เรื่องเด่น

อองตวน ปินโต “มวยไทยเป็นสิ่งที่ผมรักมากที่สุด”

Published 10 ก.ค. 2019

By สุชา

อองตวน ปินโต “มวยไทยเป็นสิ่งที่ผมรักมากที่สุด”

เรารู้จัก ‘อองตวน’ ในฐานะนักมวยไทยไฟต์ชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงและผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ลีลาการชกมวยของเขาครบเครื่อง…หล่อ เด็ด เผ็ด มัน เจ้าของฉายา ‘เด็กฉลาม’

ชายหนุ่มเกิดที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนย้ายมาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมืองชายทะเลอย่างบางสะพาน เอื้อและนำทางอองตวนให้สนใจและก้าวเข้าสู่การเริ่มต้นชกมวยไทยตั้งแต่อายุ 11 ปี ก่อนกระดูกจะแข็งพอให้เข้ามาพิชิตชัย ณ สนามมวยลุมพินีตั้งแต่อายุ 14 ปี เขาสร้างสถิติเป็นนักมวยไทยต่างชาติที่ลงแข่งขันด้วยอายุน้อยที่สุด และขึ้นชกที่สนามมวยราชดำเนินตอนอายุเพียง 15 

อองตวนเป็นนักมวยไทยเจ้าของสถิติ ขึ้นชกทั้งหมด 139 นัด ชนะ 106 นัด (เป็นชนะน็อก 68 นัด) และเสมอ 1 นัด แพ้ 32 นัด นั่นเป็นสถิติที่ดีพอสมควร

ทุกวันนี้เหมือนเราจะได้เจออองตวนบ่อยมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่ในฐานะคนบันเทิง ล่าสุดกับการเป็นพิธีกรรายการ ‘เดอะเฟซ ไทยแลนด์’ และกำลังจะมีผลงานแสดงซีรีส์ผ่านทางไลน์ทีวี ชื่อเรื่อง ‘สู้ตาย!! นายกระจับ’ 

 

Q: ย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังเด็ก ตอนนั้นคุณรู้สึกอย่างไรที่พ่อกับแม่ย้ายมาอยู่เมืองไทย แล้วยังส่งคุณเข้าเรียนในโรงเรียนไทยอีกต่างหาก

A: ก็ตื่นเต้นดีครับ ตอนแรกที่มายังไม่ได้เรียนหนังสือ จึงเป็นอารมณ์แบบเป็น Holiday ตลอดเวลา ผมกับน้องได้ไปทะเลบ่อยๆ โดยไม่ต้องไปโรงเรียน มันสนุก แต่พอเข้าโรงเรียนก็เริ่มรู้สึกว่ากลับเข้าสู่โลกความเป็นจริง 

Q: ก่อนครอบครัวจะย้ายมาอยู่เมืองไทย พ่อกับแม่ได้ปรึกษาคุณก่อนไหม

A: ปรึกษาครับ ไม่ได้อยู่ๆ แล้วย้ายมาเลย และเราไปๆ มาๆ ฝรั่งเศส-ไทย อยู่ประมาณ 3 ปี ไป-กลับหลายรอบมาก ซึ่งผมกับน้องชอบอยู่แล้ว แอบหวังว่าเราจะได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ ตอนอยู่ฝรั่งเศสบ้านเราไม่ได้อยู่ในเมืองอยู่แล้ว พอย้ายมาอยู่บางสะพาน จึงไม่ได้รู้สึกแย่หรืออะไร หนำซ้ำมันยังเข้ากับเรามากกว่าด้วย การใช้ชีวิตสะดวกสบาย อากาศก็ดี

