ข่าว

ดรามา ‘ไม้เรียว’ เจ็บเนื้อ เจ็บนาน

Published 12 ก.ย. 2019

By เอกชยา

ดรามา ‘ไม้เรียว’ เจ็บเนื้อ เจ็บนาน

ก่อนอื่น…เรามาทำความรู้จักกับหลากประเภทของไม้เรียว และอุปกรณ์ทำโทษกันดีกว่า เรารวบรวมมาไว้ตรงนี้ ทั้งที่พ่อแม่ชอบใช้ และ/หรือ คุณครูนิยมหยิบฉวยหาได้จากชั้นเรียน 

ไม้บรรทัด ธรรมดา 

ไม้บรรทัด ธรรมดา (สามารถอัปเกรดเป็นไม้บรรทัดเหล็กได้)

คุณสมบัติ

พลังโจมตี +10

ความเร็วในการโจมตี +50%

ไม้บรรทัดเหล็ก

ไม้บรรทัดเหล็ก

คุณสมบัติ

พลังโจมตี +70

มีโอกาส 20% ทำให้ติดสถานะเลือดออก

ไม้ไผ่พันเทปกาว

ไม้ไผ่พันเทปกาว

คุณสมบัติ

พลังโจมตี +25

ความเร็วในการโจมตี +50%

มีโอกาศติดคริติคอล 30 %

ไม้กวาด (สายเวทย์)

ไม้กวาด (สายเวทย์)

คุณสมบัติ

สร้างความเสียหายเวทย์ และทำให้ศัตรูติดสถานะ Fear ในทันที

ฟิวเจอร์บอร์ด

ฟิวเจอร์บอร์ด (นับมาพับคล้ายพัดด้ามจิ้ว)

คุณสมบัติ

ดาเมจ +10

โอกาสติดสตั้น + 10 %

ด้ามไม้กวาดขนไก่

ด้ามไม้กวาดขนไก่ (ดาเมจขึ้นกับอารมณ์ผู้ใช้)

คุณสมบัติ

สุ่มดาเมจตั้งเเต่ 10-100 เเล้วแต่ดวง

ไม้รำกระบี่กระบอง

ไม้รำกระบี่กระบอง

คุณสมบัติ

คริติคอล 100 % แฟลชหนี บลิ๊งค์หนี ก็ไม่ทันอยู่ดี

แปรงลบกระดาน

แปรงลบกระดาน (ความเสียหายเวทย์)

คุณสมบัติ

อันนี้ต้องตัวจี๊ดจริงๆ ถึงจะเคยโดน

มีโอกาสผิดเป้าหมายสูงมาก ความแม่นยำ 30%

การโจมตีเป็นแบบ AOE+สุ่มในพื้นที่ระยะเป้าหมาย

มีโอกาสติดพิษ 50%

ชอล์ก

ชอล์ก (ปลดประจำการ)

คุณสมบัติ

ไอเท็มครูยุค 90 สมัยนี้กลายเป็นไวท์บอร์ด

สร้างความฮาทั้งห้อง หากโดน Headshot

เข็มขัดนักเรียน

เข็มขัดนักเรียน

คุณสมบัติ

เพิ่มโอกาสหลบหลีก หากโดนตีก้น 20%

สามารถบล็อคดาเมจได้

สมุด

สมุด

คุณสมบัติ

สามารถยัดไว้เพื่อบล็อคดาเมจได้

แต่ถ้าโดนจับได้รับรอง คริติคอลรัวๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก: ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Satjarut Sakko

ยังจำได้ไหม…คุณถูกตีด้วยฐานการกระทำความผิดอะไรในวัยเด็ก อาจจำจำนวนครั้งที่โดนไม้เรียวฟาดไม่ได้ แต่เชื่อว่าเกือบร้อยทั้งร้อยจำความเจ็บปวด จำน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาในทันทีที่โดนไม้เรียวตีได้แม่น นั่นเพราะรอยช้ำหลังการฟาดไม่ได้สร้างเพียงความเจ็บแค่ผิวเนื้อ แต่ยังบาดลึกเข้าไปถึงหัวจิตหัวใจ เป็นแผลเป็นที่ยากจะแยกออกจากความทรงจำเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าวันนั้นหรือวันนี้ มันยังฝังลึก ตรึงตรา และเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น…นานแสนนาน

ข่าวคราว ‘ดรามาไม้เรียว’ สดๆ ร้อนๆ ที่คุณครูต้องออกมานั่งคุกเข่ากราบขอขมาโทษพ่อของเด็กชายวัยประถม หลังเจ้าตัวพลาดพลั้งควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เผลอฟาดไม้เรียวเด็กนักเรียนที่ตนเองสอน นี่ไม่ใช่ดรามาไม้เรียวครั้งแรก กับเชื่อต่อไปว่า…จะไม่เป็นครั้งสุดท้ายที่ไม้เรียวถูกใช้เป็นเครื่องมือทำโทษเด็กแน่นอน 

คำถามคือ…ใครผิด?

เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล อย่าเพิ่งตอบและตัดสินใจโดยไว ถ้าคุณไม่ใช่ครู ไม่ใช่เด็ก และยังไม่เคยมีลูกวัยทะโมน

‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ สุภาษิตไทยสุดคลาสิกนี้สะท้อนวัฒนธรรมการเลี้ยงดูบุตรหลานแบบไทยเราแท้ๆ แต่วัฒนธรรมไม้เรียวไม่ได้มีเฉพาะแต่เมืองไทยหรอกนะ ที่ต่างประเทศ ไม้เว้นประเทศพัฒนาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น ที่คนประเทศเขาให้ความสำคัญกับสังคมส่วนรวมและคนอื่นเป็นอันดับหนึ่ง เราสังเกตเห็นว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีลักษณะนิสัยดูเป็นคนขี้เกรงอกเกรงใจ 

เคยถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นว่าทำไมบุคลิกของพวกเขาจึงเป็นเช่นนั้น ได้ความว่า…แท้จริงแล้วที่บ้าน แม่ปกครองลูกด้วยไม้เรียวเช่นเดียวกัน เด็กญี่ปุ่นมักโดนฟาดแบบหนักๆ หากพวกเขาป่วนประสาท หรือทำอะไรขัดหูขัดตา โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปใช้ชีวิตอยู่ภายนอกบ้าน แล้วเผลอทำตามใจตัวเอง ไม่เกรงใจคนอื่น เด็กๆ อาจโดนฟาดแรงยิ่งกว่าเก่า ฐานกระทำผิดมารยาทสังคมให้พ่อแม่ได้อาย 

เอาละ ในเมื่อสังคมไทยเรามี ‘กระบวนการขัดเกลา’ ที่ตั้งทรงด้วยไม้เรียวมานานเนิ่น ต่อให้กระทรวงศึกษาธิการ สั่งยกเลิกการลงโทษเด็กนักเรียนด้วยการเฆี่ยนตีมานานถึง 14 ปี แล้ว ด้วยการออกระเบียบของกระทรวง ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ.2548 กำหนดให้การลงโทษเด็กทำได้แค่  4 สถาน เท่านั้น คือ

  1. ว่ากล่าวตักเตือน 
  2. ทำทัณฑ์บน 
  3. ตัดคะแนนความประพฤติ 
  4. ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

และภายหลังมีการเพิ่มมาตรการลงโทษเด็กที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยให้พักการเรียนกับเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง สรุปคือ ตามกฎกระทรวง ครูไม่สามารถตีเด็กได้ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบกระทรวง มีความผิดทั้งทางวินัยข้าราชการ ผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพครู และยังเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาในข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจผู้อื่นด้วย โดยกฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกโรงเรียน ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน

แต่ในภาคปฏิบัติ ไม้เรียวยังศักดิ์สิทธิ์เสมอสำหรับครู ที่มักเลือกใช้มันในการปกครองเด็กที่มีจำนวนมาก กับเชื่อขนมกินได้ว่าเด็กสมัยนี้มีความแสบสันไม่ได้ลดหย่อนไปกว่าสมัยเราท่านเคยเป็นเด็กนักเรียน เผลอๆ จะเพิ่มดีกรีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

ถาม พญ.เบญจพร ตันตสูติ หรือ หมอมินบานเย็น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ระบุว่า การตีอาจจะช่วยลดพฤติกรรมไม่ดีของเด็กให้เกิดขึ้นน้อยลง และมันก็หยุดเด็กที่ทำตัวไม่ดีได้รวดเร็วดี แต่ข้อไม่ดีก็คือ การตีเป็นการลงโทษที่ทำให้สัมพันธภาพของคนที่ตีและคนที่ถูกตีเสียไปได้ง่าย

ยิ่งเป็นการตีที่รุนแรง ใช้อารมณ์ มีคำพูดด่าทอดุว่ารุนแรงผสมเข้าไป นอกจากทำให้เจ็บตัวแล้ว ยังทำให้เจ็บใจไปทุกฝ่าย และหมอก็คิดว่าคนที่ตี โดยมากไม่มีใครอยากจะตีเด็กหรอก

