ข่าว

จากปฏิบัติการช่วยเหลือ ‘13 ชีวิตหมูป่า’ ถึงภารกิจตามหา ‘บิลลี่’ ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย

Published 5 ก.ย. 2019

By เอกชยา

จากปฏิบัติการช่วยเหลือ ‘13 ชีวิตหมูป่า’ ถึงภารกิจตามหา ‘บิลลี่’ ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย

ถาม: อะไรคือเสน่ห์ของโลกใต้น้ำที่หลายคนหลงใหล

ตอบ: โลกใต้น้ำช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน หรือ ‘สารสุข’ ให้พรั่งพรู ปลุกเร้าทุกองคาพยพเมื่อดำดิ่งและสัมผัสกับภาพตรงหน้า ประหนึ่งเอาตัวเองออกนอกโลกเพื่อเยี่ยมเยือนยังดินแดนลี้ลับอีกพิภพหนึ่งที่สวยงาม น่าอัศจรรย์ใจ 

แต่…โลกใต้น้ำไม่ได้มีแต่แง่งามหรอกนะ เพราะลองก้าวเหยียบลึกลงไปในสถานที่ที่มนุษย์เดินดินอย่างเราท่านไม่สามารถหายใจได้ โลกใบนั้นย่อมเต็มไปด้วยอันตราย และ/หรือปริศนาที่เฝ้ารอใครสักคนหนึ่งมาคลี่คลาย   

ใครคนนั้น อาจเป็น ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ ก็เป็นได้

นานกว่า 5 ปีแล้วกับปริศนาการสูญหายของ MH 370 เครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ขณะบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปปักกิ่ง พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2557 เหตุการณ์นั้นกลายเป็นโศกนาฏกรรมการบินที่ลึกลับซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่พบร่องรอย หรือการยืนยันซาก 

ในครั้งนั้นนานาชาติร่วมแรงร่วมใจกันค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตายกลางมหาสมุทรอินเดีย ก่อนประกาศยุติภารกิจ กองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งยานดำน้ำอัตโนมัติ (ยูเอวี) บลูฟิน-21 ลงไปสแกนโซนาร์หาวัตถุที่พื้นทะเล โดรนใต้น้ำรูปร่างเหมือนตอร์ปิโดลำดังกล่าวคว้าน้ำเหลว แม้จะดำลงลึกเกินกว่าขีดจำกัดที่ 4,500 เมตรของมันก็ตาม

ข้ามไปฟากฝั่งออสเตรเลีย เลือกใช้เรือค้นหา MH 370 ชื่อ 'ฟิวโกร ดิสคัฟเวอรี่' ซึ่งมีเครื่องโทฟิช (หัวตรวจแบบลาก) ลากอยู่ใต้เรือค้นหา แถมมีอุปกรณ์ค้นหาต่างๆ ติดอยู่ รวมถึงเครื่องโซนาร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจหาวัตถุใต้น้ำที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับเรือผิวน้ำ 

ส่วนมากเจ้าเครื่องโซนาร์นี้มักถูกใช้ในการหาตำแหน่งของระเบิด เรืออับปาง ฝูงปลา และทดสอบความลึกของท้องทะเล โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับเครื่องเรดาร์ แต่โซนาร์จะใช้คลื่นเสียง และต้องใช้ในน้ำ (ขณะที่เรดาร์จะใช้ได้ในอากาศเท่านั้น) ซึ่งก็ไม่พบซากหรือชิ้นส่วนใดๆ ของ MH 370 

13 ชีวิตหมูป่า,Rabbit Today

กระโดดมาที่อีกหนึ่งข่าวใหญ่ ปฏิบัติการกู้ภัยที่คนทั่วโลกร่วมแรงร่วมใจ เฝ้าลุ้นการช่วยเหลือ ‘13 ชีวิตหมูป่า’ ที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ประเทศไทยกันบ้าง หนึ่งในภารกิจช่วยเหลือ ได้รับการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์จากศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (KMUTNB) ที่ส่งคณะทำงานจำนวน 14 คน พร้อมอุปกรณ์ช่วยยานขับเคลื่อนใต้น้ำชนิดใช้สายควบคุม (Remotely Operated Undeewater Vehicle: ROV) และโดรน (Drone) ใช้การสำรวจทางอากาศ จำนวน 3 เครื่อง เดินทางไปการช่วยเหลือปฏิบัติการตามหาเด็กและโค้ช จำนวน 13 คน 

ถือเป็นทีมสนับสนุนช่วยเหลือทีมเจ้าหน้าที่ดำน้ำที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปในถ้ำเพื่อช่วยเหลือน้องๆ โดรน--ทำหน้าที่ในการสำรวจทางอากาศ 1 ตัว และโดรนที่สามารถดำน้ำได้ 1 ตัว ซึ่งมีความสามารถในการตรวจจับความร้อนได้ สามารถแยกแยะอุณหภูมิระหว่างสิ่งมีชีวิตที่เป็นคน สัตว์ ต้นไม้ และอื่นๆ 

ส่วนที่ 2 คือยานสำรวจใต้น้ำ เป็นการส่งสัญญาณโซน่าที่ใช้ส่งสัญญาณสำรวจเส้นทางว่าถ้ำมีขนาดความกว้างความลึกเท่าใด หรือมีสิ่งกีดขวางหรือไม่ เพื่อที่จะช่วยสำรวจเส้นทางให้แก่นักประดาน้ำ แต่ตัวเครื่องจะไม่สามารถตรวจจับคลื่นชีวิตได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการติดตั้งกล้องจับภาพเพิ่มเติมเข้าไปแทน เพื่อไว้ใช้จับภาพสิ่งมีชีวิต

