เรื่องเด่น

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์

Published 10 ก.ย. 2018

By Rabbit Today

Bell_Supol-news-beat-Rabbit-Today-banner

Rabbit Today กำลังจะทำสิ่งที่เสียมารยาทมากที่สุด ต่อนักร้องหนุ่ม ‘เบล สุพล’

...นั่นคือการขอให้เขาร้องเพลงให้ฟังหน่อย

ครั้งหนึ่งนักร้องหญิงระดับดีว่าของเมืองไทยเคยบอกผมว่างั้น เหมือนเวลาเจอนักแสดงตลก เราไม่ควรบอกให้เขาเล่นมุกขำให้ดู เพราะคนเราไม่ได้อยู่ในโหมดอยากขำ หรือพร้อมเอ็นเตอร์เทนคนอื่นให้หัวเราะตลอดเวลา 

ผมไม่อยากให้เบล สุพล คิดไกลไปนั่น แต่...ซิงเกิลใหม่ของเขาที่เพิ่งปล่อยออกมา ‘เพราะเธอ’ คาดหวังได้ว่ามันต้องดังและกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานเพลงรักของประเทศ แล้วใครเล่าอดใจไหว ในเมื่อตรงหน้าเราคือ ‘เจ้าพ่อเพลงรัก’ ตัวเป็นๆ

ครับ, ฉายานั้นเหมาะสมกับชายหนุ่มมากสุดแล้ว ค่าที่เรารู้จักเขาในฐานะศิลปินชายเดี่ยวที่มีบทเพลงรักติดท็อปชาร์ต และมีคู่รักนำไปใช้เปิดในวันแต่งงานมากที่สุด เบลทำหน้าที่เป็นตัวแทนความโรแมนติกมาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีในวงการได้ไม่ขาดตกบกพร่อง

ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนพูดให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นด้วยประโยค “ไม่เสียมารยาทเลยครับ ผมยินดี”

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์,ข่าววันนี้,Rabbit Today

Q: การเป็นศิลปินวันนี้ ที่สื่อออนไลน์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ต้องปรับตัวเยอะไหม

A: ปรับตัวเยอะครับ ผมมาจากยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย จู่ๆ วันหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงมาเป็นยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลแบบเข้มข้นมาก จึงต้องปรับตัว เพราะผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเล่นอะไรพวกนี้ หรือถ้าเล่นก็ในมุมที่เป็นส่วนตัวมาก ไม่ได้เล่นในมุมที่แชร์ตัวเองหรือนำเสนอตัวเองผ่านสื่อออนไลน์

Q: มันดีหรือไม่ดีอย่างไร

A: ผมว่าดีนะ สุดท้าย…โซเชียลมีเดียทำให้เราใกล้ชิดกับแฟนเพลง และไม่ต้องรอ สมัยก่อนเวลาศิลปินอยากนำเสนอผลงานให้คนเห็น ต้องอาศัยผ่านโทรทัศน์ ผ่านสิ่งพิมพ์ คือมันยาก มีกระบวนการเยอะ แต่ทุกวันนี้เราได้เห็นกันทุกวัน เห็นเกือบตลอดเวลา ทำให้ได้ใกล้ชิดกับแฟนเพลงมากขึ้น

Q: แล้วอย่างนี้คนเป็นศิลปินจะรักษาไพรเวซี่ของตัวเองไว้อย่างไร

A: แล้วแต่คนนะครับ ส่วนตัวผมค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูงเสียจนบางทีมันสูงไป ก็เลยต้องปรับสมดุลตรงนี้ ซึ่งผมคงไม่ได้เล่นไลฟ์สดตลอดเวลา หรือแชร์ทุกอย่างในชีวิต แต่ก็พยายามจะให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะรู้สึกว่าถ้าเล่นแบบตัวตนเราจริงๆ อาจจะน้อยไป เราอยู่ตรงนี้ และอยู่ในยุคนี้ มันควรมีคอนเท้นต์อะไรให้ทุกคนได้ติดตามอยู่เรื่อยๆ และในอีกมุมหนึ่ง ผมอยากจะขอบคุณคนที่เขาติดตามเราด้วย การมีเรื่องราวหรือแชร์อะไรไป คนที่ติดตามเราเขาน่าจะมีความสุข

