เรื่องเด่น

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด

Published 28 พ.ย. 2018

By ดร.ธนาวัฒน์ สิริวัฒน์ธนกุล

Cashless-Society-scoops-Rabbit-Today-banner

คนกรุง…เก่า (ไม่อยากใช้คำว่า ‘แก่’ เพราะอาจแสลงใจชนหมู่มากในยุค Aging Society) ก่อนยุค 4.0 ถ้าลืมเอากระเป๋าสตางค์ออกมาจากบ้าน แล้วบังเอิญเดินติดดินขึ้นรถเมล์บนถนนไปเรียนหรือทำงานก็คงต้องลงกลางทางทันทีที่เห็นกระเป๋ารถเมล์เดินมา เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร ครั้นจะเดินไปเรียนหรือทำงานต่อก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าอาหาร ต้องเสียหน้าเสียแรงเสียเวลาเดินกลับบ้านเพื่อไปเอากระเป๋าสตางค์

แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าตกใจอะไร ถ้าจะเดินออกมาจากบ้านอย่างตั้งใจหรือไม่ตั้งใจโดยไม่ได้พกเงินสด ไม่ว่าจะเป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ติดกระเป๋าสตางค์กายภาพ (Physical Wallet) ที่จับต้องได้อีกต่อไป เพราะหลายคนสามารถมีอำนาจจับจ่ายใช้สอยติดตัวไปแบบอัตโนมัติภายในกระเป๋าเงินออนไลน์ (Digital Wallet หรือ e-Wallet)

แม่พลอยสี่แผ่นดินคงคิดไม่ถึงว่าวันนี้ Thailand 4.0 ที่มาพร้อมกับสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) จะทำให้คนบางกอกใน พ.ศ. 2561 สามารถเดินทางอยู่บนอากาศด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่ปัจจุบันสามารถเสกค่าเดินทางผ่านกล่องพลาสติกหรือกล่องโลหะอัจฉริยะที่คนยุคนี้เรียกกันว่า Smart Phone 

โดยสามารถเติมเงินเอาไว้ในอากาศ แล้วกลับมาตรวจสอบยอดเงินคงเหลือโดยไม่ต้องผ่านการจดบันทึกลงในกระดาษ แล้วค่อยนำไปซื้อตั๋วเดินทางด้วยการตัดค่าโดยสารจากเงินใน e-Wallet ของแรบบิท-ไลน์เพย์ หรือตัดจากบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของผู้ใช้บริการที่ผูกไว้กับแรบบิท-ไลน์เพย์ 

นอกจากนี้ยังมีการแจ้งเตือนสำหรับการหักค่าโดยสาร หรือการซื้อเที่ยวเดินทางบีทีเอสผ่านทาง LINE รวมถึงการแจ้งเตือนกรณีเงินคงเหลือไม่เพียงพอต่อการชำระค่าโดยสาร 

เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ยังสามารถชำระค่าอาหารโดยการนำ Smart Phone มาแตะผ่านเครื่องรับชำระเงินที่มีให้บริการอยู่ตามร้านค้าต่างๆ เกลื่อนกรุง และสามารถนำ Smart Phone ไปเบิกถอนเงินกระดาษออกมาจากตู้พลาสติกที่ตั้งอยู่ทั่วทุกหัวระแหง

สังคมที่มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้องพกพาเงินสด ไม่ว่าจะเป็นเหรียญกษาปณ์หรือธนบัตรที่จับต้องได้ติดตัวอีกต่อไป แต่ยังสามารถจับจ่ายใช้สอยด้วยการชำระเงินผ่านช่องทางอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น บัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรเก็บมูลค่า (Store Value Card) รวมไปถึงการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ บน Smart Phone หรือใช้เงินตราดิจิทัลเช่น บิตคอยน์ ภายใต้ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์นี่เองที่เรียกกันว่า สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)  

แรบบิท-ไลน์เพย์ การให้บริการโมบายล์เพย์เมนต์ระหว่างบัตรแรบบิท และบีทีเอส เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระแสสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่ขยายวงกว้าง ทำให้คนไทยก้าวสู่ยุค 4.0 ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2561 พบว่าจำนวนผู้ใช้บริการแรบบิท-ไลน์เพย์ อยู่ที่ 5 ล้านคน ภายใต้อัตราการเติบโตของผู้ใช้สูงถึง 50% ในเวลาไม่ถึง 6 เดือน ในขณะที่จำนวนร้านค้าที่รับชำระด้วยแรบบิท-ไลน์เพย์ มีมากกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ  และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 60,000 แห่งภายในสิ้นปี 2561

พัฒนาการของระบบการชำระเงิน

เส้นแนวนอนด้านหนึ่งระบุเวลาอีกด้านเป็นรูปพืช สัตว์ หอย เงินทองคำ ธนบัตร บัตรเครดิต บิตคอยน์ Rabbit-linepay

