สุขภาพและกีฬา

‘โรคโจ๊กเกอร์’ ภัยหลอนใกล้ตัว ต้นเหตุทำ ‘โจ๊กเกอร์’ คลั่ง

Published 8 ต.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

‘โรคโจ๊กเกอร์’ ภัยหลอนใกล้ตัว

นาทีนี้หนังที่ ‘ควร’ และ ‘ไม่ควร’ รีบไปดูในเวลาเดียวกัน คงหนีไม่พ้น ‘โจ๊กเกอร์’ (Joker) ภาคล่าสุดที่ได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง ‘วาคีน ฟีนิกซ์’ บุรุษที่สวมบทบาทแบบทุ่มสุดตัวทั้งลดน้ำหนักและเรียนรู้การเป็นคนโรคบ้าแอบจิตได้แบบสมจริงสุดๆ

แม้ภาพเดิมๆ ของโจ๊กเกอร์ จะอยู่คู่กับการป่วนประสาทและต่อกรกับ ‘แบทแมน’ ฮีโร่ขวัญใจคนทั่วโลกได้อย่างเมามันในทุกภาค ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอาชญากรที่ทั้งโคตรจิตและโคตรเฉียบแหลมในไวพริบ (เล่ห์กล) 

ภาพยนต์เรื่องโจ๊กเกอร์เวอร์ชั่นล่าสุด ที่กำกับโดย ‘ท็อดด์ ฟิลลิปส์’ อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สายแอคชั่นที่มีแบทแมนมาทำให้ฉากจบดูแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความมนุษย์หนึ่งคนที่วนเวียนกับ ‘อาการป่วยทางจิต’ แบบเรียลๆ ที่หากไม่ได้รับการแก้ไข ก็พร้อมจะเข้าสู่การเป็นอาชญากรสุดคลั่งและบ้าบิ่นที่น่ากลัวต่อสังคมได้เลยทีเดียว 

ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว หลายๆ คนคงจะติดภาพ ‘เสียงหัวเราะชวนหลอน’ ที่มาจากภาวะควบคุมการหัวเราะไม่ได้ของโจ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นโรคทางการแพทย์ที่เรียกกันว่า ‘Pseudobulbar affect’ (PBA) หรือ ‘ภาวะควบคุมการหัวเราะไม่ได้’ 

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ดูน่าสนใจและเป็นเรื่องที่น่าคิดตาม คือ อันตรายจาก ‘โรคโจ๊กเกอร์’ นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเสียงหัวเราะ แต่เป็นเรื่องของการสร้าง ‘ภาพหลอน’ หรือ ‘โลกมายาคติ’ ที่เกิดขึ้นมาจากหลายๆ ปัจจัย ทั้งการกระทบกระเทือนทางสมอง และภาวะทางจิตบางอย่างที่ต่อยอดไปสู่ความคิดน่ากลัวที่สุดโต่ง

ความหมายของ ภาพหลอน ( Visual hallucination ) ถ้าสรุปได้ชัดที่สุด คือ การเห็นบุคคลของคนหนึ่งคน แต่คนรอบข้างไม่ได้เห็นบุคคลนั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งของ สิ่งแปลกประหลาด หรือแม้แต่การเห็นสิ่งของมีรูปร่างผิดแปลกไป ได้ยิน และพบเห็นสิ่งเคลื่อนไหวได้แค่ตัวเองคนเดียว บางคนคิดไปถึงขั้นคิดว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตกับใครสักคนอยู่ แบบที่โจ๊กเกอร์เป็น อะไรทำนองนี้ (เลยขอเรียกว่ามายาคติ)

แม้การเห็นภาพหลอนไม่ใช่อาการป่วยที่รุนแรงตามหลักการทางการแพท์ แต่ผู้ที่มีอาการหลอนเหล่านี้ ก็ควรจะรีบไปพบจิตแพทย์ โดยแพทย์จะให้กินยาต่อเนื่องเพื่อป้องกันอาการกำเริบซ้ำ พร้อมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะยังประคองความสามารถเดิมของผู้ป่วยในการทำกิจกรรมประจำวันได้เหมือนเดิม 