Q: คุณมีต้นแบบศิลปินที่อยากเดินไปให้ถึงจุดนั้นบ้างหรือไม่

A: ต้นแบบจริงๆ ระบุคนคงไม่ได้ เพราะมีเยอะมาก ผมมองพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ศิลปินทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ที่เข้ามาก่อน หรือรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามา พวกเขาล้วนแล้วแต่มีผลงานหรือแง่คิดในการทำงานให้เราได้เรียนรู้ ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นครู เป็นบทเรียนให้เราได้หมดเลย เพราะแต่ละคนมีความสามารถ และมีอะไรให้เราเรียนรู้ในหลายมุมมากครับ 

Q: กลัวการเปรียบเทียบไหมครับ

A: เมื่อก่อนนี้กลัวนะ เพราะเหมือนยังเป็นเด็ก ย้อนกลับไปตอนเราเป็นเด็กน่ะ เราก็ไม่ชอบให้พ่อแม่เอาเราไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น หรือแม้แต่พี่ชายเราเอง เพราะมันคนละคนกัน เหมือนต้นไม้คนละต้น คนละประเภท คนละชนิดกัน เพราะฉะนั้นมันไม่สามารถเอาไม้บรรทัดอันเดียวมาวัดทุกสิ่งทุกอย่างได้ เมื่อก่อนนี้จะกลัว แต่ตอนนี้ผมว่าผมไม่กลัวนะ เพราะผมฟังได้หมดเลย ไม่ว่าจะแง่บวกหรือลบ การเปรียบเทียบหรืออะไรก็แล้วแต่ ในจุดหนึ่งทำให้เรามองเห็นตัวเองด้วย แต่ในทุกๆ คอนเม้นต์ ทุกๆ ข้อมูล ก็ต้องเอามาแยกแยะ ว่าอะไรมีประโยชน์ก็รับฟัง เอามาพัฒนาปรับปรุงตัว ส่วนคอมเม้นต์หรืออะไรที่มันบั่นทอน และไม่ได้เกิดประโยชน์ ไม่ได้ติเพื่อก่อ หรือพัฒนาต่อไปได้ ก็อาจจะฟังหูไว้หู

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์,ข่าววันนี้,Rabbit Today

Q: คุณเป็นคนอ่อนไหวกับคำวิจารณ์ไหม

A: ผมว่าทุกคนรู้สึกนะ เพราะว่าทุกคนมีความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นวิจารณ์บวกหรือลบ แต่ทีนี้มันจะส่งผลจนเหมือนกับเราเซ หรือพังทลายไปเลยไหม ก็คงไม่ แต่ถามว่ารู้สึกไหม ก็คงรู้สึกอยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่บอกคือ เราต้องเก็บมาคิดว่าอันไหนเป็นคำติที่มีประโยชน์ เรารับฟังไว้ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนที่สุดยอด เก่งกาจ หรือไม่มีข้อบกพร่อง ผมยังมีข้อบกพร่องที่ต้องพัฒนาตัวเองต่อไปมากมาย ก็…ชอบนะ หลายครั้งที่ได้รับคำวิจารณ์มา มันเป็นอะไรที่เตือนสติว่าเราก็ยังมีข้อผิดพลาดที่ต้องแก้ไข

Q: เคยคิดตัดอารมณ์ หรืออยากตอบโต้บ้างไหม

A: ผมว่าตัดไม่ได้หรอก แต่คงไม่พยายามไปตอบโต้หรืออธิบายอะไร สมมติถ้ามันเป็นคำวิจารณ์เกี่ยวกับตัวผมว่าเขาไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้ โน่นนี่นั่นโน่น ผมว่าทุกคนมีความคิดเห็นได้ เขาไม่ชอบเราได้ครับ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ถ้ามีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นแล้วมันมีผลกระทบต่อคนอื่น หรืออาจมีความเสียหายเกิดขึ้น ก็อาจจะออกมาอธิบาย แต่คงไม่ได้ตอบโต้หรือไปด่าอะไรเขาคืนแน่

