เรื่องเด่น

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา

Published 2 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

Car-Free-Day-scoops-Rabbit-Today-banner

22 กันยายน ของทุกปี ทั่วโลกต่างขนานนามให้เป็น Car Free Day หรือวันปลอดรถโลก

Car Free Day กำเนิดขึ้นพร้อมจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกหันมาลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาใช้งานรถขนส่งสาธารณะ หรือจักรยานกันมากขึ้น เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ และปัญหาการจราจร ลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดรายจ่ายในการเดินทาง ไปจนถึงการลดการใช้พลังงานน้ำมัน

1958 ที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองแรกที่รณรงค์แนวคิดการงดใช้รถยนต์ส่วนตัว

1968 ถัดมาที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

หลังวิกฤตการณ์น้ำมันปี 1970 สร้างแรงกระเพื่อมเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงานตลอด 20 ปีถัดมา นำมาสู่แนวคิดจริงจังของการมีวันปลอดรถส่วนตัวในหลายๆ เมืองทางแถบยุโรป โดยสหภาพยุโรปมุ่งเน้นสนับสนุนให้ประชาชนหันมาสนใจกับทางเลือกอื่นๆ ในการเดินทาง

1972 ในฝรั่งเศส ต่างร่วมใจขานรับกิจกรรมดังกล่าว จนกระทั่งกลายเป็นกระแสฮิตไปทั่วโลก ประเทศน้อยใหญ่ต่างเริ่มตระหนัก และให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบจากการใช้รถส่วนตัวต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

2000 นิตยสาร Car Busters เป็นผู้ริเริ่มให้เกิดเครือข่ายปลอดรถโลก โดยมีการเรียกร้องให้มีวันปลอดรถโลกเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ให้สอดคล้องกับวันของฝั่งยุโรปที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว  

สำหรับประเทศไทยเรา ขานรับกระแสโลกและจัดกิจกรรม Car Free Day ขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2546 (ค.ศ. 2003) ภายใต้ชื่อ ‘22 กันยายน จอดรถไว้บ้าน ลดการใช้พลังงาน ลดมลพิษ’ และจัดต่อเนื่องทุกปีนับแต่นั้นมา

Car Free Day World Campaign Highlight

  • 22 กันยายน 1998 มีการรณรงค์ปลอดการใช้รถ ทั้งหมด 34 เมือง ทั่วประเทศฝรั่งเศส ชื่อว่า ‘En ville, sans ma voiture?’ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘A day in the city without my car?’
  • 22 กันยายน 1999 การรณรงค์ ‘En ville, sans ma voiture?’ ครั้งที่ 2 แต่คราวนี้พร้อมใจกันทำถึง 66 เมืองในฝรั่งเศส
  • กิจกรรมวันปลอดรถโลก ในประเทศอิตาลี มีชื่อว่า ‘In città senza la mia auto’ ใน 92 เมืองทั่วประเทศ
  • ไม่ใช่แค่วันที่ 22 กันยายน ของทุกปีเท่านั้นที่มีการรณรงค์ปลอดการใช้รถ ในปี 1999 ประเทศเนเธอร์แลนด์จัดแคมเปญนี้ในวันที่ 19 กันยายน  ขณะที่ทั่วประเทศเบลเยียมจัด 26 กันยายน
  • ในปี 2005 มีการจัดรณรงค์ชื่อ ‘In town without my car’ พร้อมกันใน 1,500 เมืองทั่วโลก โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 ล้านคน
  • สำหรับประเทศไทยนั้นได้เริ่มต้นในปี 2003 โดยกำหนดให้วันที่ 21-22 กันยายน เป็นวันปลอดรถสากล (World Car Free Day) โดยนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์นี้ด้วยการขี่รถจักรยานจากบ้านพิษณุโลกไปยังทำเนียบรัฐบาล

อากาศที่เราหายใจในเมืองต่างๆ ทั่วโลก!!!

