เรื่องเด่น

หนังไทย...อย่างไรดี สนทนากับผู้กำกับฯ ดีกรีร้อน ‘นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ’

Published 1 เม.ย. 2019

By สันทัด โพธิสา

Anucha-Boonyawatana-Interview-scoop-Rabbit-Today-banner

หนัง ‘มะลิลา’ คว้ารางวัลภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม และอื่นๆ อีก 7 รางวัล บนเวทีการประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 28... 

ทว่าความร้อนแรงของภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะยังแรงไม่เท่าวินาทีที่ผู้กำกับ ‘นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ’ ขึ้นไปกล่าวคำขอบคุณบนเวที บางช่วงบางตอน, เธอกล่าวถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างภาครัฐ ที่มิได้ให้การสนับสนุนวงการเท่าที่ควร

เจอประโยคร้อนๆ แบบนี้ พอลงจากเวที...นุชี่โดนทั้งก้อนหิน ก้อนกรวด จากโลกโซเชียล ปาใส่หลายทิศทาง

ทว่า จากถ้อยคำกล่าวในค่ำคืนนั้น กลับเกิด ‘แรงกระเพื่อม’ วงใหญ่ ส่งไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ไทยในหลากหลายมิติ

หลังประเด็นร้อนลดอุณหภูมิลง Rabbit Today มีนัดพูดคุยกับนุชี่ถึงเรื่องราวดังกล่าว และแน่นอน, เราอยากรู้ว่า วงกระเพื่อมเหล่านั้นส่งผลไปในทิศทางบวกหรือลบเช่นไร...

หนังไทย...อย่างไรดี สนทนากับผู้กำกับฯ ดีกรีร้อน ‘นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ’,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ขออนุญาตถามย้อนกลับไปในคืนวันงานภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 28 อะไรคือสิ่งที่คุณคิดอยู่บนเวทีตอนนั้น

A: ต้องเล่าอย่างนี้ก่อน คือนอกจากเราจะเป็นผู้กำกับหนัง ในอีกภาคหนึ่งก็ทำงานร่วมกับสมาคมผู้กำกับหนังไทยด้วย ทำให้รับรู้ถึงปัญหาและอุปสรรคของหนังไทยมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลายมิติ บางเรื่องทำสคริปต์เสร็จแล้ว ไม่มีทุนทำต่อ บางเรื่องสร้างเสร็จเรียบร้อย ไม่มีงบประชาสัมพันธ์ หรือแม้แต่เข้าฉายไปแล้ว มีโรงฉาย 2 โรง โรงละ 1 รอบต่อวัน

วันที่ยืนอยู่บนนั้นจึงรู้สึกว่า หนังไทยไม่น่าจะมีอนาคตที่สดใสนัก ทั้งๆ ที่เรามีบุคลากรที่ดีพร้อมอยู่แล้ว ทุกวันนี้กองถ่ายหนังต่างประเทศ กองถ่ายหนังโฆษณาต่างประเทศ มาใช้การถ่ายทำที่บ้านเรา หรือใช้บุคลากรของเราหมด เรียกว่าในระดับเซาธ์อีสต์เอเชีย หรือแม้แต่ในเอเชีย เราเป็นประเทศที่มีความพร้อมในงานเบื้องหลังมากที่สุด แต่กลายเป็นว่าบุคลากรพร้อม คอนเท้นต์ก็พร้อม แต่ทำไมรากฐานทางวัฒนธรรมบันเทิงของเราถึงสู้เขาไม่ได้ เราต้องการให้ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาที่ขึ้นไปพูดบนเวที ซึ่งทุกคนก็บอกว่ามันเป็นความจริง 

Q: ถ้าให้พูดตรงนี้ คุณต้องการอะไรจากภาครัฐ

A: เราไม่ได้ต้องการว่ารัฐต้องมาอุ้มชู 100% เพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ และไม่ได้ว่าจะมาแบมือขออย่างเดียว แต่ว่าสิ่งที่เราต้องการคือ หลังจากทำภาพยนตร์ออกมาแล้ว ควรได้รับการสนับสนุนอย่างมีระบบ เช่น ช่วยเรื่องการตลาด มีการตลาดในการนำไปฉายอย่างไร การเข้าฉายยุติธรรมไหม โรงภาพยนตร์ให้พื้นที่เพียงพอไหม เพราะหลายครั้งที่รู้สึกเสียดายที่เรามีคอนเท้นต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่พอมาถึงเมืองไทย ประสิทธิภาพของมันไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มที่

