ข่าว

แพงไปไหม!! ยาแก้ปวด - ลดไขมัน ฟันกำไรหลักพันหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์

Published 4 พ.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

ยาราคาแพงเกินจริง

มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่การทำธุรกิจของบริษัทใหญ่ หรือบริษัททั่วไป จะต้องหากำไรจากสินค้าที่ผลิตหรือสินค้าที่รับมาขายไป

และการที่จะสร้างกำไรให้ธุรกิจได้งามๆ ก็ต้องหาต้นทุนของการทำสินค้านั้นให้ถูกๆ หน่อย โดยถ้าใครได้ทำธุรกิจมานาน มีฐานบริษัทเป็นเครือเต็มไปหมด ก็อาจจะมีอำนาจต่อรองสูงกับผู้ผลิต 

แต่ต้องยอมรับว่า บางทีการตั้งราคาสินค้าบางประเภทสวนทางเกินความจริง ก็ส่งผลต่อสังคม โดยเฉพาะถ้าสินค้านั้นๆ เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิต

ราคา ‘ยา’ สูงเกินจริง

ตอนนี้ประเด็นของ ‘ยาแพง’ ยังคงเป็นข้อถกเถียง ถึงเรทราคาที่สูงพุ่งลิบ บางผู้ประกอบการมีการตั้งราคาสูงกว่าโรงพยาบาลที่ซื้อยามาในต้นทุนสูง และบางโรงพยาบาลก็มีการขายยาในราคาที่สูงปรี๊ดเช่นกัน

สรุป คือ ราคา ‘ยา’ ในปัจจุบัน เริ่มถูกชำแหละถึงการตั้งราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุน หรือ ต้นทุนที่รับมาหรือผลิตเองในราคาต่ำ แต่กำหนดราคาขายสูงลิ่ว 

ยาราคาแพงเกินจริง

ที่ว่ายาแพงมันถึงขั้นไหน?

  • ยาแก้ปวดลดไข้ (Tyenal) ราคาขาย 1-22 บาท กำไร 26.58-4,483.34%
  • ยาลดความดัน (Anapril) ราคาขาย 2-56 บาท กำไร 150-9,100%
  • ยาลดไขมัน (Bestatin) ราคาขาย 2-61 บาท กำไร 185.71-11,965.21%
  • ยารักษาลมชัก (Depakine) ราคาขาย 300-1,354 บาท กำไร 26.12-470.01%
  • ยาฆ่าเชื้อ (Ciprobay) ราคาขาย 1,723-3,655.88 บาท กำไร 64.42-255.81% 
  • และยามะเร็ง ราคาขาย 86,500-234,767 บาท กำไร 9.98-188.80%

ตัวเลขดังที่ว่ามานี้ มาจากทางกระทรวงพาณิชย์ โดยวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกันกับ ผศ.ดร.สุจิตรา ตุลยาเดชานนท์ อาจารย์ประจำคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เข้าไปศึกษาและพบว่า ต้นทุนยาของโรงพยาบาลไม่มีความสัมพันธ์กับขนาดธุรกิจเลย

  • โดยธุรกิจแบบกลุ่มที่มีบริษัทในเครือ ส่วนใหญ่มีการกำหนดราคาขายยาสูง แต่ราคาซื้อต่ำ มีกำไรส่วนเกินสูง 
  • ส่วนโรงพยาบาลแบบเดี่ยว กำหนดราคาค่อนข้างต่ำ แต่ซื้อราคาสูง มีกำไรส่วนเกินต่ำกว่าแบบกลุ่ม 
  • และยังพบว่าโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และที่ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวตั้งราคาขายยาสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ

ฉะนั้นเรื่องของราคายา คงจะมีการควบคุมกันเข้มข้นขึ้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ และอื่นๆ รีบกำหนดกำไรมาตรฐานที่ควรจะเป็นของยาแต่ละชนิดว่าควรจะเป็นเท่าใด โดยจะเน้นยาที่จำเป็น 3,900 รายการก่อน และจากนั้นถึงจะมีแนวทางในการดำเนินการต่อ โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนที่ยังคิดราคาแพงแบบสุดโต่ง คงต้องเจอไม้แข็งแน่นวล…



Advertising