แต่ถ้าปล่อยไว้ มันก็จะเหมือน ‘โจ๊กเกอร์’ ในหนังที่มีวิวัฒนาการทางความคิดไปตามสภาพแวดล้อมที่ยั่วยุ ซึ่งในกรณีของโจ๊กเกอร์นั้นถูกกดันจากสังคม กลั่นแกล้ง ดูถูก จนพัฒนาไปสู่อาการคลุ้มคลั่ง เอะเอะเกรี้ยวกราด ยิ้มหัวเราะคนเดียว สร้างบุคลิกภาพใหม่ เพื่อให้คนทั่วไปยอมรับ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และร้ายสุดก็สามารถก่อเหตุสะเทือนขวัญได้ด้วย

สาเหตุของอาการเหล่านี้ มาได้หลายทาง ทั้งจากกรรมพันธุ์ ความกดดัน ความเครียด อุบัติเหตุทางสมอง และจากสารเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า เหล้า แต่ทั้งหมดทั้งมวล มันคืออาการที่ ‘สมอง’ เกิดความผิดปกติ

อ้อ!! อาการภาพหลอนนี่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนมองเห็นเท่านั้นด้วยนะ แต่ยังเกิดขึ้นกับคนที่มองไม่เห็นหรือคนตาบอดได้อีกด้วย

โจ๊กเกอร์

10 วิธีหนีหลอน ห่างบ้า

บางคนอาจจะมองว่าเรื่องเหล่านี้ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่อย่าลืมว่าอะไรที่มันเกี่ยวกับ ‘สมอง’ โดยตรง ก็ควรต้องหาทางจัดการ ซึ่งจริงๆ แม้แต่คนที่ไม่เป็นอาการนี้ ก็ควรจะดูแลแต่เนิ่นๆ ด้วย

1. น้ำสะอาดคือสิ่งสำคัญ ส่วนประกอบของสมองมีน้ำอยู่มากถึง 85% เซลล์สมองเป็นส่วนที่ต้องการน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ไม่มีวันขาดน้ำได้เลย หากสมองได้รับน้ำไม่เพียงพอ เซลล์สมองก็เหี่ยว ของเหลวที่เป็นสาระสำคัญต่างๆ ก็หนืดข้นจนไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลกระทบให้สมองทำงานได้ช้าลงมาก จะกลายเป็นคนคิดอ่านช้า หรือไม่มีความคิด ไม่มีไอเดียในการทำงานต่างๆ จึงต้องดื่มน้ำสะอาดให้มากพอในแต่ละวัน

2. ไขมันก็จำเป็น นอกจากส่วนของน้ำแล้ว สมองก็ยังประกอบไปด้วยไขมัน เพราะหากจะมองดีๆ สมองก็คือก้อนไขมันที่มีเส้นประสาทจำนวนมากนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ไขมันทั้งหมดบนโลกที่จะดีต่อสมอง จำเป็นต้องเลือกไขมันดีเท่านั้น เช่น ไขมันปลา นมถั่วเหลือง น้ำมันพริมโรส เป็นต้น เหล่านี้จะช่วยให้สมองชุ่มชื้นและมีการทดแทนไขมันส่วนที่สึกหรอด้วยไขมันดีๆ อยู่เสมอ เซลล์สมองจึงไม่เสื่อมสภาพ

3. ระวังน้ำตาล น้ำตาลเป็นสารอันตรายที่ร้ายแรงมากกว่าสารพิษบางตัวเสียอีก แต่เรารับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายกันไม่น้อยเลยในแต่ละวัน ถ้าถึงจุดที่น้ำตาลในเลือดสูงมากก็จะมีผลต่อสมองทันที เพราะเลือดที่อุดมไปด้วยน้ำตาลนั้นจะต้องถูกส่งไปหล่อเลี้ยงสมอง สารแอมีลอยด์ (Amyloid) ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีนที่ทำให้เกิดความผิดปกติในเซลล์ก็จะพากันสะสมในสมองมากขึ้น

