ข่าว

สังคมไทยได้อะไรจาก #หนุ่มแว่นหัวร้อน?

Published 24 ต.ค. 2019

By สันทัด โพธิสา

สังคมไทยได้อะไรจาก #หนุ่มแว่นหัวร้อน?

เมื่อวานเป็นวันหยุด แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นวันหยุดที่หน้าฟีดในโลกโซเชียลจะไม่ได้มีอารมณ์ชิลล์ๆ ตามวันหยุด เพราะมีข่าวฮอต ทั้ง #หนุ่มแว่นหัวร้อน ด่ากราด อวดตัว ทำตัวน่าหมั่นไส้ บลาๆๆๆ กับอีกกรณี #หนุ่มร่างท้วมป่วนทุบรถ เมาขาดสติ เบ่งใหญ่โต ในสนามบินสุวรรณภูมิ

คงไม่ต้องฟื้นฝอยถึงรายละเอียดของเรื่องราว เพราะตามหน้าฟีดในโลกโซเชียลของทุกคนคงระอุพออยู่แล้ว แต่ถ้าเปรียบทั้ง 2 กรณีนี้เหมือนไฟ แน่นอนว่า ตอนนี้มัน ‘ลาม’ และดูเหมือนจะ ‘ลามปาม’ ไปกันใหญ่ 

ยกตัวอย่าง ขณะนี้ครอบครัว #หนุ่มแว่นหัวร้อน ถูกขุดคุ้ยประวัติ หรือองค์กรที่ทำงาน รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าตัว เรียกว่าถูกกระพือออกมาให้ ‘โลกโซเชียล’ ได้รับรู้ หรือเรียกกันในศัพท์โลกยุคใหม่ว่า เกิดวิถีตามล่าแม่มด! เรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่ประเด็นที่ว่ายังไม่สำคัญเท่า...

เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง คงไม่รู้ซึ้ง 

คนทำผิด ได้รับการลงโทษในการกระทำผิด นั่นคือผลลัพธ์ที่ควรจะเป็น แต่คงไม่ใช่การหมายรวมไปถึง ครอบครัว คนรอบข้าง หรือทุกสิ่งอย่างที่เชื่อมโยงกับคนๆ นั้น ว่าเป็นความผิดไปด้วย! 

มีกฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ออกมามากมาย แต่ดูเหมือนว่า กฎหมายไทยจะสู้ศาลเตี้ยแบบไทยนิยมไม่ได้ และถ้าเราจะว่า #หนุ่มแว่นหัวร้อน จงเกลียดจงชังประเทศไทย ใดๆ ก็ตามแต่ ก็โปรดตรองดูเถิดว่า พฤติกรรมตามล่าแม่มดอย่างไทยๆ ของเรานั้น สมควรจะให้ผู้อื่นชิงชังด้วยหรือไม่

หากบอกว่า หนุ่มแว่นขาดสติ หนุ่มร่างท้วมที่สุวรรณภูมิขาดสติ ฉันใดก็ฉันนั้น อย่าให้การขาดสติของเราๆ ท่านๆ ไปทำร้ายครอบครัว ผู้คนรอบข้างของเขาเลย โลกโซเชียลมันอาจจะกว้างใหญ่เหลือเกิน แต่เราก็ควรสร้างขอบเขตให้กันและกันหน่อยไหม

กฎหมายอะไรก็คงใช้ไม่ได้ ถ้าคุณธรรมในใจเราไม่เกิด หนุ่มแว่นได้บทเรียน หนุ่มร่างท้วมได้บทเรียน และสังคมไทยก็ควรได้บทเรียนด้วยเช่นกัน

เรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง บางพฤติกรรมอันคลุ้มคลั่ง ร้อนแรง อาจจะเพลาๆ ลงบ้างในสังคมนี้



Advertising