Q: คำถามนี้ง่าย แต่ตอบยาก ตัวตนจริงๆ ของเบล เป็นคนอย่างไรครับ

A: โอ้โห! อธิบายอย่างไรดี ตัวตนผมจริงๆ ก็คงเป็นคน…(ทิ้งเวลาคิดนาน)

Q: ดูคุณไม่ใช่คนตลก

A: ใช่ครับ, ผมไม่ใช่คนตลก (ทำท่าเหมือนจะคิดคำตอบนาน ผมเลยแทรก)

Q: เวลาอยู่กับเพื่อนล่ะ เป็นอย่างไร

A: ผมเป็นคนกวนตี-น เออ…(นึกขึ้นได้) ผมเป็นคนกวนตี-น (ย้ำ) แต่จะกวนตีน-กับคนที่ค่อนข้างสนิท ถ้ารักกันผมคงจะกวนตี-นได้ แต่ถ้าไม่สนิทกันผมคงไม่กล้ากวนตี-น กับเพื่อนที่เราเล่นได้ แต่คงไม่ใช่คนที่มีมุกอะไรแพรวพราวตลอดเวลา ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ในมุมของคนอื่นเขาคงมองผมเป็นคนค่อนข้างนิ่งนิดหนึ่ง

Q: ทำอย่างไรถึงจะสนิทกับเบล-สุพล ได้เร็วที่สุดครับ

A: คงต้องเจอกันบ่อยๆ เวลาผมสนิทใจหรือสบายใจกับใคร เราจะรู้ได้เองว่าบรรยากาศของเขาเป็นมิตรไหม เขาพูดจาไพเราะ แต่จริงๆ แล้วข้างในเขาไม่ใช่ คือจะสัมผัสได้สำหรับคนที่เราอยู่ด้วยแล้ว…เฮ้ย! คนนี้มันไม่ได้ หรือคนนี้เขาน่ารักจัง คนนี้ไม่มีพิษมีภัย คนนี้เขาจริงใจ คนนี้พูดแบบนี้เขาคิดแบบนี้นะ เราจะรู้สึกสบายๆ กับคนที่จริงใจ และเป็นกันเอง เวลาผมเจอใครก็จะมอบความรู้สึกนี้ไปให้ก่อน แต่โอเค มันมีเรื่องของเคมีด้วยละ ว่าเป็นคนละแบบกัน หรือเป็นคนแบบเดียวกัน แต่พื้นฐานผมว่าสุดท้ายต้องเป็นคนที่มีความจริงใจก็น่าจะสนิทกันได้ครับ

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์,ข่าววันนี้,Rabbit Today

Q: ตกลงเบลเป็นคนเข้าถึงง่ายหรือยากกันแน่

A: เคยเข้าถึงยากมาโดยตลอด (ยิ้ม) แต่ผมว่ายุคหลังมานี้ผมเปิด ก่อนหน้าผมจะเป็นคนที่ไม่กล้าไปคุยกับใครก่อน มนุษยสัมพันธ์อาจจะไม่ค่อยดีมาก แต่พอเราอยู่ตรงนี้ไปนานๆ ก็ต้องปรับตัว และมันก็ปรับมาเรียบร้อยแล้วละ ผมว่าผมก็ชิลล์ขึ้นเยอะนะ แต่การจะสนิทกันมันก็ยากจริงๆ นั่นละ มันคงเหมือนกับทุกๆ คนที่กว่าจะสนิทกับใครสักคนหนึ่ง คงต้องมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ต้องผ่านอะไรๆ มาด้วายกัน หรือว่าได้คุยกันแล้วรู้สึกว่าถูกคอ

Q: อะไรคือพื้นฐานสำคัญของคุณที่ทำให้เติบโตมาเป็นศิลปินวันนี้ได้

A: อันดับแรกผมว่าเป็นโชคชะตา เพราะผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนร้องเพลงสุดยอด หรือมีความสามารถมากๆ หน้าตาดีสุดๆ หรือมีความเป็นสตาร์มาจากไหน  ผมว่าเป็นความโชคดีที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสให้มาทำสิ่งนี้ ซึ่งผมทำมันจากความตั้งใจและทุ่มเทในการผลิตผลงานให้ดีในทุกๆ ช่วงเวลา สิ่งละเล็กละน้อยมังครับที่ช่วยๆ กันพาให้ผมมาถึงตรงนี้ได้

