เรื่องเด่น

Bomb at Track วงแร็ปเมทัลไทยที่กลายเป็นกระบอกเสียงสังคม

Published 31 ก.ค. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

Bomb at Track วงแร็ปเมทัลไทยที่กลายเป็นกระบอกเสียงสังคม

ไม่บ่อยนักที่จะมีวงดนตรีวัยรุ่นเลือดใหม่ลุกขึ้นมาวิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา แล้วได้รับการยอมรับในระดับวงกว้าง

เรากำลังพูดถึงวงแร็ปเมทัลที่กำลังครองใจคนรุ่นใหม่อยู่ในขณะนี้ ‘Bomb at Track (บอมบ์ แอ็ท แทร็ค) วงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวของแก๊งเพื่อนสมัยเรียนดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล และ ม.ศิลปากร ประกอบด้วย เต้ (ร้องนำ) เมษ (กีตาร์) ปุ้ย (กีตาร์) ข้น (เบส) และ นิล (กลอง) 

จุดมุ่งหมายเดียวกันของพวกเขาทั้ง 5 คือ การใช้ดนตรีแนวนูเมทัลที่มีความหนักแน่น ดิบ ดุดัน มาผสมผสานกับฮิปฮอปจังหวะชวนโยก เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการบอกเล่าปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งอาจไม่มีใครกล้าป่าวประกาศออกไปตรงๆ เช่น เพลงอำนาจเจริญ สันติภาพ ฆาตกรคีย์บอร์ด โจรในเครื่องแบบ ฯลฯ โดยหลังปล่อยอัลบั้มเต็ม ‘White’ ออกไปได้ไม่นาน ล่าสุดพวกเขามีซิงเกิลใหม่ ‘ถ้าไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกน’ เพลงเนื้อหาสุดเผ็ดร้อนที่ฟีทเจอริ่งกับ Liberate P & GSUS2 เพื่อปลุกความกล้าในตัวคุณ

กระแสความนิยมที่มีต่อวง Bomb at Track ขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ พวกเขายังเคยไปทัวร์ต่างประเทศมาแล้วด้วย ทั้งไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง จนนำไปสู่คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขายบัตรหมดเกลี้ยงตั้งแต่รอบ Early! แม้ภาพลักษณ์ภายนอกพวกเขาจะมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะตามประสาของวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อใดก็ตามที่ทุกคนหยิบจับเครื่องดนตรีขึ้นมาบรรเลงโน้ตแรก และเริ่มเปล่งเสียงตะโกนออกมา

บอกได้คำเดียวว่า “สังคมต้องฟังพวกเขา” เพราะนี่คือวงดนตรีเล็กๆ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่สะท้อนหลายเหตุการณ์ที่เกิดจริงในสังคมอย่างตรงไปตรงมา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันมาจับตามองวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่างจริงจัง…

เรื่องระดับบ้านเมือง มีหลายเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น ไม่อยากให้มองข้ามไป อยากให้ทุกคนตั้งข้อสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนั้น คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ซึ่งความจริงส่งผลกระทบกับเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งนั้นแหละ

Q: จุดเริ่มต้นของการรวมตัวในนาม ‘Bomb at Track’

เมษ: พวกเราทั้ง 5 คน เรียนดนตรีเหมือนกัน ปุ้ย เรียนที่ ม.ศิลปากร นอกนั้นเรียนที่ดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล เมื่อก่อนเราเคยทำวงร็อกครับ ชื่อวง ‘เดอะโคลน’ แต่เป็นวงที่ไม่มีคนรู้จัก เล่นกันสนุกๆ เท่านั้น ส่วนตอนที่ตั้งวง ‘Bomb at Track’ ก็ยังไม่มีคนรู้จักเช่นกัน (หัวเราะ) แต่มีชื่อวงและมีเฟซบุ๊กเพจของวงแล้วด้วย 

ปุ้ย: จนกระทั่งมีงาน Nu Metal All Stars จัดที่เดอะร็อกผับ พวกเราไปเล่นและหลังจากนั้นผมก็ชวนเพื่อนๆ ทำวงต่อ ตอนนั้นคิดแค่เป็นวงร็อกนี่แหละ ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นเพลงแร็ปอะไรหรอก ซ้อมวงกันจนมีซิงเกิล ‘อำนาจเจริญ’ ปล่อยออกมา จากที่เป็นวงโนเนมก็มีคนเริ่มรู้จักมากขึ้นครับ 