มีตัวเลขทางสถิติน่าสนใจจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่า ใน 1 ปีจะมีผู้เสียชีวิตจากปัญหาเรื่องฝุ่นควัน และมลพิษทางอากาศมากถึง 3 ล้านราย/ปี ทั่วโลก และผลสำรวจที่น่าตกใจจาก The Lancet วารสารทางการแพทย์ ระบุไว้ว่าในปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นจำนวนถึง 9 ล้านคน ซึ่งปัญหาฝุ่นควันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่ยากจนเท่านั้น แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี และอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเรื่องฝุ่นควันเช่นเดียวกัน แม้แต่ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด 2 อันดับของโลก อย่างจีนและอินเดียก็ด้วย

เมื่อการรณรงค์วันปลอดรถโลกได้ถือกำเนิดขึ้น มันได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศและลดปัญหาการจราจรให้กับประเทศต่างๆ ได้มากมาย เปรียบเสมือนการปลูกฝังในจิตใต้สำนึกของคนให้ใส่ใจกับเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นแคร์โลกมากขึ้น

ประเทศอังกฤษ สถิติชี้ว่ามีประชากรเสียชีวิตจากมลภาวะ 40,000 คน/ปี ซึ่งหลากหลายองค์กรในประเทศอังกฤษไปจนถึงองค์กร EU มีการกดดันทางรัฐบาลอังกฤษให้เข้มงวดและดูแลเรื่องดังกล่าว ถึงขั้นที่จะฟ้องร้องกันเลยทีเดียว นำมาซึ่งการที่ นายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีของอังกฤษ ประกาศโครงการ ‘A zero-emission zone’ ขึ้นในปี 2017 โดยระบุว่า ภายในปี 2050 ถนนและเส้นทางการคมนาคมทุกสายต้องปลอดมลพิษจากควันรถ ด้วยการจำกัดปริมาณรถยนต์ให้เหลือเพียง 3 ล้านคัน/วัน และจะเพิ่มปริมาณรถจักรยานบนท้องถนนให้ได้ 80% จากการเดินทางด้วยระบบขนส่งทั้งหมด

ประเทศอิตาลี มีการจูงใจประชาชนด้วยการลดค่าตั๋วรถโดยสารสาธารณะเพื่อให้คนหันมาใช้งานรถโดยสารมากขึ้น เพราะในปี  2015 เมืองมิลานมีค่าฝุ่นละอองจากควันรถบนถนนสูงเกินค่ามาตรฐาน รัฐประกาศนโยบายแบนการใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และสกู๊ตเตอร์ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 28-30 ธ.ค. วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น และลดราคาตั๋วเดินทางสาธารณะให้ 1.5 ยูโร/วัน เพื่อเป็นตัวเลือกและจูงใจให้คนหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น เช่นเดียวกับวิกฤตฝุ่นควันในกรุงโรมเมื่อ ปี 2016 ทำให้มีการออกกฎแบนการใช้รถยนต์ ในชื่อ ‘Eco-sunday’ เมื่อ 11 ธ.ค. 2016 2 ช่วงเวลา คือ 7.30-12.30 น. และ 16.30-20.30 น.

ประเทศจีน มีงานวิจัยเรื่องปัญหามลภาวะที่ชื่อ ‘Air Pollution in China: Mapping of Concentrations and Sources’ ตีพิมพ์เมื่อปี 2015 ในวารสารวิชาการ PLOS อธิบายว่า ประชากรในจีนต้องเผชิญกับฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอน ในปริมาณ 52 ไมโครกรัม/ลบ.ม. (ค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม.) เป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตราว 1.6 ล้านคน/ปี หรือคิดเป็น 17% ของประชากรทั้งหมด โดยจีนขึ้นชื่อเรื่องฝุ่นละอองที่เยอะเกินค่ามาตราฐานอยู่แล้ว ประชาชนทุกคนต่างต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นอยู่แทบตลอดเวลา จากปัญหาดังกล่าว ทาง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ออกมาประกาศในเดือน มี.ค. 2017 ว่าเขาจะทำให้ท้องฟ้าประเทศจีนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง (We will make our sky blue again)

ประเทศไทย

- รถยนต์ 1 คัน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 150-200 กรัม ต่อกิโลเมตร ที่รถวิ่ง 
- อัตราการขายรถเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40 ของทุกปี 
- มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ตัน ต่อวัน หรือ 2.2 ล้านตัน ต่อปี 
- มีการใช้ปริมาณการใช้น้ำมันรวม 25,897 ล้านลิตร ต่อปี 
- โดยเฉลี่ยแล้วรถทั้งหมดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 66,968,781 ล้านตัน

หากประชาชน 1 คน ใช้ระบบขนส่งมวลชนตลอด 1 ปี แทนการขับรถไปทำงาน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซ ไฮโดรคาร์บอน 4.2 กิโลกรัม คาร์บอนไดออกไซต์ 64.5 กิโลกรัม และไนโตรเจนออกไซต์ 2.3 กิโลกรัม (รถโดยสาร 1 คันขนาด 40 ฟุต ได้พื้นที่จุคนได้กับการใช้งานรถยนต์ 58 คัน)

ทราบอย่างนี้แล้ว ทำไมเราจะไม่ลองลด ละ หรือเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวกันสักวัน สักสัปดาห์ สักเดือนล่ะครับ!