4. ออกกำลังกาย นี่คือยาวิเศษสำหรับทุกโรคอยู่แล้ว แต่หากเจาะจงไปที่สมอง การออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเพียงพอจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเลี้ยงสมองที่เรียกว่า Brain-derived Growth Factor (BDGF) ออกมาจำนวนมาก เป็นสารที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเร่งให้เกิดการแบ่งตัวของเซลล์สมองมากขึ้นด้วย ไม่เพียงเท่านี้เมื่อการออกกำลังกายนั้นเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จะมีการหลั่งสาร Brain-derived neurotrophic factor (BDNF) ออกมาด้วย ตัวนี้เป็นกลุ่มโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแตกแขนงของเซลล์ประสาทและเส้นทางเชื่อมต่อ จึงส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้และการจดจำ 

5. ทำสมาธิเป็นประจำ ระหว่างวันที่เราทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ คลื่นในสมองจะเต้นเร็วและแรงมาก แต่เมื่อนอนจนเข้าสู่ช่วงของการหลับลึกจึงจะมีคลื่นสมองที่นิ่งสงบ เราเรียกช่วงคลื่นนี้ว่า ‘Theta’ ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายที่สุด แต่ในความเป็นจริงคนทุกคนหลับลึกไม่ได้เสมอไป เมื่อหลับไม่ลึก สมองก็จะไม่ผ่อนคลายได้จริงและร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นตัว การทำสมาธิเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 10 นาที จึงเป็นการปรับคลื่นสมองให้อยู่ช่วง Theta เช่นเดียวกับการหลับลึก และป็นอีกทางเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองนิยมใช้กัน

6. หายใจให้ถูก เราหายใจอยู่ตลอดเวลา ทั้งช่วงที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หายใจแบบผิดๆ มาตลอด ทำให้ร่างกายได้ปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอและส่งผลกระทบต่อสมองด้วย เพราะสมองของมนุษย์ใช้ออกซิเจนมากถึงร้อยละ 25 เปอร์เซ็นต์ การฝึกหายใจให้ถูกจึงเป็นการดูแลสมองที่ดีมากทางหนึ่ง ลักษณะการหายใจที่ถูกต้องคือต้องหายใจเข้าแล้วท้องป่องออกมาเล็กน้อย ไม่ใช่ให้ส่วนอกขยาย และไม่ใช่การยกตัวหรือยกไหล่ เมื่อหายใจออกท้องก็ต้องยุบลง หากทำได้แบบนี้เราจะรับออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเต็มที่

7. ฝึกสมองให้รอบด้าน ธรรมชาติของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เมื่อไม่เกิดการใช้งานเท่าที่ควร นานวันเข้าก็จะหดเล็กหรือเสื่อมสภาพไป สมองก็เช่นเดียวกัน เราจึงต้องกระตุ้นให้สมองทำงานครบทุกด้านอยู่เสมอ ด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในทุกวัน อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ได้ เช่น ทานอาหารแบบใหม่ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ เป็นต้น เล่นเกมส์ที่พัฒนาสมองอย่างพวกที่ต้องใช้ความจำหรือการเชื่อมโยง จับกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงทำกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะในการเคลื่อนไหวร่างกายด้วย

8. จัดสมดุลอาหาร การเสริมสร้างสมองต้องการส่วนประกอบจำพวกสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล ตัวหลักที่ขาดไม่ได้คือน้ำ ไขมันและโปรตีน ดังนั้นจึงต้องทานอาหารให้ครบทุกหมู่ตามหลักโภชนาการ และต้องมีปริมาณที่เหมาะสมในทุกประเภท หากกลุ่มใดที่ไม่สามารถทานได้ก็ให้หาอาหารเสริมมาทดแทน หรือมองหาวัตถุดิบทำอาหารอย่างอื่นซึ่งให้สารอาหารใกล้เคียงกันมาชดเชยได้

