตัดสินให้บริษัทที่ผลิตแป้งเด็กรายนี้ จ่ายเงินค่าชดเชยกว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แก่นางโลอิส สเลมป์ หญิงอเมริกันวัย 62 ปี จากรัฐมิสซูรี หลังฟ้องร้องว่าแป้งเด็กของบริษัทดังกล่าวเป็นสาเหตุทำให้เธอป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ หลังจากใช้แป้งนี้มานานติดต่อกันถึง 40 ปี

ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่า ทางบริษัทมีความผิดที่ไม่ได้แจ้งเตือนผู้บริโภคถึงความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอ โดยก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าสารทัลค์ (Talc) ในแป้ง ซึ่งทำมาจากแร่ใยหินชนิดหนึ่ง อาจทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงความเชื่อมโยงกันดังกล่าว  

“บริษัทเราเห็นอกเห็นใจกับทุกคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง และเราเข้าใจผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขา ที่กำลังมองหาคำตอบ หรือข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจน ทว่าผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของเราไม่มีแร่ใยหิน และไม่ก่อให้เกิดมะเร็งตามที่ปรากฏตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มานานมากกว่า 40 ปีก่อน” นี่คือคำแถลงของบริษัทแป้งเด็กที่ตกเป็นจำเลย

หนังสือพิมพ์ Moline รายงานถึงกรณีศึกษาผู้ป่วยมะเร็ง จาก 33 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งยืนยันว่าเป็นมะเร็งเยื่อหุ้มปอด พบว่าพวกเธอมีการสัมผัสกับแร่ใยหิน ซึ่งสัมผัสเพียงอย่างเดียวของพวกเธอคือการใช้แป้งฝุ่นยี่ห้อนี้ โดย 6 คน ได้รับการทดสอบเนื้อเยื่อและพบว่ามีเส้นใยสอดคล้องกับชนิดของแร่ใยหินที่พบในแป้ง ซึ่งพวกเธอใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแป้งฝุ่นทุกวันเป็นเวลานานนับทศวรรษ

ดูเหมือนทุกสิ่งจะบ่งชี้ไปที่แป้งฝุ่น ทว่าเรื่องคดีความคงต้องว่ากันในชั้นศาล แต่ที่อยากร้องเตือนไว้ ณ ที่นี้คือ อะไรก็ตามที่คุณใช้และสัมผัสกับร่างกาย จำเป็นต้องระวัง! และถ้ามีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัย เราไม่แนะนำให้คุณใช้แป้งฝุ่น



Advertising