ข้น: ส่วนชื่อวงนั้นเราอยากได้คำที่มี 3 พยางค์ 3 วรรค ตอนแรกเล็งชื่อ ‘Bomb the System’ ครับ เป็นชื่อหนัง ต่อมาตัดสินใจใช้ ‘Bomb at Track’ นี่แหละ มาจากคำว่า attack ที่แปลว่า โจมตี แต่เล่นคำโดยการเปลี่ยนเป็น at track ที่แปลว่า แทร็กเพลง 

Q: เพลงอำนาจเจริญ คือเพลงที่เขียนขึ้นหลังจากเห็นข่าวคนพิการถูกรุมทำร้าย แล้วอยากถ่ายทอดความไม่ยุติธรรมออกมาเป็นบทเพลง

เต้: ใช่ครับ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจมากนัก เพราะไม่ค่อยติดตามอะไรในโลกโซเชียลอยู่แล้ว แต่เมื่อผ่านไปสัก 1-2 สัปดาห์ ปรากฎว่าข่าวนี้ยังมีให้เห็น ผมเลยลองกดเข้าไปอ่านว่ามันเกิดอะไรขึ้น พออ่านจบคือนั่งอึนอยู่คนเดียวพักหนึ่งเลย…พูดอะไรไม่ออก เหมือนทุกอย่างมันตีกันอยู่ในหัวหมดเลย เกิดการตั้งคำถามขึ้นในหัว รู้สึกว่าเฮ้ย! เหตุการณ์นี้มันแย่มาก ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในสังคมด้วย

Q: วิธีการทำงานก่อนจะได้เพลงสะท้อนสังคมสักหนึ่งเพลง

เมษ: พวกเราแจมกันแบบเป็นตัวเองไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แล้วมันดันเข้าขากัน จู่ๆ ต่างคนก็เหมือนรู้หน้าที่ตัวเองโดยอัตโนมัติ ช่วยกันสร้างโครงเพลงขึ้นมา แล้วให้เต้เอาโครงนี้ไปลองแต่งดนตรี ดันเข้ากันอีก ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงพอดีได้ขนาดนี้ จนกลายเป็นเพลง ‘อำนาจเจริญ’ ในตอนนั้น คนแชร์กันเยอะมาก ผมมองว่าเพลงของเราเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแทบทุกยุคทุกสมัย เป็นเรื่องราวที่ไม่เคยหายไปไหนเลย 

สัมภาษณ์ Bomb at Track,Rabbit Today

Q: คุณต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในการที่เขียนเพลงเสียดสีสังคม ในยุคที่เราอาจจะไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้เท่าที่ควร 

เต้: ตอนเขียนกล้านะครับ ไม่ได้กลัวอะไร แต่พอถึงเวลาที่จะปล่อยเพลงจริงๆ ก็มีบ้างที่แอบคิดว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่าวะ (หัวเราะ) แต่โดยภาพรวม เนื้อหามันเซฟอยู่แล้วครับ เซฟตัวเอง เซฟการพาดพิง เพราะเราไม่ได้พาดพิงอะไรรุนแรงขนาดนั้น 

Q: คิดว่าจริงๆ แล้วศิลปินควรพูดถึงประเด็นเหล่านี้ไหม หรือควรเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองในการให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว 

ข้น: แล้วแต่คนและความรู้สึกครับ หากมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิดหรือรู้สึกอยากพูดจริงๆ ก็แค่ต้องมั่นใจแล้วไม่ต้องกลัวไปเลยครับ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ได้อยากจะประกาศกับทุกคนว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก็ไม่เป็นไรครับ  

เต้: ขึ้นอยู่กับความสนใจด้วย บางคนอาจจะเป็นศิลปินสายเพื่อชีวิต บางคนก็สายเพลงรัก ขึ้นอยู่กับความชอบและความสนใจของแต่ละวงด้วย

Q: ปกติคุณมีการเช็คกระแสตอบกลับของแต่ละเพลงที่ปล่อยออกไปไหม

เต้: เช็คตลอดครับ เช็คทุกวัน ทุกวันนี้ก็ยังเช็ค เพลงเก่าเพลงใหม่เช็คหมดเลยครับ 

เมษ: บางคอมเม้นท์อ่านแล้วได้กำลังใจกลับมาครับ ผมอยากรู้ความรู้สึกของคนฟัง ถ้าเป็นคำติเราก็รับไปแก้ไข นอกจากนี้ก็ชอบมีคนบอกว่าพวกเราเป็นวง Rage Against the Machine ประเทศไทย คือพวกเราชอบวงนี้อยู่แล้ว แต่เราก็ทำในเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่พวกเราทำมันเป็นตัวเราเอง ไม่ได้ก๊อปใครมา