9. ระวังอาหารมื้อเย็น หากเราทานมื้อเย็นหนักไป ร่างกายจะต้องกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงาน ยิ่งปริมาณอาหารมาก ก็ต้องย่อยเป็นเวลานาน ดังนั้นตลอดทั้งคืนที่นอนหลับร่างกายจะไม่ได้พักผ่อนเลย เพราะยังต้องทำการย่อยอาหารอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีทางได้เข้าสู่ช่วงของการหลับลึก และช่วงคลื่น Theta ที่ดีต่อสมองก็จะไม่เกิดด้วย อาหารมื้อเย็นจึงต้องเป็นอะไรที่ย่อยได้ง่าย เน้นเมนูที่เป็นผักเยอะหน่อย ลดแป้งกับเนื้อให้น้อยลง   

10. หมั่นจัดการกับความเครียด ทันทีที่เครียดร่างกายจะหลั่งสารแห่งความเครียด หรือ Stress Hormone ออกมา เช่น แอดรีนาลิน (Adrenalin) คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อในทุกส่วนของร่างกาย เพิ่มความดันโลหิต ทำลายสมองส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บความจำ และแน่นอนว่าส่งผลร้ายต่อร่างกายและสมองในระยะยาวด้วย จึงต้องคอยจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ 

ของบำรุงสมอง

  • แปะก๊วย อาหารขึ้นชื่ออันดับหนึ่งที่ถูกยกให้เป็นอาหารทรงพลังในการบำรุงสมอง ป้องกันความเสื่อมและการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แต่ต้องบอกก่อนว่าแปะก๊วยไม่ได้เป็นยารักษาโรคความเสื่อมของสมองแต่อย่างใด เพียงแค่ช่วยบำรุงให้สมองแข็งแรงตั้งแต่ตอนที่สมองยังปกติดีอยู่เท่านั้น และต้องทานในปริมาณที่พอดีจึงจะเป็นประโยชน์
  • น้ำมันปลา ในเมื่อสมองมีไขมันเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ น้ำมันปลาที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันประเภทโอเมก้า 3 และเป็นไขมันดี จึงเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมองแน่นอน มีงานวิจัยและทฤษฏีที่ยืนยันแล้วว่าโอเมก้า 3 ช่วยลดความเสื่อมสภาพของสมองได้จริง
  • ไข่ วัตถุดิบประจำบ้านที่หลายคนมองข้ามไป แต่ไข่เป็นอาหารมหัศจรรย์ที่ทานได้ทุกเพศทุกวัยและยังมีประโยชน์ที่ครบถ้วน ล่าสุดมีการตรวจพบสารโคลีน (Choline) ในไข่ไก่ ซึ่งเป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง ได้แก่ เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นสารตั้งต้นของการสร้างสารสื่อประสาทที่ใช้ในการส่งกระแสประสาท ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้และจดจำของสมอง นอกจากราคาถูก ทานง่าย และปรุงได้หลายรูปแบบแล้ว ยังสามารถทานได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวหนังโจ๊กเกอร์ จะสะท้อนให้เห็นมุมมองเกี่ยวกับโรคจิตเภทหลายๆ อาการ และก็พอจะทำให้คนได้เข้าใจถึงอันตรายของโรคเหล่านี้ นอกจากความสนุกของหนัง ที่ถูกประเมินในระดับ 10 เต็ม 10 

แต่ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ควรให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือวุฒิภาวะยังไม่ถึงไปดูเสียจะดีกว่า

เพราะหนังเรื่องนี้ไม่เหมาะกับทุกคน ถ้าเป็นคนที่วิเคราะห์และเข้าใจโลกได้ดี ก็น่าจะดูแล้วได้แง่คิดเจ๋งๆ ติดตัวออกจากโรง แต่ถ้าไม่ใช่ ขอแนะนำให้ไปดู ‘วันพีซ สแตมปีด’ จะดีกว่า…

อ้างอิง: กรมสุขภาพจิต



Advertising