หนังไทย...อย่างไรดี สนทนากับผู้กำกับฯ ดีกรีร้อน ‘นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ’,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: แล้วถ้าหากตั้งคำถามกลับ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องสนับสนุนภาพยนตร์ไทย

A: มิติที่สำคัญของภาพยนตร์อย่างหนึ่ง คือมันมีซอฟต์เพาเวอร์ หรือพลังในการแทรกซึมทางวัฒนธรรม เราอาจจะเรียกมันว่า เป็นอาวุธทางวัฒนธรรมก็ได้ เมื่อไรที่เราเผยแพร่อาวุธชิ้นนี้ไปแล้วโดนใจผู้คน มันจะนำพามาซึ่งความมั่งคั่ง ยกตัวอย่างโมเดลที่ชัดเจนอย่างเกาหลี เขาพัฒนาเทคโนโลยีไปพร้อมๆ กับวัฒนธรรมบันเทิง ทุกวันนี้โทรศัพท์ซัมซุงกับหนัง-ซีรีส์เกาหลีกลายเป็นการส่งออกที่มีมูลค่ามหาศาล 

กลับมาที่หนังไทย สมมติว่าถ้าหนังมะลิลาของเราได้รับการสนับสนุน หรือพูดง่ายๆ ว่า สามารถทำให้คนทั่วโลกได้ดูมากกว่านี้ ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หนึ่ง หนังเรื่องนี้มีประเด็นของความเป็น LGBT หรือเพศทางเลือก ต่างชาติจะมองว่าประเทศไทยเฟรนด์ลี่กับกลุ่ม LGBT ซึ่งต้องยอมรับว่า สังคมในวันนี้ค่อนข้างเปิดกว้างกับคนกลุ่มนี้ ไหนจะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็พยายามทำการตลาดกับคนกลุ่มนี้อยู่ หนังเรื่องนี้ก็อาจจะสร้างโอกาสในมิติของการท่องเที่ยวได้มากขึ้น 

ในเรื่องเรายังพูดถึงศาสนา การทำสมาธิ ซึ่งเราเป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่อง Meditation หรือการทำสมาธิ แล้วเวลานี้คนทั่วโลกก็กำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ มันอาจจะกลายเป็นมุมใหม่ๆ ที่นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาสัมผัส อยากมาทรีตเม้นต์ทางจิตใจ ทั้งหมดที่เล่ามา คือซอฟต์เพาเวอร์ หรือพลังของการแทรกซึมไปในวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากหนัง ความจริงถ้าหนังขายได้ มันมีรายได้ทางตรงอยู่แล้ว แต่ถ้าเราสามารถโน้มน้าวผู้คนในเชิงวัฒนธรรมได้อีก ก็ถือเป็นสิ่งที่จะได้เพิ่มขึ้นมา

Q: อยากเห็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในฝันเป็นอย่างไร

A: อย่าใช้คำว่าในฝันเลย ใช้คำว่า ในความน่าจะเป็นดีกว่า (ยิ้ม) อย่างแรก อยากเห็นหนังหลากหลายประเภทเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ มีคนดูพอสมควร ในระดับที่ผู้สร้างอยู่รอดได้ รวมถึงอยากเห็นหนังไทยได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ ทุกวันนี้ถ้ามีหนังไทย หนังญี่ปุ่น หนังเกาหลีเรียงอยู่ตรงหน้า ต่างชาติจะเลือกหยิบหนังไทยเป็นอันดับสุดท้าย ต้องยอมรับว่า หนังญี่ปุ่นหรือเกาหลีเขาดังกว่า เพราะเขาติดตลาดไปแล้ว

ถ้าอยากให้วงการหนังไทยเติบโต เราต้องอาศัยการมองอย่างเป็นระบบ ต้องแก้ไข ต้องมีวิสัยทัศน์ และคงไม่ใช่การเข้ามาช่วยเหลือของรัฐบาลแบบเป็นครั้งคราว แต่ต้องเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือการพัฒนาคนดู ทำอย่างไรให้คนดูดูหนังที่หลากหลายขึ้น เพราะหนังไม่ได้มีเพียงแอ๊กชั่น ซูเปอร์ฮีโร่ หรือผี แต่ยังมีหนังดราม่า หนังที่ให้แง่คิด หนังวิพากษ์วิจารณ์สังคม ซึ่งหนังเหล่านี้จะช่วยตั้งคำถามและช่วยพัฒนาสังคมได้ 