Q: เคยมีจังหวะไหนถอดใจหรือท้อบ้างไหมครับ

A: มี (ตอบทันที) น่าจะประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ความจริงช่วงนี้มันก็มีแว้บๆ นะ คือมีอยู่เรื่อยๆ คงเพราะด้วยความที่อยู่มานาน มันเริ่มมีความยากขึ้นในการจะไปต่อ ส่วนหนึ่งมาจากตัวเราเองด้วย ที่พอทำงานไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะทำอย่างไรให้งานชิ้นต่อๆ ไปมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ต่อยอดจากของเดิมไปอีก หรือให้แตกต่างไปจากเดิม 2-3 ปีที่แล้วผมทำเพลงในรูปแบบของเบล-สุพล ที่ทุกคนคุ้นเคยมาเสียจนรู้สึกว่า เอ๊ะ…เราทำอย่างอื่นที่มันแตกต่างไปจากนี้ได้ไหม หรือมันมีอะไรที่มากกว่านี้ไหม ก็เลยเป็นการทดลองออกไปทำอะไรที่แตกต่างออกไป เหมือนการทำความรู้จักตัวเอง หาไดเร็กชั่นของตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง

Q: ฟังดูยากมากนะ การหาไดเร็กชั่นใหม่ทั้งที่คุณมีแต้มของความสำเร็จอยู่ก่อนแล้ว

A: ใช่ครับ…ยาก

Q: คุณหมายถึงการหนีแต้มความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง พูดอย่างนี้ถูกต้องไหม

A: คือเราคิดว่าอยากจะไปต่อมากกว่า ไม่อยากวนอยู่กับที่ แต่คราวนี้ถือเป็นการเรียนรู้ที่มีความสำคัญกับผมมาก บางทีเราก็หนีตัวเองไปอย่างสิ้นเชิงไม่ได้ จึงมีคำตอบในวันนี้ว่าเราก็ยังเป็นตัวเองอยู่ เพียงแต่ผสมอะไรเข้ามาที่มีความแปลกใหม่ หลากหลายขึ้น แต่นั่นละคือความยาก เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างที่เราหวังไว้ ซึ่งตอนนี้ผมเริ่มเจอไดเร็กชั่นที่กำลังจะไปแล้ว และค่อยๆ พยายามเดินต่อ

Q: คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในแง่นักร้องเพลงรักที่ประสบความสำเร็จ เพลงของคุณถูกใช้เป็นเพลงในงานแต่งงานบ่อยครั้งมาก รู้สึกดีหรือไม่ดี

A: รู้สึกดีครับ ผมได้อยู่ในบรรยากาศความรักของหลายๆ คน ประเทศไทยมีนักร้องเยอะมาก เพลงมีเยอะมาก แต่คู่รักคู่หนึ่งเขาเลือกเพลงของผมมาสรุปเรื่องราว หรือมาบอกแทนความในใจของทั้งคู่ โห…รู้สึกโชคดีจังเลย เป็นเกียรติเลยด้วยซ้ำ ที่เพลงของผมสามารถทำหน้าที่นั้นได้ และตัวเราเองก็ถูกเชิญไปอยู่ในบรรยากาศนั้นหลายต่อหลายครั้ง รู้สึกเป็นช่วงเวลาที่มหัศจรรย์มากครับกับการเป็นนักร้องที่ได้ไปอยู่ในวันสำคัญนั้นของทั้งคู่

