ข่าว

‘อควาแมน’ แสดงพลังปกป้องประเทศหมู่เกาะ หวั่นภัยโลกร้อน

Published 8 ต.ค. 2019

By ธีรภัทร์ เตชะเอื้อย

‘อควาแมน’ แสดงพลังปกป้องประเทศหมู่เกาะ หวั่นภัยโลกร้อน

ในการประชุมภาวะโลกร้อนของ UN (United Nation) ประโยคหนึ่งที่ออกจากปากนักแสดงมาดเซอร์อย่าง Jason Momoa ในเรื่อง ‘อควาแมน’  (Aquaman) ว่า “ประเทศหมู่เกาะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก แต่ต้องเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน” กลายเป็นประเด็นเดือดที่ทรงพลัง และสะท้อนถึงการเอาจริงเอาจังที่แสดงออกจากก้นลึกหัวใจของชายผู้นี้

จากภาพยนตร์เรื่อง Aquaman บทบาทเจ้าสมุทรที่เขาได้รับดูจะสอดคล้องกับความเป็นตัวตนของชายผู้นี้อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากจะมีบ้านเกิดอยู่ในรัฐหมู่เกาะอย่าง Honolulu เกาะ Hawaii ในฐานะตัวแทนประชากรตัวเล็กๆ ของประเทศหมู่เกาะกำลังพัฒนา Small Island Developing States (SIDS) ได้แก่ Bahamas, Barbados, Mauritius, Papua New Guinea, Samoa , Haiti เขากำลังจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในจุดเล็กๆ ของการประชุมครั้งนี้

เจ้าสมุทรเชื้อสายฮาวายบอกว่า “มหาสมุทรกำลังตกอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ระบบนิเวศน์กำลังสูญเสียจากภาวะโลกร้อนและผลกระทบจากขยะพลาสติก ประเทศหมู่เกาะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก แต่ต้องเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ในฐานะมนุษย์เราต้องอาศัยโลกเพื่อดำรงค์ชีวิต แต่โลกไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร”

การเรียกร้องนี้ Jason ได้สร้างคลื่นอารมณ์สื่อไปยังผู้นำที่ทำหน้าที่บริหารประเทศหลายรัฐให้เร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและรักษาสมดุลของธรรมชาติอย่างจริงจัง “เราพยายามแบบครึ่งๆ กลางๆ ขอไปทีในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนมานานแล้ว พวกเราต้องเปลี่ยนตัวเองเดี๋ยวนี้ เพื่ออนาคตของโลกและประเทศหมู่เกาะกำลังพัฒนาทั้งหลาย”

Jason Momoa ในการประชุมภาวะโลกร้อนของ UN (United Nation)

น่าเสียดายหากประเทศหมู่เกาะที่ Jason ได้กล่าวมาที่แทบจะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย แต่กลับเป็นประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่เหล่ามนุษย์ร่วมโลกได้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อแบบไม่ทันระวังตัว จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก 3 อันดับ ได้แก่ จีน 10 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 5 ล้านตัน และอินเดีย 2.5 ล้านตัน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว 3 ประเทศนี้รวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2.7 แสนตัน มากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

หน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติต่างเห็นความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2015 ผู้นำ 197 ประเทศ ได้เข้าร่วมประชุมปัญหา Climate Change ที่กรุงปารีสเพื่อคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี 2030 ปี แต่ถ้าสายไปกว่านี้ล่ะ แน่นอนว่าสภาพอากาศอาจเสียหายถาวร น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย และประเทศหมู่เกาะที่กล่าวมาจะต้องรับผลกระทบแน่นอน

และหากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คาดว่าในปี 2050 เมืองที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะลุกลามมายังหัวเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้ทะเล อย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน และกรุงเทพมหานคร หรือพูดง่ายๆ ว่าเมืองที่อยู่ติดทะเลอาจลอยแพก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินจริง…หากผู้นำไม่สั่งย้ายเมืองกันซะก่อนนะ

เมื่อพูดถึงระดับน้ำทะเลที่กำลังจะสูงขึ้นจึงอดคิดไม่ตกกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดการหักตัวของหิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่ในขั้วโลกใต้ (Antarctica) กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีขนาดกว่า 1,636 ตารางกิโลเมตร โดยมีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ขนาดของมันนั้นใหญ่กว่าพื้นที่ในกรุงเทพฯ เสียอีก เนื่องจากเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ จึงต้องใช้เวลานานอยู่พอสมควรในการละลายตัวเป็นน้ำ ดั้งนั้นจึงต้องมีการเฝ้าติดตามและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและระบบขนส่งทางน้ำ

Jason Momoa ในการประชุมภาวะโลกร้อนของ UN (United Nation)

แล้วหิ้งน้ำแข็ง หรือภูเขาน้ำแข็งที่ว่านี้คืออะไรล่ะ?

หิ้งน้ำแข็ง หรือภูเขาน้ำแข็ง (ที่หักตัว) คือแผ่นน้ำแข็งจากทวีปที่ยื่นลงมาในทะเล เป็นปกติที่จะมีการแตกตัวแต่ไม่บ่อยครั้งนัก ประโยชน์ของหิ้งน้ำแข็ง คือเป็นที่กักเก็บน้ำจืดในการอยู่ตัวแบบของแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจืดไหลลงทะเล หากน้ำจืดไหลลงทะเลมากเกินไปอาจทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนได้ เพราะเมื่อน้ำเค็มในทะเลได้รับน้ำจืดมากๆ อาจส่งผลกระทบต่อพืชและสัตว์ทะเลได้ ประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือเป็นกันชนของธานน้ำแข็ง เพื่อไม่ให้น้ำแข็งไหลลงไปในทะเลมากจนเกินไป

อย่างไรก็ตามนักวิชาการได้ออกมาให้ความคิดเห็นว่าเหตุการณ์ของหิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน แต่เป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่มีการเกิดขึ้นทุกๆ 60-70 ปี

อ้าว!...ถ้าไม่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแล้วจะเล่าทำไมตั้งยืดยาว แต่เดี๋ยวก่อน! เรื่องน้ำแข็งขั้วโลกใต้อาจไม่เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนก็จริง แต่ถ้ามวลมนุษยชาติต่างไม่สนใจขั้นจริงจังแล้วละก็…ลองคิดดูสิ ถ้าอุณหภูมิในโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อให้เรื่องที่กล่าวมาเป็นปรากฏการทางธรรมชาติที่ไม่อาจเกิดขึ้นบ่อย แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบ 60-70 ปีแน่ๆ ไม่อยากนึกภาพว่าความเสียหายนั้นจะร้ายแรงสักแค่ไหน จริงมั้ย!



Advertising