จนมาถึง…ปฏิบัติดำดิ่งตามหาวัตถุพยานจนสามารถค้นพบซากโครงกระดูกของ ‘บิลลี่’ หรือนายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงโป่งลึก-บางกลอย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557

นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’,Rabbit Today

นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’ ชายหนุ่มกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายกะเหรี่ยง เกิดที่บ้านบางกลอยบน จ.เพชรบุรี เป็นหลานชายของปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์บางกลอยบนแห่งผืนป่าแก่งกระจาน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ใจแผ่นดิน’ โดยบิลลี่ทำหน้าที่เป็นล่ามในการผลักดันการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ เนื่องจากเจ้าตัวเรียนหนังสือและสื่อสารภาษาไทยได้ ก่อนหายตัวไป บิลลี่ทำงานเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ด้านชีวิตคู่ บิลลี่แต่งงานกับนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มีนอ มีบุตรด้วยกัน 5 คน บิลลี่ไม่มีที่ดินทำกิน ภายหลังจากที่ถูกบังคับให้อพยพออกมาจากพื้นที่ดั้งเดิม จึงต้องออกไปรับจ้างเฝ้าสวน ส่วนภรรยามีอาชีพรับจ้างรายวันทั่วไป

บิลลี่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของตนเอง ซึ่งบิลลี่ถือเป็นพยานปากสำคัญ และเป็นผู้ประสานงานในคดีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่บุกเผาทำลายทรัพย์สินตั้งแต่ปี 2553-2554 ก่อนจะหายตัวไป

5 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก (ไม่แน่ว่าที่ผ่านมา อาจมีโกหกคำโตของใครสักคนก็ได้นะ) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ เข้าตรวจหาพยานหลักฐานในบริเวณใต้สะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน และพบชิ้นส่วนกระดูก 2 ชิ้น กับถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร นำส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์ และพบว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์

ภายหลังตรวจพบสารพันธุกรรมที่ตรงกับ นางโพเราะจี รักจงเจริญ ซึ่งเป็นมารดาของนายพอละจี หรือ ‘บิลลี่’ เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานในสำนวนอื่นประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ ‘นายพอละจี รักจงเจริญ’ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย ที่เสียชีวิตแล้ว โดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่ศพถูกนำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี นี่ถือเป็นการจุดประเด็นทางสังคมในเรื่องการทำให้สูญหายขึ้นมาอีกคำรบ

เรื่องของคดีคงต้องว่ากันไปตามพยานและหลักฐาน แต่ปฏิบัติการสืบค้นจนเจอวัตถุพยานใต้น้ำในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าชื่นชม และขอปรบมือให้สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กับ ‘ยานขับเคลื่อนใต้น้ำ’ ที่เปรียบเสมือน ‘ซูเปอร์ฮีโร่’

ถ้าอย่างงั้นเรามาทำความรู้จักกับภารกิจของ ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ ที่ชื่อ ‘ยานขับเคลื่อนใต้น้ำ’ ฝีมือคนไทยกันสักนิดดีไหม

หุ่นยนต์ดำน้ำ,Rabbit Today

‘หุ่นยนต์ดำน้ำ’ หรือมีชื่อเรียกว่า ‘ยานขับเคลื่อนใต้น้ำชนิดใช้สายควบคุม’ เป็นหุ่นยนต์ที่ใช้สำรวจวัตถุใต้น้ำ โดยมีส่วนประกอบ ได้แก่ โซนาร์ทำหน้าที่ตรวจหาวัตถุใต้น้ำ, IMU กำหนดตำแหน่งและทิศทางในการเคลื่อนที่ และกล้องวิดีโอถ่ายภาพใต้น้ำ

ยานขับเคลื่อนใต้น้ำชนิดใช้สายควบคุม มีวิธีการใช้งานคือ ใช้ระบบโซนาร์ในการหาพื้นที่ ว่าพื้นที่ไหนที่สามารถเข้าไปได้บ้าง โดยมีกล้องวิดีโอที่สำรวจพื้นที่ด้วย ซึ่งขณะยานขับเคลื่อนใต้น้ำชนิดใช้สายควบคุมดำน้ำลงไปสำรวจสภาพภายในน้ำ ยานจะส่งสัญญาณในระยะ 100 เมตร ด้วยการใช้เซนเซอร์ส่งสัญญาณโซนาร์สำรวจขนาดน้ำ และทำงานได้อย่างต่อเนื่องนาน 2-3 ชั่วโมง โดยเบื้องต้นมีการวางแผนใช้งานยานตัวนี้ประมาณ 2-3 วัน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการสำรวจพื้นที่ และปฏิบัติงานใต้น้ำได้อย่างถูกต้อง

เพราะโลกใต้น้ำไม่ได้เปิดทางสะดวกดายให้กับใครทุกคน เพียงแต่ครั้งนี้ ‘ซูเปอร์ฮีโร่ใต้น้ำ’ เขาทำหน้าที่ช่วยเหลือบุคคลผู้ถูกทำให้สาบสูญโดยสมบูรณ์

*บังคับให้สูญหาย หรือภาษาปากเรียก ‘การอุ้มหาย’ (Forced disappearance หรือ Enforced disappearance) เป็นคำในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หมายถึง กรณีที่บุคคลถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์การการเมือง หรือบุคคลอื่นซึ่งได้รับอนุญาต การสนับสนุน หรือการรับรู้จากรัฐหรือองค์การการเมือง ลักพาตัวไป และรัฐ องค์การการเมือง หรือบุคคลอื่นดังกล่าว บอกปัดไม่รับรู้ชะตากรรมหรือถิ่นที่อยู่ของผู้หายตัวไป โดยจงใจจะให้ผู้นั้นอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย

ขอบคุณคลิปจาก CASME : Center of Excellent for Astronautical and Marine Engineering



Advertising