ลองย้อนดูถึงพัฒนาการของระบบการชำระเงินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่คงทน ไม่เที่ยงของเงิน ที่บางคนมองและบูชาว่าเป็นพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นเพียงสิ่งสมมติที่ไม่มีตัวตน และอาจจับต้องไม่ได้เลยในปัจจุบัน 

พัฒนาการของระบบการชำระเงิน จะว่าไปแล้วในความเป็นจริง โลกในยุคดั้งเดิมอาจถือได้ว่าเป็นสังคมไร้เงินสดเช่นกัน เพราะมนุษย์ยุคโบราณที่เริ่มอยู่กันเป็นสังคมก็มีการชำระราคาสินค้าหรือบริการด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการกันโดยตรง เช่น การนำปศุสัตว์มาแลกเปลี่ยนกับพืชผลทางการเกษตรต่างๆ

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today
The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today
The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

10 อันดับประเทศที่มีสัดส่วนการชำระเงินโดยวิธีที่ไม่ใช้เงินสดมากที่สุดในโลก

(ที่มา: Measuring progress toward a cashless society โดย MasterCard วันที่ 31 สิงหาคม 2017)

อันดับ 1 Singapore 61%

อันดับ 2 Netherlands 60%

อันดับ 3 France 59%

อันดับ 4 Sweden 59%

อันดับ 5 Canada 57%

อันดับ 6 Belgium 56%

อันดับ 7 United Kingdom 52%

อันดับ 8 USA 45%

อันดับ 9 Australia 35%

อันดับ 10 Germany 33%

ทั้งนี้ประมาณการสัดส่วนการชำระเงินโดยวิธีที่ไม่ใช้เงินสดประเทศไทยเท่ากับ 2% 

จำนวนธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสด (หน่วย: พันล้าน)

(ที่มา: World Payments Report 2017 โดย Capgemini and BNP Paribas)

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

ประมาณการอัตราการเติบโตของธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสดระหว่างปี ค.ศ. 2015 - 2020 (หน่วย: %ต่อปี)

(ที่มา: World Payments Report 2017 โดย Capgemini and BNP Paribas)

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

หมายเหตุ

Mature APAC (Asia/Pacific) ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

Emerging Asia ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย 

CEMEA (Central Europe, Middle-East, Africa) ได้แก่ ประเทศโปแลนด์ รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ ตุรกี ยูเครน ฮังการี เชครีพับลิก โรมาเนีย และประเทศอื่นๆในยุโรปกลางและตะวันออกกลาง 

สัดส่วนของจำนวนธุรกรรมที่ผู้บริโภคมีการชำระเงินสด (หน่วย: %)

(ที่มา: Euromonitor Passport โดย UBS)

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

ประมาณการสัดส่วนของมูลค่าธุรกรรมที่ผู้บริโภคมีการชำระเงินสด (หน่วย: %)

(ที่มา: Euromonitor Passport โดย UBS)

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

พัฒนาการ Cashless Society

  • ช่วงต้นยุค 1960s เจ้าของบริษัทที่ปรึกษาการวางเครือข่ายคอมพิวเตอร์สำหรับธนาคาร John Diebold ได้เอ่ยเตือนถึงการประมวลผลที่เกินพิกัดของภาระด้านเอกสารธุรกรรมทางการเงินในขณะนั้นจากธุรกรรมเงินสดและเช็คเงินสดที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ 
  • การเข้าสู่ ‘สังคมไร้เงินสด’ ในช่วงก่อนหน้ายังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่หลังจากยุครุ่งเรืองของ ‘สมาร์ตโฟน’ รวมทั้งการเกิดขึ้นของ ‘แอปพลิเคชั่นการชำระเงิน และกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet)’ และระบบการค้าออนไลน์ หรือ e-Commerce ได้กลายเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้สังคมไร้เงินสดเกิดได้เร็วขึ้น