พรุ่งนี้เราลองไม่ใช้รถกันสักวันหนึ่งเถอะ!

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

ปริมาณรถที่ทำให้เกิดปัญหาจราจร

  • มีรถในกรุงเทพฯ มากกว่า 8,000,000 คัน
  • กรุงเทพฯ มีรถจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละกว่า 100,000 คัน

ข้อมูลสถิติของสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) พบว่า อัตราความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางบนถนนในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เกิดวิกฤตจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในมากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังขยายไปถึงพื้นที่ถนนในเขตกรุงเทพมหานครชั้นกลางอีกด้วย เช่น ถนนงามวงศ์วาน ทำความเร็วลดลงร้อยละ 27 ถนนศรีอยุธยา ทำความเร็วลดลงร้อยละ 17 ถนนสุขุมวิท ทำความเร็วลดลงร้อยละ 11 ถนนพหลโยธิน ทำความเร็วลดลงร้อยละ 5.5 และถนนรัชดาภิเษก ทำความเร็วลดลงร้อยละ 4 จากตัวเลขคงพอมองภาพออกว่าปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศมีขึ้นมากมายในทุกวัน

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

Why pollution is a danger!

ปัญหาส่วนใหญ่ด้านมลพิษนั้นเกิดขึ้นจากควันของยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้คนเป็นโรคภูมิแพ้ โรคทรวงอก เยื่อบุตาอักเสบ และเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์จนถึงเสียชีวิตได้ โดยกลุ่มควันที่ลอยอยู่บนอากาศนั้นจะประกอบไปด้วยสารละลายกรดซัลฟิวริกหรือกรดไนตริก เมื่อรวมเข้ากับละอองน้ำในอากาศจะกลายเป็นฝนกรด ตกลงมาเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และยังทำให้สิ่งก่อสร้างเกิดการสึกกร่อนได้

ผลเสียด้านสุขภาพกาย

การที่คนเราสูดมลพิษทางอากาศเข้าไปเป็นจำนวนมากนั้น จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน เพราะก๊าซพิษบางชนิดที่เข้าสู่ร่างกายนั้นสามารถทำลายอวัยวะต่างๆ ของมนุษย์ได้ ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างเฉียบพลัน เช่น หัวใจล้มเหลว ตับทำงานผิดปกติ เป็นต้น และผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างง่ายก็คือ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย  ไปจนถึงเรื่องของการเจ็บป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ตาอักเสบ หรือผื่นคันทางผิวหนัง หรือบางครั้งก็ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของอวัยวะในร่างกายที่มีการสะสมพิษเป็นเวลานาน ทำให้ปอดมีการฟอกอากาศได้ไม่ดีพอ และส่งผลให้เป็นโรคภาวะเลือดจาง ไตวาย

ผลเสียจากความเครียด (สุขภาพจิต)

จริงๆ แล้วความเครียดนั้นมีทั้งประโยชน์และโทษในคราวเดียวกัน หากเราอยู่ในภาวะเครียดที่พอเหมาะ มันจะเป็นตัวการให้เราเตรียมพร้อมที่จะสู้กับสิ่งที่เจอ แต่ถ้าหากมากเกินไปความเครียดก็กลายเป็นโทษที่สามารถสะสมขึ้นในตัวของคุณเอง โดยผลเสียที่ได้รับนั้นอาจจะทำให้คุณเกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า กลัวอย่างไร้เหตุผล อารมณ์ไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงง่าย หรือโรคประสาทบางอย่าง นอกจากนี้ความเครียดส่งผลต่อร่างกายและจิตใจ ย่อมส่งผลไปถึง ประสิทธิภาพในการทำงาน สัมพันธภาพต่อครอบครัวและบุคคลแวดล้อม ซึ่งการขับขี่ยานพาหนะก็สามารถทำให้เกิดความเครียดได้ เนื่องจากมลภาวะที่มากเกินไปอย่างเสียง อากาศไอเสียจากควันรถ ซึ่งคุณสามารถลดภาวะเครียดได้ด้วยการออกกำลังกายหรือแม้แต่ฝึกควบคุมสมาธิ