Q: แล้วเคยรู้จักมวยไทยมาก่อนหน้านั้นไหม 

A: (ปฏิเสธทันที) ไม่รู้ครับ เหมือนพออยู่มาเมืองไทยได้สักพัก ผมกับน้องเราเริ่มรู้สึกอยากมีเพื่อนมากขึ้น แล้วพอดีแถวบ้านเรามีค่ายมวยเยอะ สมัยนั้น…คือเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ค่ายมวยมีเยอะมาก จะเห็นเด็กๆ วิ่งผ่านหน้าบ้านแล้วเข้าค่ายไปซ้อมมวย อารมณ์เด็กอยากมีเพื่อน จึงวิ่งตามเด็กคนอื่นเข้าไปเล่นในค่ายมวยด้วย

สัมภาษณ์ อองตวน ปินโต,Rabbit Today

Q: คุณใช้ความพยายาม ความมุมานะมากแค่ไหน กว่าจะคว้าแชมป์ในฐานะนักมวยอาชีพได้สำเร็จ

A: นานมากครับ จริงๆ แล้วสำหรับผม การต่อยมวยเริ่มต้นจากการอยากมีเพื่อนตามที่เล่า แล้วมันก็พาไปสู่อีกเฟสหนึ่งที่เรามีความสุขกับการอยู่ในค่าย ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทยที่เราย้ายมา คือถ้าไม่ได้อยู่ในค่ายก็อาจไม่ได้เรียนรู้อะไรอื่นอีกมากมาย เพราะไม่ได้ซึมซับทุกอย่างของเมืองไทยทั้งหมด อยู่ที่บ้านก็อยู่กับพ่อแม่ แต่การอยู่ในค่ายมวยมันค่อนข้างมีกฎมีระเบียบ นอกจากนี้ยังมีเพื่อน มีครูที่คอยสอนเราตลอด

Q: อะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการอยู่ในค่ายมวยมากที่สุด 

A: เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของวัฒนธรรมไทย กับความพยายามที่จะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ สำหรับตัวผมเองจะสร้างเป้าหมายอยู่ตลอด และอยากทำมันให้เสร็จสมบูรณ์จริงๆ คำว่า ‘ได้แชมป์’ นั่นยังไม่ใช่เป้าหมาย ที่อยากได้ แชมป์เป็นเพียงความภาคภูมิใจ เหมือนเป็นการพิสูจน์ตัวเองในสายตาของคนอื่นมากกว่า 
ในความหมายคือ ด้วยความที่ผมเป็นชาวต่างชาติ มันจะมีปมข้อหนึ่งอยู่ตลอดว่า พวกครูหรือคนในค่าย หรือคนในวงการมวยก็ตามแต่ เขามองว่า คงทำไปงั้นๆ ทำไปขำๆ แหละ เดี๋ยวก็เลิก เพราะมวยไทยไม่ได้อยู่ในสายเลือด คุณทำไม่ได้หรอก ซึ่งมันเป็นปมของผมมาโดยตลอดตั้งแต่เด็ก อยู่ที่นี่…เราเป็นคนต่างชาติ เราไม่เหมือนเพื่อนๆ ความรู้สึกคือเราเป็นคนแปลก ไม่ได้เป็นคนปกติ ไปไหนมาไหนเหมือนมีคนชี้หน้าอย่างนั้น ซึ่งทำให้รู้สึกอึดอัด

การต่อยมวยจึงเป็นการพิสูจน์และเป็นเป้าหมายอย่างหนึ่ง พิสูจน์โดยการต่อสู้ ว่าเราทำเหมือนเพื่อนได้ เราไม่ต่างจากเขา แต่แน่นอนว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นๆ  

Q: แล้วปมนั้นเริ่มคลี่คลายลงเมื่อไร 

A: จริงๆ แล้วปมมันอยู่กับผมมานานมาก จนกระทั่งวันหนึ่งตั้งเป้าหมายว่า ถ้าตอนนี้ผมเป็นแค่นักมวยที่ต้องตระเวนไปชกตามงาน ก็คงต้องชกไปไม่มีที่สิ้นสุด และจะไม่มีความสำเร็จอะไรเลย ได้แต่ชกมวยต่อไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งเริ่มโตขึ้น ก็เริ่มรู้สึกว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่คนอื่นเขาคิด มันไม่ได้สำคัญเท่ากับสิ่งที่เรารู้สึก การใช้ชีวิตที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ทำให้ผมสร้างเป้าหมายว่าต้องสู้