ถามว่า แล้วทำอย่างไรถึงจะพัฒนาคนดู เราอาจจะต้องให้เด็กมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ที่หลากหลายมากขึ้น หรือควรบรรจุภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งในสื่อการสอน เพราะถ้าเรามีรากฐานในการชมภาพยนตร์ที่ดีมาตั้งแต่เด็ก ความหลากหลายในวงการภาพยนตร์ก็จะเกิดขึ้นตามมา ครั้งหนึ่งเราเคยไปเทศกาลหนังที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เขาจะมีเซกชั่นหนึ่งชื่อ เซกชั่นเจเนอเรชั่น เป็นการคัดเลือกหนังจากทั่วโลกที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัยมาให้เด็กๆ ได้ดู พอหนังจบแล้ว จะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้พูดคุยผู้กำกับฯ ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ และทำให้เด็กๆ เข้าใจว่า หนังมีความหลากหลาย การดูหนังจริงๆ ควรเริ่มแบบนี้ อย่าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาดอย่างเดียว

Q: หวังไหมว่า สักวันภาพยนตร์ไทยจะไปถึงจุดนั้น

A: เรามีความหวังเสมอ (ยิ้ม) แต่เราไม่ได้หวังอย่างเดียว ต้องลงมือทำด้วย เราจึงตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้กับสังคม จากเหตุการณ์ในวันนั้น ก็มีเสียงสะท้อนจากคนในวงการหนังออกมานะว่า ต่อไปต้องกล้าที่จะเรียกร้อง กล้าที่จะพูดถึงปัญหามากขึ้น แต่เดิมหลายคนอาจจะกลัวผลกระทบที่ตามมา แต่ถึงที่สุดแล้ว เราต้องช่วยกันผลักดัน ทำให้มาตรฐานมันเกิด และมีระบบที่ดีในระยะยาว

หนังไทย...อย่างไรดี สนทนากับผู้กำกับฯ ดีกรีร้อน ‘นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ’,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ถ้าให้ย้อนกลับไปได้ อยากจะแก้ไขประโยคที่พูดไปในวันนั้นไหม

A: คงเพิ่มเติมเรื่องการขอบคุณกระทรวงวัฒนธรรมที่เราไม่ได้พูดถึง เพราะที่ผ่านมาเราได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมในหลายๆ มิติ แต่ด้วยความตื่นเต้น ทำให้ลืมกล่าวขอบคุณตรงจุดนี้ไป ส่วนประโยคอื่นๆ ที่พูดไป ก็เป็นความต้องการให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมหนังไทย ไม่ใช่ตั้งใจจะไปด่าเขา บางคนคิดมากขนาดหาว่าเราใส่ร้ายรัฐบาล เจตนาเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ก็ดีที่เกิดแรงกระเพื่อมมากขนาดนี้ ใครจะต่อว่าเราอย่างไร ยินดี ไม่มีปัญหาเลย เพราะเราว่ามันทำให้สังคมเกิดการถกเถียง ซึ่งเราว่าดี (ยิ้ม)

Q: รู้สึกอย่างไรกับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำที่ได้รับมา

A: ดีใจมากๆ เพราะเป็นรางวัลที่ได้รับการโหวตจากคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เมื่อก่อนใช้กรรมการตัดสิน แต่เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว เป็นคนในวงการที่ทำหน้าที่ต่างๆ เป็นคนโหวตให้ อารมณ์เหมือนรางวัลออสการ์ (ยิ้ม) เพราะฉะนั้นการได้รางวัลนี้ เหมือนกับได้รับการยอมรับจากคนในอาชีพเดียวกัน ก็ถือเป็นความภูมิใจ 

Q: สุดท้าย วันนี้คุณภูมิใจกับการเป็น ‘ผู้กำกับหนังไทย’ แค่ไหน

A: ภูมิใจมาก ส่วนตัวเราคิดว่า ผู้คนก็ยังให้ความเชื่อถือคนเป็นผู้กำกับภาพยนตร์อยู่ เป็นตำแหน่งที่พูดแล้วมีคนฟัง โดยเฉพาะการพูดอะไรบางอย่างผ่านตัวหนังกับสังคม ก็ยังรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ว่า พลังเหล่านี้ยังคงอยู่ (ยิ้ม)

พลังของภาพยนตร์ยังคงมีความหมายต่อผู้ชมอยู่เสมอ ภาพยนตร์จะดีได้อยู่ที่คนทำ และคนทำจะทำงานให้ดีขึ้นได้ ก็ขึ้นอยู่กับผู้มีส่วนผลักดันช่วยเหลือในทุกๆ ด้าน หากอยากให้ ‘หนังไทย’ ไปได้ดี ทุกคนต้องช่วยกัน...