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์,ข่าววันนี้,Rabbit Today

Q: พูดถึงซิงเกิลล่าสุดที่ร้องให้ Rabbit Today ฟังเมื่อสักครู่หน่อยสิ

A: นี่เป็นเพลงรักของผมในรอบ 6 ปีครับ ที่ผ่านมาผมเริ่มรู้สึก…เอ๊ะ! เราทำแต่เพลงรักจนถึงจุดที่ไม่รู้จะทำอย่างไรให้มันน่าสนใจ คงเหมือนหลายๆ คนที่ทำอะไรซ้ำๆ เดิมแล้วคงรู้สึกเบื่อ และเราก็คิดแทนคนฟังว่า เขาน่าจะเบื่อ ก็เลยเบรก ไปทำเพลงแบบอื่น จนหันกลับมาดูนาฬิกาอีกที โอ้ว…นี่เราเบรกเพลงโรแมนติก เพลงสมหวังไปนานมากถึง 6 ปีแล้วหรือ ผมเลยคิดว่าถึงเวลาที่จะกลับมาทำเพลงโรแมนติกอีกครั้งหนึ่งครับ แต่คราวนี้อยากจะเพิ่มความพิเศษโดยการเชิญพี่นัท-ปนัดดา เรืองวุฒิ มาดูเอต เราไม่เคยมีคู่ที่ร้องเพลงกันมาก่อน และเพลงรักน่าจะสมบูรณ์ที่สุดถ้ามีความรู้สึกของทั้งฝั่งผู้ชายและผู้หญิงอยู่ในเพลงๆ เดียวกัน

Q: ร่วมงานกับลูกนัทเป็นไงบ้าง

A: เป็นนักร้องรุ่นพี่ที่เราเห็นเขามานาน ผมชื่นชมในคุณภาพการร้องของเขามาก จนวันหนึ่งได้มารู้จักกัน เลยทำให้รู้ว่า ภาพดีว่าหรือที่หลายๆ คนมองปนัดดา เรืองวุฒิ ไว้ ตัวตนจริงๆ ของเขาเป็นคนเฮฮามาก ใช้คำว่าเป็นคนรั่วคนหนึ่งได้เลยครับ แต่เป็นในทางที่ดีนะครับ เขาสนุกน่ะ เป็นมนุษย์ที่สนุกมาก เป็นกันเอง ผมรู้สึกดีใจที่ได้รู้จักและได้ทำงานชิ้นนี้ด้วยกัน อย่างน้อยพอเวลาผ่านไป ได้มองย้อนกลับมาแล้วเรามีงานอะไรที่เป็นที่ระลึกร่วมกัน 1 ชิ้นครับ

Q: หลังจากนี้จะมีผลงานอื่นๆ ตามมาอีกไหมครับ

A: ตอนนี้กำลังทำเพลงซิงเกิลใหม่ กำลังจะขึ้นเลยครับ เพราะเพลงเพลงหนึ่งต้องใช้กระบวนการค่อนข้างนาน หรือบางทีเราทำๆ ไปแล้วอาจจะเปลี่ยนใจไม่เอาแล้ว ขึ้นใหม่ อะไรอย่างนี้ ผมอยากให้งานมันต่อเนื่อง หลังจากนี้ผมอยากมีงานออกมาแบบสม่ำเสมอ แบบจบเพลงนี้ก็ต่อเพลงใหม่เลยครับ มีไดเร็กชั่นที่มองไว้แล้ว อยากให้มันออกมาได้อย่างที่ใจนึก ก็น่าจะมีความสุขมากถ้าทำได้ตามนั้น

Q: เปลี่ยนมาถามเรื่องไลฟ์สไตล์ของคุณบ้าง 24 ชั่วโมงของเบล-สุพล ส่วนใหญ่หมดไปกับอะไร

A: ไลฟ์สไตล์ของผมมันขึ้นอยู่กับงานด้วย ช่วงไหนทำงาน ไลฟ์สไตล์ก็จะน้อย เพราะต้องเอางานก่อน แต่ช่วงที่ว่างจริงๆ ก็จะอยู่บ้าน หลังๆ มานี้พอเริ่มอายุมากขึ้น และรู้สึกว่าไม่อยากเดินทาง ไม่อยากออกมาเดินห้างฯ หรือเจอรถติด ผมจะเซตวันทำธุระ ทำโน่นนี่นั่น ปุ๊บๆๆๆ พยายามจะมีวันที่แค่ออกไปกินข้าวแถวบ้าน อยู่แถวละแวกบ้าน ไม่ออกมาไกลมาก