สัมภาษณ์ Bomb at Track,Rabbit Today

Q: เคยมีความคิดเห็นไหนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าได้รับพลังมากที่สุดเลยบ้าง

เมษ: เพลงที่รู้สึกว่าดีที่สุด น่าจะเป็นเพลง ‘จด’ (Feat. ริม Silly Fools) ครับ เขาบอกว่าเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย…

เต้: อันนั้นไม่ใช่คอมเม้นท์ครับ แฟนเพลงทักส่วนตัวมาหาผมเลย

เมษ: ประมาณว่าพอฟังเพลงพี่แล้ว “หนูก็คิดได้และอยากมีชีวิตต่อ อยากเดินหน้าต่อไป” ส่วนแฟนเพลงคนอื่นๆ ก็มีที่บอกพวกเราว่า “อย่าหยุดทำนะครับ คุณคือความหวัง” ได้ยินแล้วถือเป็นกำลังใจครับ ได้พลังมากๆ

Q: ได้ยินมาว่าเพลง ‘จด’ ที่ร่วมงานกับพี่ริม Silly Fools คือผลงานที่เติมเต็มความฝันของคุณ

เต้: ผมนี่เป็นแฟนตัวยงของ Silly Fools เลยครับ

เมษ: สาเหตุที่ผมเลือกเต้มาเป็นนักร้องวง Bomb at Track เพราะเต้คอยเป่าหูพวกผมอยู่ตลอดว่ามันร้องเพลงได้นะ สมัยเรียนพวกเราอยู่หอเดียวกันครับ นิลอยู่ชั้น 2 ส่วนเต้อยู่ชั้น 4 มีวันหนึ่งที่นิลต้องตื่นนอนตอนเช้า เพราะได้ยินเสียงคนตะโกนร้องเพลงเสียงดังมากเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าเสียงใคร จนกระทั่งนิลไปห้องเต้ แล้วได้ยินเต้ร้องท่อนนี้พอดี คือแบบ…จำได้แล้ว ไอ้นี่นี่เอง! เสียงนั่นคือเสียงไอ้เต้! (หัวเราะ) 

เต้: ตอนนั้นผมร้องเพลง ‘ไหนว่าจะไม่หลอกกัน’ ส่วนท่อนที่ปลุกเพื่อนแบบข้ามชั้น น่าจะเป็นท่อนเสียงสูงๆ ครับ (หัวเราะ)

สัมภาษณ์ Bomb at Track,Rabbit Today

Q: แล้วพอได้มาร่วมงานกับไอดอลทางดนตรี รู้สึกอย่างไรบ้าง 

เต้: โอ้โห…ตื่นเต้นครับ ตอนไปอัดเสียงได้ไปห้องพี่ต้น (มือกีตาร์ Silly Fools) คืออัดเสียงผมเป็นเดโม่ไปก่อน แล้วพอพี่ริม Silly Fools มาอัด ผมนี่นั่งน้ำตาคลอเลยครับ เพราะผมชอบมากๆ แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งเรามีโอกาสมาร่วมงานกับเขา ขนลุกมากครับ

เมษ: มีเรื่องเล่าครับ ตอนทำเดโมอ่ะครับ เต้เป็นคนอัดไกด์ ส่วนปุ้ยเป็นคนแต่งเมโลดี้ แล้วตอนนั้นเราคุยกันว่า โห…เต้ทำไมมันสูงมากวะ แต่พอพี่ริมมาร้อง…

เต้: พี่ริมบอกว่าเสียงต่ำไปนะ ทำไมเสียงต่ำอย่างนี้ (หัวเราะ)

Q: เชื่อว่าแฟนเพลงแต่ละคนต่างมีเพลงโปรดในใจอยู่แล้ว หากให้ตัวศิลปินเลือกผลงานเพลงโปรดของตัวเองบ้างล่ะ 

ข้น: ผมเลือกเพลง ‘มิดไมล์’ ครับ อยู่ในอัลบั้ม White รู้สึกว่าเนื้อหามันพูดถึงการเบื่อสิ่งรอบตัว แล้วอยากออกไปเจอสิ่งใหม่ๆครับ เหมือนการออกไปค้นหาตัวเองอะไรประมาณนั้นครับ

เต้: ผมชอบเพลง ‘ผู้ใหญ่’ เพราะผมไม่ค่อยศรัทธาผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ทำตัวเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เรื่องบางเรื่อง ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องค่อยๆ เปิดใจยอมรับบ้างใช่ไหมครับ แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่บางคนที่จมปลัก อย่างประโยคที่มักพูดว่า “ทำไมเด็กสมัยนี้ไม่มีความอดทนในการทำงาน” หรือ “ไม่มีความสุขหรือ ก็ทนๆ ทำไปก่อนสิ เดี๋ยวก็มีเงินเอง” คือเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วความสุขเป็นส่วนสำคัญในการทำงานมากกว่าเงินนะ 