สูญเสียทรัพยากร 

แน่นอนละว่าปัญหาเรื่องการจราจรนั้นส่งผลกระทบหลายด้าน และด้านของทรัพยกรก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งคนไทยในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ต่างต้องใช้ชีวิตเพื่อแข่งขันกับเวลาอยู่แทบทุกวัน เริ่มจากการตื่นเช้าเพื่อออกไปทำงาน บางครั้งคุณทำงาน 8 โมงเช้า แต่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อให้มีเวลามากพอที่จะฝ่าด่านรถติดเพื่อไปให้ถึงที่ทำงาน

กลับกัน หากเป็นตอนขากลับบ้าน ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนอย่างช่วง 16.30-19.30 น. มักจะเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังออกเดินทางกลับไปยังที่พักอาศัย ปริมาณรถบนท้องถนนหรือปริมาณคนในรถสาธารณะก็จะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ นี่ยังไม่นับถึงวันที่ฝนตกหรือวันสิ้นเดือน ที่คนต้องจับจ่ายใช้สอย โดยหลายคนอาจจะเคยใช้เวลาอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานกว่าจะถึงบ้าน เมื่อความเหน็ดเหนื่อยค่อยๆ กัดกินไป พอถึงบ้านก็แทบจะไม่มีเวลาให้ทำอะไรเป็นการส่วนตัวแล้ว เพราะอย่างไรคุณก็ต้องนอนเอาแรงเพื่อออกไปสู้กับการจราจรในวันพรุ่งนี้อีกเช่นเดิม

ทางเลือก ‘เมื่อไม่ใช้รถส่วนตัว’

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

  • ระยะทางต่ำกว่า 1 กิโลเมตร - เดินไหม เดินเถอะ เพราะชีวิตคุณนั่งทำงานยาวจนเป็นออฟฟิศซินโดรมกันหมดแล้ว เดินด้วยความเร็ว 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเวลา 30 นาที คุณจะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 75 แคลอรี่หากคุณเพิ่มความเร็วเป็น 3 ไมล์ต่อชั่วโมง จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ 99 แคลอรี และหากคุณเดินเร็วขึ้นเป็น 4 ไมล์ต่อชั่วโมง จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 150 แคลอรี

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

  • ระยะทาง 1-3 กิโลเมตร - เดินได้ หากคุณไม่รีบ เพราะ 1 รอบที่สวนลุมพินี ระยะเฉลี่ยรวม 3 กิโลเมตร แต่ถ้าทำงานใกล้บ้าน พอจะขี่จักรยานได้ ก็เอาเลย เพราะการปั่นจักรยานด้วยความเร็ว 14 กม./ชม. เผาผลาญ 415 กิโลแคลอรี และการปั่นจักรยานด้วยความเร็ว 20 กม./ชม. เผาผลาญ 660 กิโลแคลอรี

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

  • รถประจำทาง - คนที่นั่งรถโดยสารประจำทางประจำข้ามไปก่อน แต่ใครที่นานๆ ที หากคุณได้ลองนั่งรถเมล์จะได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เห็นวิถีชีวิตผู้คนบนเส้นทางที่เราผ่าน ก็ไม่แน่ว่าวันปลอดรถยนต์นอกจากจะช่วยสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณเรื่องอื่นๆ อีกต่างหาก

Car Free Day ปลอดรถ เพื่อปอดเรา,สกู๊ป,Rabbit Today

  • รถไฟฟ้าบีทีเอส-รถไฟฟ้าใต้ดิน จุดหมายของคุณคือที่ใดในเมือง ก็ไปยังสถานีใกล้เคียงบริเวณนั้น อาจปนกับการเดินสักหน่อยก็ไม่น่าจะลำบากเกินไปนัก เมื่อได้ลองใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าเป็นปกติ คุณจะรู้สึกว่า ชีวิตเมืองกรุงนี้ดีงามไม่น้อย