กับจะเจอเพื่อนทุกวันจันทร์กับวันพฤหัสฯ คือผมโตมาในสังคมเพื่อนที่มีความเป็นกลุ่มเป็นก้อนครับ ผมเรียนอัสสัมชัญ และผมก็ดีใจที่มีความสัมพันธ์หรือมีกลุ่มเพื่อนที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กจนถึงวันนี้ มันอยู่เหนือคำว่าเพื่อนแต่เป็นครอบครัวไปแล้ว เราจะเจอกันค่อนข้างบ่อย เฉลี่ยอาทิตย์ละ 2 วัน กับแล้วแต่ถ้าจะมีอะไรพิเศษ เช่น นัดกินข้าว ไปดูคอนเสิร์ต หรือทำกิจกรรมอื่น

เวลาที่เหลือคือผมออกกำลังกาย นี่ผมบอกตารางชีวิตเลยนะเนี่ย (หัวเราะสนุก) ผมออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เตะฟุตบอลวันพฤหัสฯ ครับ กับเป็นคนชอบดูคอนเสิร์ตมาก ถ้ามีคอนเสิร์ตอะไรที่ผมสนใจ ซึ่งสนใจค่อนข้างเยอะ ทั้งศิลปินต่างประเทศ และศิลปินไทย อย่างพี่ๆ น้องๆ ในวงการ ถ้ามีคอนเสิร์ตเราจะไปเชียร์ และชอบดูหนังด้วย แต่ด้วยเวลา ด้วยธุระงาน ก็อาจซื้อแผ่นมาดูบ้าง หรือเริ่มดู Netflix มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นคนที่ชอบดูภาพยนตร์อยู่มากๆ ครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นท่องเที่ยวแล้ว ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ผมชอบถ่ายรูป

Q: ฟังดูน่าอิจฉา ชีวิตศิลปินได้ใช้ไลฟ์สไตล์เยอะขนาดนี้เลยหรือ

A: ไม่ๆๆ (รีบปฏิเสธ) โอย…พูดแล้วก็เจ็บ คือมันมีช่วงที่ไม่มีงานไงครับ (หัวเราะสนุก) คือเราก็ไม่ใช่ว่ามีงานตลอดทั้ง 30 วันต่อ 1 เดือน อะไรอย่างนี้ ผมเคยมีช่วงก่อนหน้านี้ที่งานมันแน่นแล้วไม่ได้ไปไหนเลย พอเห็นเพื่อนเขาไปเที่ยวกันแล้วรู้สึกว่า…ถ้าอยากไปจริงๆ มันต้องล็อกวันไว้เลย เพราะเราเป็นคนกลัว ถ้าสมมติเขาวางแผนกันแล้วว่า เฮ้ย! ปีหน้าเดี๋ยวเดือนตุลาฯ จะไปยุโรป ไปโน่นนี่นั่น เสร็จ…ล็อก คนอื่นล็อกวัน แต่ผม…เดี๋ยวงานมาจะทำไงวะ เสียดาย

มันจะเกิดความรู้สึก 2 อย่าง คือหนึ่ง ช่วงงานน้อย อย่าเพิ่งเที่ยวเลย นอยด์ไปอีก สอง ช่วงงานเยอะ ก็งก เฮ้ย…ทำงานก่อน สรุปคือไม่ได้ไปไหนเลย ไม่ได้ใช้ชีวิต แต่พักหลังมานี้ ถ้าเราอยากไปก็ล็อกตารางวันไว้เลย นี่คือการไปเที่ยว ไปพักผ่อน แต่เอาเข้าจริงก็ยังโฟกัสที่งานก่อน เพราะเราก็อยากทำงานนั่นละ และกลัวจะพลาดโอกาสของงานที่จะเข้ามา 

Q: พูดอย่างนี้ได้ไหม การเป็นศิลปินกำหนดเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้

A: ไม่ได้ครับ

Q: มันเหมือนต้องทำงานตลอดเวลาไหม

A: ก็อยากจะทำงานตลอดเวลาเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

เพราะเธอคือเพลงรัก สุพล พัวศิริรักษ์,ข่าววันนี้,Rabbit Today

Q: ต้องใช้เวลาตกตะกอนความคิด ตกตะกอนอารมณ์นานแค่ไหนจึงจะเปล่งทุกคำออกมาโดนใจคนฟัง

