สุขภาพและกีฬา

The Wenger Revolution ในสายตา ‘เฟอร์กี้’

Published 17 ธ.ค. 2018

By นันทขว้าง สิรสุนทร

The-Wenger-Revolution-health-and-sport-Rabbit-Today-banner

ปลายปีนี้ หนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะขายดี หรืออย่างน้อยก็เป็น Pocket Book เกี่ยวกับวงการฟุตบอลที่น่าจะมีคนสนใจเก็บเล่มหนึ่งก็คือ The Wenger Revolution ที่ผมไปเจอในร้านคิโนะฯ พารากอน เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 

เหตุที่น่าจะขายดีเพราะว่า เวนเกอร์ได้ลาออกไปจากอาร์เซนอล โดยทิ้งประวัติศาสตร์ที่สุดยอดเอาไว้บางอย่าง เช่น แชมป์ที่ไร้พ่ายในฤดูกาล 2004, การเป็นดับเบิลแชมป์ถึง 2 ครั้ง รวมทั้งการสร้างทีมที่ว่ากันว่า เล่นได้สวยงามที่สุดในพรีเมียร์ลีก 26 ปี

แน่นอน หนังสือเล่มนี้ที่เขียนโดย เอมี ลอว์เรนซ์ มีการพูดถึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คู่ปรับที่ภายหลังกลายมาเป็นเพื่อน เพราะเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เฟอร์กี้เป็นคนมอบของที่ระลึกให้เกียรติในสนามของแมนฯ ยูฯ สร้างความประทับใจไปทั่ว

อสูรเฒ่าอย่างเฟอร์กี้พูดถึงเวนเกอร์หลายอย่างเหมือนกันตอนที่เขาออกหนังสือเล่มรีไทร์เอาไว้ เช่น 

1. คนเราเวลาอยู่ในสนามรบย่อมไม่เหมือนเวลาอยู่ในโบสถ์ นอกเกมการแข่งขัน อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นคนที่เจ๋งคนหนึ่ง อยู่ด้วยแล้วสนุก คุยได้สารพัดเรื่อง ผมกับเขาคุยกันได้ทั้งเรื่องไวน์ เรื่องอื่นๆ ในชีวิต เวลาร่วมประชุมยูฟ่า เวนเกอร์ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยผู้จัดการทีมคนอื่น เขาเป็นสมาชิกที่มีมโนธรรมคนหนึ่งในวิชาชีพผู้จัดการทีม แต่ถ้าเป็นวันแข่งและเรื่องทีมของเขาละก็ เขาจะกลายเป็นคนละคนทันที

เฟอร์กี้บอกว่า "ผมรู้สึกอยู่เสมอว่าผมเข้าใจอาร์แซน เข้าใจว่าทำไมเขาจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันทีที่เสียงนกหวีดจบการแข่งขันดังขึ้น ผมเองก็เป็นอย่างนั้นอยู่บ้างเหมือนกัน เราเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ เกลียดความพ่ายแพ้อย่างสุดหัวใจ”

“ครั้งที่ผมพาทีมเราไปแพ้ทีมเรธ โรเวอร์ส ในช่วงแรกที่เข้าไปคุมทีมเซนต์ เมียร์เรน (พวกนั้นเล่นงานเราเสียอ่วม) ผมไม่ยอมจับมือกับเบอร์ตี แพตตัน ผู้จัดการทีมเรธ โรเวอร์ส ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนสนิทและผู้สมรู้ร่วมคิดสมัยที่ผมเล่นให้ทีมดันเฟิร์มลิน เบอร์ตีวิ่งตามมาต่อว่า นั่นแหละ บางทีคนเราก็ต้องได้บทเรียนว่าตัวเองทำผิด และวันนั้นผมก็เป็นฝ่ายผิดจริงๆ มันเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ ว่าชีวิตคนเราไม่ได้มีแต่ฟุตบอล ถ้าทำตัวแบบนั้นก็เท่ากับเป็นคนใจแคบ ไม่มีศักดิ์ศรี”