นอกจากนั้นการตีที่รุนแรง บ่อยครั้ง ตีโดยไม่รับฟังและไม่เห็นอกเห็นใจ ก็อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าผู้ใหญ่ที่ตีเขา ไม่เข้าใจ ไม่รักเขาหรือเปล่า ถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกขาดความเชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจ นำไปสู่การมองตัวเองในแง่ลบ ไม่มั่นใจ สูญเสียคุณค่าในตัวเอง กลายเป็นคนอารมณ์ไม่มั่นคง อาจมีการใช้ความรุนแรงกับคนรอบข้าง เพราะเรียนรู้ซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว

คุณหมอบอกต่อว่า นอกเหนือจากการตีมีหลายวิธีที่ทำให้เด็กได้เรียนรู้ผิดถูก ใช้วิธีการปรับพฤติกรรมวิธีอื่นจะดีกว่าการตี เช่น การตัดสิทธิ์ที่ชอบ เป็นเวลา 1 อาทิตย์ เป็นต้น เด็กถ้าถูกลงโทษเช่นนี้คงไม่กล้าทำผิดไปอีกนานทีเดียว หรือ การให้ทำความดีชดเชย เช่น ให้ทำงานบ้าน (ควรเลือกเป็นงานที่น่าเบื่อและเด็กไม่ชอบทำ) 2 อาทิตย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ หลักการในการปรับพฤติกรรมเด็กนั้น หากจะทำให้ได้ผลดี ต้องทำด้วยพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เด็กจะต่อต้านน้อยกว่า เชื่อฟังและมีความเกรงใจมากกว่า และต้องเริ่มทำตั้งแต่เด็กยังเล็ก สิ่งที่เด็กทำได้ดีก็ต้องชมเชยด้วย ใช่ว่าจะมองหาสิ่งที่เด็กทำผิดอย่างเดียว และผู้ใหญ่ต้องจัดการอารมณ์ให้ดี บางครั้งผู้ใหญ่ก็โกรธมากจนทำให้ปรับพฤติกรรมได้ไม่ดีเทำไหร่ เพราะความโกรธจนขาดสติ อย่าลืมว่า การปรับพฤติกรรมไม่ใช่การเอาชนะคะคานกัน

Rabbit Today มีโอกาสพูดคุยเรื่องวิธีการเลี้ยงลูก กับคุณแม่วัย 55 ปี ที่ปลดเกษียณจากการทำงานประจำแล้ว เธอให้ข้อคิดที่ดีและน่ารับฟังว่า ตนเองมีลูกทั้งหมด 2 คน เป็นผู้หญิงล้วน ลูกคนโตเรียนจบจากคณะ และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ปัจจุบันออกไปใช้ชีวิตทำงานอยู่ในเรือสำราญของเศรษฐีชาวคูเวต มีแฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันเป็นฝรั่ง ที่ผ่านมามีประวัติการเรียนดีมาโดยตลอด และไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

ขณะที่ลูกคนที่สอง ปฏิเสธการเรียน ชอบดูแต่ Netflix ดูคอนเสิร์ตต่างประเทศ นอกจากขอเงินซื้อตั๋วคอนเสิร์ตราคาแพง ยังอ้อนวอนขอเจาะหูและย้อมสีผม หะแรกเธอนึกห่วงลูกสาวคนที่สอง เพราะดูเป็นน้องสาวที่ต่างจากพี่สาวลิบลับ ทั้งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ส่งเรียนโรงเรียนประถมและมัธยมเดียวกันมาแต่เด็ก ทว่าเธอไม่เคยดุหรือว่าลูก เพียงแต่ห้ามในสิ่งที่ลูกร้องขอแบบเด็ดขาด 

กระทั่งวันหนึ่งลูกสาวคนรองต้องการสอบชิงทุนไปเรียนซัมเมอร์ต่างประเทศ แต่ปรากฏไม่มีโครงการไหนรับ เพราะทำเกรดในวิชาคณิตศาสตร์ตกมาโดยตลอด มีเพียงสถาบันเดียวที่เรียกสัมภาษณ์ ฝรั่งถามลูกสาวของเธอว่า คุณต้องการไปเรียนต่อในสาขาใด ลูกตอบว่าภาษาและศิลปะ ฝรั่งถามต่อ แล้ววิชาคณิตศาสตร์ล่ะ ลูกสาวของเธอตอบในทันทีว่าฉันไม่ชอบ ฝรั่งหัวเราะและนั่นไม่ใช่เงื่อนไขที่จะตอบปฏิเสธ 