สัมภาษณ์ อองตวน ปินโต,Rabbit Today

Q: ช่วงเวลาไหนในชีวิตที่เป็น Coming of age ของคุณมากที่สุด 

A: จริงๆ ผมเริ่มชกมวยตอนอายุ 11 ต่อมาเข้าไปชกในกรุงเทพฯ ตอนอายุประมาณ 14 แล้วชิงแชมป์ครั้งแรกตอนอายุ 17 หลังจากนั้นก็เริ่มรู้สึกสนใจสิ่งนี้น้อยลงตอนอายุประมาณ 18-19 ปี 

Q: เพราะอะไรครับ

A: มีอยู่ช่วงหนึ่งได้ชกเป็นทัวร์นาเม้นต์รอบๆ กรุงเทพฯ แล้วมันมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ที่สุดท้ายแล้วผมไม่ได้ชกต่อ มีข่าวในวงการมวยว่าผมโดนแบน ห้ามชกในประเทศไทยตลอดชีวิต เพราะผมไม่ยอมชกรายการนี้จนจบ ซึ่งในขณะเดียวกัน ณ ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปชกมวยที่ต่างประเทศบ่อยขึ้นแล้ว เป็นเพราะว่าตัวผมใหญ่ จึงเริ่มไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศ การโดนแบนทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ผมพยายามต่อสู้มาโดยตลอดเพื่อความถูกต้อง แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นเหมือนที่ผมเองคาดหวัง เลยเริ่มใส่ใจคอมเม้นต์ต่างๆ น้อยลง ประกอบกับโอกาสที่ได้ไปชกเมืองนอก เวลาผมไปชกมวยที่ต่างประเทศ คนที่เข้ามาดู เขามาดูเพราะอยากมาเชียร์เรา เขาเป็นแฟนคลับและมีตัวตนจริง

ขณะที่ตอนนั้น บนเวทีชกมวยที่เมืองไทย ผมรู้สึกว่าตัวตนเราน้อยมาก เป็นเหมือนแค่สัตว์ชนิดหนึ่งที่ขึ้นมาฆ่ากันให้คนเล่นการพนัน แต่ไม่ได้สนใจว่านักมวยคนนี้เป็นใคร เขาขอแค่วันนี้เข้ามาแล้วได้เล่น ขอให้มวยมันสูสี ใครแพ้-ใครชนะในเกมกีฬาก็ไม่เป็นไร นักมวยจะมีผลก็ต่อเมื่อเขาเล่นได้เท่านั้น

Q: ติดใจตรงคำพูดที่ว่า ‘เหมือนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง’

A: ใช่ครับ มันอาจจะฟังดูแรงมาก แต่ในความเป็นจริงมันเป็นแบบนั้น เพราะว่าเขาไม่ได้อินกับเรา หรือรู้สึกอะไรกับเรา ผมเคยคิดตอนเด็กว่านักมวยนี่ต้องเป็นจุดสูงสุดที่คนไทยให้เกียรติ ที่คนไทยคาดหวัง นั่นคือตอนเราเป็นเด็ก ผมเห็นนักมวยคนอื่นที่มีชื่อเสียงเป็นไอดอล เวลาเขาเดินผ่านหน้าเราไป โห…นี่เขาเป็นไอดอลของเราเลยนะ 
แต่พอตัวเองขึ้นมายืนในจุดนั้นแล้ว กลับรู้สึกว่าไม่ใช่แบบนั้น นักมวยคือจุดต่ำที่สุด คนที่เล่นการพนันเขาเดินผ่านหน้าไปแล้วส่ายหัวว่า ไฟต์ที่แล้วชกได้แค่นี้เหรอ สงสัยไม่ได้ซ้อม มันจะมีแต่คำดูถูกอยู่ตลอดเวลา ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เอ๊ะ…อะไร 