“และในที่สุด ผมกับอาร์แซนก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เราต่างรอดชีวิตมาด้วยกัน และนับถือความพยายามของอีกฝ่ายหนึ่งที่จะทำเกมฟุตบอลให้ดี แต่หลายปีมานี้เราขัดแย้งกันหลายครั้ง กระสุนนัดแรกที่เปิดศึกระหว่างเราคือ อาร์แซนออกมาบ่นที่ผมโวยเรื่องโปรแกรมการแข่ง บ่นเรื่องคนอื่นบ่นก็มีด้วยแฮะ ผมโต้กลับอย่างตั้งใจเหน็บว่า ‘เขาเพิ่งมาจากญี่ปุ่น จะไปรู้เรื่องอะไร’ ซึ่งเป็นความจริง"

The Wenger Revolution ในสายตา ‘เฟอร์กี้’,สุขภาพ,Rabbit Today

2. เฟอร์กี้เล่าว่า ครั้งแรกที่อาร์เซนอลภายใต้การคุมทีมของเขามาเยือนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อาร์แซนเข้ามาหาเขาที่ห้องทำงาน

"ความสัมพันธ์ของเราในตอนแรกก็ดีอยู่ แต่มาเริ่มมีปัญหาเมื่อนักเตะชุดเก่งของเขาแพ้ เขาทำใจยอมรับความบกพร่องของทีมไม่ค่อยได้ และหาทางโยนความผิดให้คู่ต่อสู้ด้วยการโทษว่าอีกฝ่ายเล่นถึงลูกถึงคน เขาไม่อยากรับว่าฝ่ายตรงข้ามอาจใช้วิธีเล่นแรงกับลูกทีมของเขา บางครั้งก็เหมาเอาว่าการเข้าสกัดลูกก็เป็นการเล่นแรงด้วย เขาคิดอยู่อย่างเดียวว่าไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่ควรเข้าไปสกัดเด็กของเขา”

“ผมได้เห็นนักเตะชุดดีที่สุดของเขาหลายชุดและรู้สึกตื่นเต้นมาก ผมชอบดูทีมของอาร์แซนเล่นเสมอ การลงเตะกับทีมเขาเป็นความท้าทายพิเศษที่ผมต้องใช้เวลาขบคิดหลายต่อหลายชั่วโมง ผมรู้ว่าต้องดูทุกอย่างที่อาร์เซนอลทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนเสมอ เพราะทีมเขาสร้างอันตรายให้เราได้ทั่วสนาม เชลซีก็สร้างปัญหาเหมือนกันแต่เป็นปัญหาคนละแบบ นักเตะเชลซีมีประสบการณ์สูง รู้กลเม็ดทุกอย่างที่มีอยู่ในตำรา แต่อาร์เซนอลเป็นทีมที่เล่นอย่างถูกต้อง"

3. ช่วงปีแรกๆ ที่อาร์แซนเข้ามาคุมทีม อาร์เซนอลมีประวัติเป็นทีมที่มีวินัยแย่ที่สุดทีมหนึ่ง แต่คงตราหน้าพวกเขาว่าเป็นนักเตะที่เล่นสกปรกหรือเป็นทีมที่ชอบเล่นตุกติกไม่ได้ สตีฟ โบลด์ กับโทนี่ อดัมส์ ได้ชื่อว่าเตะหนัก ใครๆ ก็รู้ ชอบเสียบจากข้างหลัง แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ทีมของอาร์แซนไม่เคยเล่นสกปรก ใช้คำว่าวูบวาบและกร่างน่าจะเหมาะกว่า

“ผมพูดถึงโบลด์กับอดัมส์ไปแล้ว 2 คนนั่นเป็นนักเตะที่ชอบปะทะ หลังจากนั้นอาร์เซนอลก็ซื้อปาทริก วิเอรา คู่แข่งคนสำคัญที่วิ่งไปมาได้เร็วมาก ไนเจล วินเทอร์เบิร์น ก็น่ารำคาญตรงที่คอยตอดนิดตอดหน่อยอยู่เรื่อย เอียน ไรต์ ศูนย์หน้าดาวยิงตัวเด่นของทีมก็เล่นแสบไม่เบาเหมือนกันในช่วงแรกๆ