A: ถามว่าใช้เวลานานไหม (นิ่งคิดสักพัก) บทจะนานมันก็นานครับ บทจะไม่ใช้เวลาเลยก็ไม่ใช้ ผมเคยทำเดโมเกือบ 20 เพลง แล้วปรากฏไม่ได้ใช้เลย เสียเวลา (เปลี่ยนใจ) ไม่อยากใช้คำว่าเสียเวลาดีกว่า มันเป็นการเรียนรู้ เพราะทุกครั้งที่ทำ ทุกครั้งที่ได้ทดลองมันจะมีคำตอบ ซึ่งทุกคำตอบล้วนมีบทเรียนอยู่ในนั้น

2 ปีที่ผ่านมาผมทำเพลงกับคนเยอะมาก แต่ไม่ได้ใช้ ช่วงที่ผมหายไปครั้งหนึ่งนั่นละครับ บทมันจะไม่เจอ มันก็ไม่เจอ แต่พอบทจะเจอปุ๊บ มันค่อนข้างจะลื่นไหล แน่นอน, ผมไม่ใช่คนที่สามารถทำงานทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ผมก็ต้องมีพาร์ตเนอร์ มีโปรดิวเซอร์ หรืออย่างน้อยถ้าผมจะขึ้นเพลงแต่งเองก็ต้องมีพาร์ตเนอร์มาเล่นเปียโนให้ เพราะฉะนั้นมันอาจจะมีเวลาของการที่ต้องรอคนอื่น หรือมีเวลาของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องพยายามบริหารจัดการเวลาให้ดีครับ

Q: อีก 20 ปีข้างหน้า เบลจะอายุเท่าไร

A: อีก 20 ปี ผมจะอายุ 55

Q: ตอนนั้นมองภาพตัวเองไว้อย่างไร

A: (ถอนหายใจก่อนตอบ) ผมคิดว่า…ผมคงยังร้องเพลงอยู่ แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในวงการนี้แล้วหรือเปล่า จริงๆ แล้วผมเคยคิดเล่นๆ กับตัวเองว่า ผมคงอยู่ได้อีกไม่เกิน 5 ปีมั้ง ในวงการนี้นะครับ คงจะหมดช่วงเวลาของผมแล้ว

Q: อะไรทำให้คิดอย่างนั้น 5 ปีมันเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก

A: ณ วันนี้ตัวผมเองก็ไม่ได้อยู่ในกระแสจ๋าอยู่แล้วครับ และยุคนี้มันเป็นยุคที่ผมรู้สึกว่าศิลปินต้องการกระแสเยอะมากเลยนะ สมัยก่อนตอนผมทำเพลง ผมโฟกัสว่าเราจะทำงานของตัวเองให้มีคุณภาพที่สุด จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด นำเสนอเพลงที่มีคุณภาพที่สุด แต่ในวันนี้เหมือนมันไม่พอ เพราะมีคนเก่งเยอะมาก ทุกคนมีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนฟังอยู่สูงมาก ผมเลยไม่มั่นใจว่าตัวเองจะมีศักยภาพที่พอจะมีคนสนใจ มีคนอยากติดตามไปนานขนาดไหน ก็เลยมองแบบสั้นๆ ไว้ก่อนว่า เราอาจจะอยู่ได้แค่ประมาณนี้นะ แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่าเสียใจ หรือกดดันอะไรนะ คิดว่าถ้าเราเหลือเวลาอีกประมาณนี้ เราก็จะทำ 5 ปีนี้แหละให้มีความหมาย ให้ตัวเองรู้สึกว่าถ้ามันจบลงจริงๆ จะไม่มีอะไรติดค้าง หรือ…ยังไม่ได้ทำอันนั้น ยังไม่ได้ทำอันนี้เลย ผมพยายามจะทำให้เต็มที่ที่สุดนะ

Q: อยากรู้เรื่องความรักของเบล-สุพล บ้าง

A: ความรักตอนนี้เหรอ ก็ไม่มีอะไรครับ ไม่มีอะไรให้เล่า (หัวเราะสนุก)