ผมเคยรู้สึกว่าถ้าวันหนึ่งตัวเองมีชื่อเสียง มันจะทำให้ผมดูใหญ่ขึ้น มีคนให้เกียรติมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย  ก็เลยตัดสินใจว่า งั้นไม่เป็นไร ถ้าตัวเองไปชกที่ต่างประเทศแล้วมีความสุข ก็ต้องเลือกไปชกต่างประเทศ เป้าหมายจึงเปลี่ยนไป แต่อย่างไรก็ตาม มวยไทยยังเป็นสิ่งที่ผมรักมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีทุกอย่างในชีวิต พอรักก็เลยอยากให้คนอื่นได้รู้สึกเหมือนกับผม จึงมีเป้าหมายใหม่ในเรื่องการเผยแพร่กีฬามวยไทยให้มากที่สุด ให้คนอื่นได้รู้สึกเหมือนผมให้มากที่สุด

สัมภาษณ์ อองตวน ปินโต,Rabbit Today

Q: นักมวย นักธุรกิจ พิธีกร นักแสดง สรุปว่าทุกวันนี้คุณทำงานอะไรบ้าง 

A: ผมพักเรื่องชกมวยมาแล้ว 2 ปี ก่อนหน้านี้คือทำค่ายมวยมาก่อน เราปั้นเด็กขึ้นมา และทำแชมป์โลกมาแล้วประมาณ 15 คน ตั้งแต่รุ่นเด็กยันโต หลังจากนั้นก็พักการทำมวยอาชีพมาสักพักหนึ่ง แล้วมาเปิดยิมสำหรับออกกำลังกาย นี่เป็นการต่อยอดเป้าหมาย ผมเคยคิดว่าถ้าเราไปชกมวยที่ต่างประเทศ ก็จะได้ต่อยอดมวยไทยเพื่อให้คนทั่วโลกรู้จักมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ย้อนกลับไปที่เมืองไทย ทำไมเราไม่ทำให้คนไทยรักมวยไทยเสียก่อน ก่อนที่จะไปทำให้ต่างประเทศเขารัก

Q:  ‘ปินโตไฟท์ สตูดิโอ’ ของคุณอยู่ที่ไหน

A: ที่ RCA ครับ

Q: แล้วงานบันเทิงล่ะ ที่ผ่านมาเราเห็นหน้าอองตวนทางจอทีวีบ่อย ทั้งในฐานะพิธีกร และนักแสดง

A: งานด้านบันเทิงก็มีมาเรื่อยๆ ครับ (เปลี่ยนใจกะทันหัน) จริงๆ ก็มีมาตลอด ที่ผ่านมาเคยรู้สึกว่าหน้าที่ของผมคือการเป็นนักมวย ก็เลยเต็มที่กับการชกตรงนั้น แต่โอเค ตอนนี้พักเรื่องชกไปก่อน ผมมีโอกาสได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มาประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เต็มที่กับงานในวงการบันเทิงมาก รู้สึกว่าสนุก นี่เป็นสิ่งที่ผมรักและมีความสุขที่ได้ทำ

ผมเชื่อว่าเวลาโอกาสมันมาถึงแล้ว เราควรจะเชื่อในความไว้วางใจของผู้ใหญ่ที่เขาให้โอกาส นั่นแสดงว่าเขาต้องเห็นอะไรในตัวเราบางอย่าง

สัมภาษณ์ อองตวน ปินโต,Rabbit Today

Q: 100 คะแนนเต็ม ให้ตัวเองเท่าไรในฐานะพิธีกรรายการ ‘The Face Thailand’