“ปี 2010 จู่ๆ อาร์แซนก็ออกมาวิจารณ์พอล สโคลส์ บอกนักข่าวว่าสโคลส์มี ‘ด้านมืด’ ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องมาวิจารณ์นักเตะของผม เราไม่มีโปรแกรมลงเตะกับอาร์เซนอลในสัปดาห์นั้น และทีมเราก็ไม่เคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันมาก่อน ตอนนั้น พอล สโคลส์ ได้แชมป์พรีเมียร์ลีกกับเรามาแล้ว 10 ครั้งและแชมเปียนส์ลีกด้วย แล้วอยู่ดีๆ อาร์แซนก็ออกมาพูดเรื่อง ‘ด้านมืด’ ของเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มึนไหมล่ะ”

The Wenger Revolution ในสายตา ‘เฟอร์กี้’,สุขภาพ,Rabbit Today

4. “ผมจำเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ร่ำลือกันจนเป็นตำนานได้ว่า เริ่มจาก รุด ฟาน นิสเตลรอย เข้ามาบ่นในห้องแต่งตัวว่า เวนเกอร์ว่าเขาขณะที่เขากำลังเดินออกจากสนาม ผมออกไปต่อว่าอาร์แซนทันที ‘อย่ามายุ่งกับลูกทีมผม’ เขาหาเรื่องเพราะโมโหที่ทีมตัวเองแพ้ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขามีพฤติกรรมชอบหาเรื่อง

‘กลับไปดูทีมตัวเองซะไป’ ผมบอกเขา อาร์แซนโกรธหน้าดำหน้าแดง กำหมัดแน่น ผมคุมอารมณ์ตัวเองได้และรู้ตัวด้วย อาร์แซนมีเรื่องคาใจกับฟาน นิสเตลรอย เขาบอกเองว่าเคยมีโอกาสจะเซ็นสัญญาซื้อตัวรุดมา แต่ในที่สุดก็ไม่ซื้อเพราะเห็นว่ารุดไม่ดีพอที่จะเล่นให้อาร์เซนอล ผมเห็นด้วยว่า ฟาน นิสเตลรอย อาจไม่เก่งถึงขั้นเป็นนักเตะชั้นเลิศ แต่เขาก็เป็นดาวซัลโวชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง… 

“มารู้ตัวอีกที เนื้อตัวก็เลอะไปด้วยพิซซ่าเสียแล้ว…เราตั้งอาหารในห้องแต่งตัวทีมเยือนหลังการเล่นทุกนัด มีพิซซ่า ไก่ สโมสรอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้ แต่อาหารที่อาร์เซนอลเยี่ยมที่สุด มีคนบอกว่า เชส ฟาเบรกาส เป็นคนขว้างพิซซ่าใส่ผม แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นตัวการ

“ทางเดินหน้าห้องแต่งตัวกลายเป็นที่ชุมนุมม็อบ อาร์เซนอลลงสนามเพื่อรักษาสถิติเล่น 49 นัดโดยไม่แพ้ใคร และตั้งความหวังว่าจะทำสถิติไม่แพ้เลย 50 นัดในถิ่นเรา ผมว่าความพ่ายแพ้ในนัดนั้นทำให้สมองของอาร์แซนปั่นป่วน” 

5. “เหตุการณ์วันนั้นทำให้เราแตกคอกันอย่างไม่ต้องสงสัย แถมรอยร้าวยังบาดลึกไปถึงแพต ไรซ์ ที่ไม่มาดื่มตอนท้ายเกมกับผมอีกเลย บาดแผลครั้งนั้นไม่จางหายไปจนกระทั่งการแข่งแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศในปี 2009 ซึ่งอาร์แซนเชิญพวกเราไปที่ห้องเขาหลังจบเกมเพื่อแสดงความยินดีกับเรา ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ในนัดที่เราพบกันอีกครั้งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อาร์แซนกับแพตแวะมาหาผมครู่หนึ่ง

“ผมมีสูตรสำเร็จสำหรับรับมือความพ่ายแพ้ หลังจากพูดกับลูกทีมในห้องแต่งตัวเสร็จแล้ว ก่อนจะก้าวออกไปเจอนักข่าว เจอกล้องโทรทัศน์ และคุยกับผู้จัดการทีมฝ่ายตรงข้าม ผมจะบอกตัวเองเสมอว่า ‘ลืมมันซะเถอะ เกมจบแล้ว’ ผมทำอย่างนี้เป็นประจำ”



Advertising