ก่อนไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างประเทศ แม่เป็นผู้ย้อมสีผมให้ลูกสาวด้วยตนเอง ปรากฏว่าลูกเธอมีความสุขมาก และใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ เรียนซัมเมอร์อยู่ที่ต่างประเทศอย่างแฮปปี้ มีโอกาสไปเที่ยวชายหาดกับเพื่อนร่วมชั้น ลูกของเธอใส่ชุดว่ายน้ำทูพีซและส่งกลับมาให้แม่ดู แม่บอกว่าที่จริงแล้วรับไม่ได้ แต่ฝืนชมไปว่าลูกสวยมาก คราวนี้ลูกเลยส่งภาพตัวเองใส่ชุดว่ายน้ำมาให้แบบรัวๆ คุณแม่วัย 55 ได้แต่คิดในใจว่า ฉันจะจัดการอย่างไรกับลูกสาวคนนี้ต่อไปดีหนอ 

หลังกลับจากซัมเมอร์ต่างประเทศ ลูกสาวย้อมผมกลับมาเป็นสีดำดังเดิม และไม่เคยอ้อนวอนขอย้อมผมหรือเจาะหูอีกเลย ในท้ายที่สุดเด็กคนนี้เปลี่ยนแปลงตัวเอง และกลายเป็นคนเรียนเก่ง แต่ยังคงปฏิเสธการไปเรียนหนังสือในระบบ และแอบไปสอบเทียบจนจบ ขอให้แม่พาไปลาออกจากโรงเรียนมัธยม และต่อมาสามมารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ภาคอินเตอร์ฯ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังได้เหมือนอย่างพี่สาวคนโต 

เธอบอกกับ Rabbit Today ว่า สำหรับคนเป็นพ่อและแม่ ไม่มีสูตรสำเร็จในการเลี้ยงลูกหรอก และคาดหวังไม่ได้เลยว่าการเลี้ยงลูกแบบเดียวกันเป๊ะ จะสามารถหล่อหลอมและขัดเกลาเด็กให้ออกมาเหมือนกันได้ 

เราถามต่อว่า ถ้าลูกถูกคุณครูที่โรงเรียนทำโทษด้วยการตีล่ะ คุณแม่วัย 55 คนเดิมตอบ…เธอจะไม่ว่าอะไรครู เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากทำโทษเด็ก และทุกการลงโทษต้องมีเหตุและผล เธอเชื่อว่าต้องเหตุปัจจัย ถ้าลูกเธอไม่ทำผิด คุณครูก็คงไม่ทำโทษ ยิ่งเด็กสมัยนี้ที่เธอเห็นในทุกครั้งที่มีการประชุมผู้ปกครอง ต้องยอมรับว่าต่างจากสมัยเธอเป็นเด็ก คือทุกคนมีความเฮี้ยว ก้มหน้าก้มตาแอบเล่นแต่โทรศัพท์ ไม่ค่อยมีใครใคร่ฟังครูอบรมสั่งสอนหน้าชั้นเรียน 

‘ดรามาไม้เรียว’ จึงเป็นเพียงฉากหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาเด็ก ที่ตัวละครถูกกำหนดบทบาทและเส้นเรื่องให้ดำเนินไปแบบมีปมขัดแย้ง โดยเลือกใช้ไม้เรียวคลี่คลายปัญหา อยู่ที่เราท่านนี่ละจะเสพดรามานี้เพื่ออะไร เพื่อด่าทอการกระทำของคุณครู ซึ่งโดยเนื้อแท้และโดยจรรยาบรรณวิชาชีพ ครูมีหน้าที่งานอันหนักอึ้ง ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดวิชาความรู้ แต่ต้องหล่อหลอมและเป็นแม่พิมพ์ที่ประคับประคองให้ลูกหลานของเราท่านเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศชาติ หรือเสพเพื่อให้ความเห็นอกเห็นใจหัวอกคนเป็นพ่อและแม่ ที่ลูกรักซึ่งเป็นดั่งแก้วตาดวงใจถูกไม้เรียวฟาดจนเนื้อช้ำ หรือถ้ามองในมุมของเด็กที่ถูกไม้เรียวตี แน่นอน, พวกเขาไม่ได้เจ็บแค่เพียงผิวเนื้อ ที่เมื่อผ่านวันคืนไปไม่นานก็หาย แต่ไม้เรียวที่ฟาด…กลายเป็นแผลเป็นฝังลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขาตราบนานเท่านาน

ถ้าเรายังเชื่อว่าไม้เรียวสร้างคน คนสร้างชาติ เชื่อว่าดรามานี้ก็จะยังมีขึ้นอยู่ต่อไปอีก อาจเปลี่ยนแค่ตัวละครและสถานการณ์…เท่านั้นละ

ขอบคุณข้อมูล: สสส.



Advertising