A: โห…ผมให้ตัวเองติดลบ (เห็นคนฟังทำหน้าไม่เชื่อ จึงย้ำ) จริงๆ นะครับ ผมคุยกับผู้จัดการว่า เขาคิดยังไงเอาผมไปทำหน้าที่พิธีกร ‘เดอะเฟซ ไทยแลนด์’ ซึ่งผมไม่มีความมั่นใจ คือทุกงานในวงการบันเทิงผมกล้าพูดเลยว่า ทุกรอบเวลามีการติดต่อมา เขาคิดอะไรอยู่น่ะ มันใช่เหรอ ผมไม่อยากให้งานเขาเสีย จะต้องทำยังไงก็ได้ให้งานเขาโอเค แล้วยิ่งมันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘เดอะเฟซ ไทยแลนด์’ ซึ่งเป็นรายการที่ดังมากอยู่แล้ว ผมยิ่งไม่อยากทำให้งานเขาพัง

จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ในซีซั่นแรกที่ได้ทำ ยอมรับว่าช่วงแรกตื่นเต้นมาก กดดัน ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไง ไม่รู้ว่าพิธีกรคืออะไร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะต้องพูดแบบไหน ยืนแบบไหน ใช้โทนเสียงยังไง ผมค่อนข้างเกร็งมาก แต่ด้วยประสบการณ์และคำแนะนำจากพี่ๆ ทุกคน จึงค่อยๆ ดีขึ้น ผมใช้ความพยายามอย่างมากจริงๆ เพื่อให้มันดี เพราะในช่วงแรกมีฟีดแบ็กมาค่อนข้างเยอะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะ การได้เห็นคอมเม้นต์ ว่าในสายตาของคนดูเขารู้สึกยังไง ถ้าเขารู้สึกอย่างนั้น เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้มันดีขึ้น

Q: ล่าสุดกับการแสดงซีรี่ส์ ‘สู้ตาย!! นายกระจับ’ เรื่องนี้ตัดสินใจรับเพราะอะไร

A: ผมรู้สึกว่ามันน่าท้าทาย ตอนแรกเลยรู้แค่ว่ามันเกี่ยวกับมวย ซึ่งก็ยังรู้สึกเฉยๆ เป็นปกติ ที่ผ่านมามักมีหนัง มีละครเกี่ยวกับนักมวยติดต่อผมมาเรื่อยๆ และตลอดเวลาอยู่แล้ว คงเพราะว่ามันเข้ากับผม แต่พอมารู้ว่า หนึ่ง มันเป็นคอเมดี้ และเรื่องราวความรักที่ผมต้องเจอในเรื่องมันค่อนข้างแปลก และไกลตัวมาก เลยรู้สึกว่าน่าจะสนุกและท้าทายมาก ผมอยากทำอะไรที่มันไม่ง่ายและท้าทายตัวเองตลอด

สัมภาษณ์ อองตวน ปินโต,Rabbit Today

Q: คุณรับบทเป็นอะไรในซีรีส์เรื่องนี้

A: ในบทเป็นตัวละครที่ชื่อ ‘ชัยชนะ’ จริงๆ มีความใกล้ตัวตรงที่เขาเป็นนักมวยที่ต่อสู้ และมีเป้าหมาย เป็นเป้าหมายที่ลึกลับซับซ้อนอยู่บางอย่าง แต่เขายังไปไม่ถึงแชมป์ ซึ่งย้อนกลับไป ผมมองเห็นตัวเองในวันที่ยังไม่ได้แชมป์ เราก็มีเป้าหมายเหมือนกัน แต่ว่าเขาจะมีเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นและแตกต่างกับเรามาก

Q:  ในเรื่องงานดูเหมือนคุณจะโชคดีและประสบความสำเร็จ แล้วกับความรักล่ะ สวนทางกันหรือไม่

A: ผมว่าเฉยๆ ครับ ไม่อย่างนั้นคนที่ทำงานเยอะทุกคนก็ต้องไม่มีความรักสิ

Q: หัวใจตอนนี้ของอองตวนเป็นยังไง

A: (อองตวนนิ่งไป 3 วินาที ก่อนตอบ) ปกติดีครับ