นิล: ชอบเพลง ‘ฆาตกรคีย์บอร์ด’ เป็นเพลงที่อยู่ในอีพีแรกของวง ชอบเพราะพูดถึงคนในโลกโซเชียลครับ บางทีเราเจอคนมาว่าอย่างนู้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่ให้เกียรติกันสักเท่าไร บางทีถ้าเราเจอต่อหน้า คิดว่าเขาคงไม่กล้าพูดอย่างที่พิมพ์หรอก ผมมคิดว่าเพลงนี้อยากสื่อให้ทุกคนตระหนัว่า เฮ้ย! คุณจะพิมพ์อะไรต้องคิดหน่อย

เมษ: ผมเลือกเพลง ‘ราชา’ ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม White เช่นกันครับ เพลงนี้จะให้กำลังใจให้คนสู้ชีวิต ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ บางทีฟังเพลงนี้ นอกจากจะให้กำลังใจคนที่ฟังแล้ว บางทีก็ย้อนกลับมาให้กำลังใจตัวเองด้วย จริงๆ มีเพลงหลายของวงเราที่ทำไปเพื่อเตือนสติตัวเองด้วย เช่น เพลง ‘ฆาตกรคีย์บอร์ด’ ที่ฟังแล้วเราจะไม่กล้าไปทำแบบนั้นกับคนอื่นในโลกออนไลน์ หรือเพลง ‘ฉวย’ ที่เกี่ยวกับการโกง เราเองก็ไม่อยากเป็นคนแบบนั้นครับ 

ปุ้ย: ผมชอบเพลง ‘พ่อใหญ่’ เนื้อเพลงมีความกวนและมีความจิกกัด แซะแบบเจ็บดีครับ ถ้าคนฟังเป็นอย่างที่เนื้อเพลงบอก ผมว่าก็มีสะดุ้งบ้างแหละ ในสังคมมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ นะ คนที่ทั้งชีวิตโตมาแบบไม่ต้องทำอะไร และผมก็ชอบพาร์ตดนตรีของเพลงนี้ด้วยครับ 

สัมภาษณ์ Bomb at Track,Rabbit Today

Q: ท่ามกลางยุคที่กระแสเพลงแนวต่างๆ มาเร็วและไปเร็ว คุณเชื่ออะไรในดนตรีแนวร็อก-นูเมทัล จึงยืนกรานที่จะทำเพลงแนวนี้ต่อไป  

ข้น: นูเมทัลมีรายละเอียดต่างๆ ของดนตรี มีความมัน เล่นแล้วสะใจในตัวเอง แค่รู้สึกว่าเราชอบและเราแค่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ได้สนใจว่าเพลงแนวไหนจะตายไปจากช่วงยุคไหน เราแค่เริ่มทำมัน และรู้สึกดีที่มีคนชื่นชอบในสิ่งที่เราทำเหมือนกัน 

เมษ: อย่างที่หลายคนชอบพูดง่า “ร็อกตายไปแล้ว” แต่เท่าที่ผมทำวงมา 3 ปี กระแสร็อกอาจจะลดลงไป เพราะโดนหลายกระแสกลบ เพลงร็อกแทบไม่มีเปิดบนวิทยุเลยด้วยซ้ำ แต่ที่เรายังทำกันอยู่และรู้สึกว่าไปต่อได้ เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่เคยเดินอตามลำพัง ยังมีคนที่เขายังฟังกันอยู่ และพร้อมสนับสนุนพวกเรา ทั้งผู้ใหญ่และแฟนเพลง ทำให้เรามีแรงทำต่อไป ผมเชื่อว่าวันหนึ่งแนวดนตรีต่างๆ ก็สลับหมุนเวียนกันกลับมา และพวกเราจะพยายามทำให้ร็อกกลับมาให้ได้ครับ

Q: เป้าหมายในอนาคตของ Bomb at Track อยากร่วมงานกับศิลปินคนไหนบ้าง

เมษ: ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะโกอินเตอร์ครับ แต่พวกเราก็ต้องตั้งใจและทำงานในจุดปัจจุบันให้แข็งแรงเสียก่อน แต่สำหรับศิลปินที่ผมอยากร่วมงานกับเขาสักครั้งในชีวิตคือ ‘เชสเตอร์ เบนนิงตัน’ วง Linkin Park ครับ เขาคือที่สุดแล้ว แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสนั้นแล้วครับ ตอนที่รู้ข่าวว่าเขาเสียชีวิต ผมช็อคเลยครับ วันนั้นเพิ่งเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ ลงจากเวทีเปิดเฟซบุ๊ก ตอนแรกคิดว่าข่าวปลอม แต่พอรู้ผมร้องไห้เลยครับ นี่ก็เพิ่งผ่านครบรอบ 2 ปีไป ไวมากครับ