Q: ตกลงไม่มีอะไรให้เล่าหรือไม่อยากเล่า

A: ก็ราบรื่นบ้าง ไม่ราบรื่นบ้าง เป็นธรรมดาของทุกๆ ความสัมพันธ์ หลายครั้งที่คนถามเรื่องความรักหรือเรื่องอะไรแบบนี้ สังเกตว่าไม่ค่อยมีข่าวหรือไม่มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ของผมให้อ่านเลย เพราะผมตั้งใจว่าจะไม่เพิ่มปัจจัยให้มันยากขึ้น ด้วยนิสัยของผมเอง ที่ผ่านมาแค่ความสัมพันธ์ของคน 2 คน มันก็ยากอยู่แล้ว มีรายละเอียดอะไรที่มันปวดหัวอยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกไม่อยากเพิ่มประเด็นอะไรให้มันยากขึ้นไปอีกดีกว่า

Q: งั้นมุมมองความรักเมื่อตอนเด็กกับตอนนี้แตกต่างไปไหมครับ

A: ค่อนข้างต่างมากครับ อย่างตอนเด็กเราแทบไม่มีอะไรในใจ แค่อยากลองเข้าไปสัมผัสดูว่าความรักมันเป็นอย่างไร ไอ้ความรู้สึกของเราตอนเด็กมันคงมีแต่ตัวเองน่ะ คิดว่าเรารักเขา แต่จริงๆ มันคือรักตัวเองมากกว่า มีความรู้สึกที่เหมือนสุดท้ายแล้วเราเอาตัวเองเป็นหลัก ต้องถูกใจเรา ต้องเป็นอย่างที่เราคิด พอโตมาทำให้ได้รู้ว่า ความสัมพันธ์มันก็คือการแชร์กันจริงๆ นะ และแน่นอน, ตัวเราเองก็มีข้อเสีย

ตอนเด็กเราชอบมองแต่ข้อเสียของคนอื่น ในทุกๆ เรื่องเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก เฮ้ย! ทำไมอย่างนั้น ทำไมทำอย่างนี้ แต่เราลืมมองไปว่า จริงๆ แล้วตัวเราเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ดันจะไปให้คนอื่นสมบูรณ์แบบให้เรา พอโตขึ้นมาก็พอมีบทบาทเรียนแหละ จากความรักที่ผิดพลาดหรือจบลงไป ทำให้เรามาทบทวนตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้น เวลาที่เราโดนด่ากลับมา หรือเวลาเราทะเลาะกัน บางครั้งก็สะอึกนะ เออว่ะ กูเป็นแบบนี้แล้วกูไม่รู้ตัว หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งมันเป็นบทเรียนที่เราพยายามจะปรับปรุงตัว หรือทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น

มาในวันนี้กลายเป็นว่า ความรักคือการแชร์กันจริงๆ นะ และอีกอย่างหนึ่งคือ (คิดนาน) สมมติถ้าเรารักคนคนหนึ่ง เขาอาจมีข้อเสียอะไรบางอย่าง เรายอม หรือเราอยู่กับข้อเสียของเขาได้ไหม เพราะในทางกลับกัน เขาก็ต้องอยู่กับข้อเสียของเราเหมือนกัน แต่ก่อนหน้านั้นผมทำไม่ได้ และก็…ความรักคือการร่วมทุกข์ร่วมสุขน่ะ ผมพูดคำนี้มันตรงกับเพลง ‘เพราะเธอ’ ด้วยแหละ เลยพูดคำนี้ในช่วงหลังบ่อยๆ ว่า มันคือการร่วมทุกข์ร่วมสุขจริงๆ เพราะมันไม่ได้มีแต่สุขอย่างเดียว เวลาที่คนข้างๆ เรามีความทุกข์ เราก็มีทุกข์ไปด้วย เราต้องร่วมทุกข์ไปกับเขา คงไม่สามารถปล่อยเขาให้ไปเจอความทุกข์อยู่ฝ่ายเดียวได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นความรักมันคือการร่วมทุกข์และร่วมสุขไปด้วยกัน

นอกจากเสียงร้องจะสะกด คำพูดของเขายังเสกมนต์ ตรึงให้เราอยากอยู่กับความโรแมนติก อยู่ตรงนี้ อยู่อย่างนี้...