Q: คุณกำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของตัวเอง ทำไมจึงใช้ชื่อว่า ‘ถ้าไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกน’ ต้องการสื่ออะไร 

เมษ: เนื้อหาเพลงของเราพูดเพื่อให้ใครสักคนได้ยิน ไม่ได้แค่พูดเฉยๆ แต่เราอัดดนตรีใส่ไปด้วย เหมือนการตะโกนที่กระแทกๆ เราอยากให้ทุกคนมาร่วมตะโกนเพื่อให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกในคอนเสิร์ตนี้ 

ข้น: รู้สึกว่าคำนี้ตรงกับวงเราดี เพลงของ Bomb at Track หลายๆ เพลงมีคำว่า ‘ตะโกน’ อยู่ในเนื้อเพลง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะสื่อว่าเราอยากเรียกร้องหรือพูดถึงนัยของอะไรบางอย่าง ในคอนเสิร์ตจะมีแขกรับเชิญ และโชว์ใหม่ที่ไม่เคยเล่นที่ไหนมาก่อน ทุกอย่างจะอยู่ในคอนเสิร์ตใหญ่ จัดเต็มแน่นอนครับ

สัมภาษณ์ Bomb at Track,Rabbit Today

Q: รู้สึกอย่างไรบ้างที่บัตรขายหมดเกลี้ยง 

เต้: ดีใจ ตื่นเต้นมากครับ จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็แอบคิดเหมือนกันว่าบัตรจะขายออกไหม กลัวกระแสไม่ดี เพราะวงเราเป็นวงเฉพาะกลุ่ม เพิ่งก่อตั้งไม่กี่ปี แต่พอขายบัตรหมดก็ดีใจครับ โล่งใจเลย  

เมษ: ตอนนี้ก็ไปกดดันที่โชว์เอง แต่เราจะทำให้ดีที่สุดครับ สำหรับคนที่มีบัตรแล้ว ถือว่าทำบุญมาดีมาก เพราะว่าจะได้เจอโชว์สุดพิเศษและได้เจอพวกเรา (หัวเราะ) แต่ยังมีบัตรขายหน้างานอีก 200 ใบเท่านั้นนะครับ แล้วเจอกันในคอนเสิร์ต ‘ถ้าไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกน’ครับ

Q: สุดท้ายนี้ หากสามารถ ‘ตะโกน’ เรื่องหนึ่งออกไปแล้วเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราอยู่ให้ดีขึ้นได้ คุณอยากตะโกนเรื่องอะไร

เต้: ผมอยากตะโกนเรื่องการให้เกียรติกันครับ ถ้าคนเราให้เกียรติกัน มันจะตัดปัญหาหลายๆ อย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทะเลาะวิวาท หรือปัญหาการใช้อารมณ์

นิล: เรื่องระดับบ้านเมือง มีหลายเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น ไม่อยากให้มองข้ามไป อยากให้ทุกคนตั้งข้อสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นแบบนั้น คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา ซึ่งความจริงส่งผลกระทบกับเราไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งนั้นแหละ

เมษ: อยากตะโกนให้คนเรามีสติขึ้นครับ บางอย่างถ้าเราทำพลาดไปแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ เรื่องเล็กที่เราทำอาจส่งผลต่อให้เป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตได้ จะทำอะไรต้องมีสติ คิดเยอะๆ ครับ

ปุ้ย: อยากให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบง่ายๆ มากขึ้น เอาตัวเองออกห่างจากค่านิยมบางอย่างเสียบ้าง

ข้น: ผมก็อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตธรรมดาให้มากขึ้น ไม่ต้องขี้อวด และไม่พยายามมองว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น อยากให้ทุกคนคิดว่าทุกคนก็เท่าเทียมกัน 

พบกับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ Bomb at Track ‘ถ้าไม่ได้ยิน ก็ต้องตะโกน’

วันที่: 3 สิงหาคม 2562

สถานที่: วอยซ์ สเปซ (Voice Space) วิภาวดีรังสิต

ห้ามพลาด: ซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/2T2EKeb หรือเปิดขายบัตรพิเศษเพิ่มอีก 200 ใบสุดท้าย ราคา 800 บาท ซื้อได้ที่หน้างานเท่านั้น