Cashless Society ในปัจจุบัน

  • สวีเดน ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้สำเร็จ ‘สวีเดน’ เป็นประเทศแรกที่ประกาศเป็นสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ 99.99% ของร้านค้าไม่รับเงินสด เพราะในชีวิตประจำวันของชาวสวีเดนใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking และบัตรเดบิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะร้านค้า ร้านอาหาร รถสาธารณะหรือแม้กระทั่งโบสถ์ ก็นิยมชำระเงินผ่านบัตรเดบิตกันทั้งนั้น สวีเดนก็มีอัตราการใช้เงินสดต่อธุรกรรมเหลือไม่ถึง 2% รัฐบาลสวีเดนตั้งเป้าจะเป็นประเทศสังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบภายใน ค.ศ.2030
  • เบลเยียม ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและสถาบันการเงินภายในประเทศให้ประชาชนหันมาใช้แอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือเพื่อชำระเงิน ทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดสูงถึง 93% เบลเยี่ยมห้ามมีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยเงินสดแล้ว 
  • ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรุงวอชิงตันดีซี เมืองหลวงของสหรัฐฯ เพิ่งจะเสนอกฎหมาย The Cashless Retailers Prohibition Act of 2018 ว่าการที่ร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกไม่รับเงินสด หรือเก็บเงินลูกค้าแตกต่างกันตามรูปแบบการจ่ายเงินที่ลูกค้าเลือกนั้นผิดกฎหมาย
  • จีน ที่เมื่อเป็นเรื่องของการทำธุรกรรมออนไลน์จะไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้ เพราะเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลสูงเป็นอย่างมาก โดย 2 แอปพลิเคชั่นหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ Alipay และ WeChatPay ซึ่งสามารถชำระเงินออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มี QR Code ประเทศที่ระบบจ่ายเงินบนมือถือเติบโตสูงมากในจีน ธนาคารกลางก็เพิ่งออกมาเตือนเรื่องการห้ามปฏิเสธการรับเงินสดเหมือนกัน
  • เคนยา ที่ไม่น่าเชื่อว่าประชากรกว่า 15 ล้านคน หรือจำนวน 1 ใน 3 ของประเทศ นิยมชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น ไม่เพียงแค่การใช้เพื่อซื้อของเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจ่ายค่าเทอม ค่าสาธารณูปโภค ตลอดจนรับเงินเดือนผ่านสมาร์ตโฟนอีกด้วย

แนวโน้มสังคมไร้เงินสดในประเทศไทย

  • ปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ ‘สังคมไร้เงินสด’ ได้เร็วขึ้น ได้แก่ จำนวนผู้ใช้สมาร์ตโฟนที่เพิ่มมากขึ้น โครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมทุกพื้นที่ การทำธุรกรรมทางด้านการเงินที่ดีและง่ายขึ้น และรัฐบาลผลักดันการใช้ National e-Payment สำหรับประเทศไทย หลังจากรัฐบาลมุ่งมั่นสร้าง ‘ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment)’  ในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา พัฒนาการของ ‘โลกการเงินดิจิทัล’ เริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • เริ่มต้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จับมือกับธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งเอกชน และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ออกระบบการโอนชำระเงินใหม่ของประเทศ ที่เรียกว่า ‘พร้อมเพย์’ (PromptPay) เข้ามาทดแทนการใช้เงินสด ช่วยให้การโอนเงินน้อยๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย และสะดวกสบายขึ้น โดยลดค่าบริการการโอนเงินลงถูกมาก จนเกิดการแข่งขันของวงการธนาคารไทยที่ ‘ฟรีค่าธรรมเนียม’ การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ทุกประเภท 
  • ข้อมูลจากธนาคารประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนพฤศจิกายนของปี 2560 ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยปิดสาขาลงไปแล้ว 204 สาขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรนักเพราะเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บิโภคที่หันมาใช้ Digital Banking หรือทำธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ ผ่านตู้ ATM กันมากขึ้น 
    ทั้งยังมีแนวโน้มจะใช้งาน Mobile Banking หรือ Internet Banking สูงขึ้นอีกในอนาคต สำหรับประเทศไทยเองกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Cashless Society โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดัน Nation e-Payment ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยบริการอย่างพร้อมเพย์ หรือ PromptPay เพิ่มความสะดวกในการรับเงินและโอนเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า แถมยังง่ายกว่า เพียงแค่ใช้เบอร์โทรศัพท์มือถือหรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น 
    ตัวเลขล่าสุดสิ้นเดือน ก.พ.61 ที่ผ่านมา ครบ 1 ปีของการใช้พร้อมเพย์ มียอดผู้ใช้บริการ 39.3 ล้านบัญชี และคาดว่าจะทะลุ 40 ล้านบัญชี ในเร็วๆ นี้ มีการทำธุรกรรมโอนเงินไปแล้วมากกว่า 12.7 ล้านครั้ง วงเงินที่โอนผ่านระบบพร้อมเพย์มากกว่า 490,000 ล้านบาท รัฐบาลจ่ายเงินค่าสวัสดิการต่างๆ ทั้งเบี้ยคนชรา เบี้ยคนพิการ คืนภาษี รวมทั้งการโอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการคนจนผ่านระบบนี้นอกจากพร้อมเพย์แล้ว ยังมีการพัฒนาการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เพื่อลดต้นทุน ระยะเวลา และขั้นตอนในการจัดทำเอกสารและการชำระภาษีอีกด้วย
  • วันที่ 30 ส.ค. 60 ที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดตัวมาตรฐาน QR Code กลางของประเทศ เพื่อการชำระเงินแบบง่ายๆ แค่สแกนจากสมาร์ตโฟน สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ QR Code Payment QR Code (ย่อมาจาก Quick Response Code เป็นลักษณะของรหัสเก็บข้อมูลส่วนตัวทางการเงินของเรา ซึ่งพัฒนามาจากบาร์โค้ดแต่มีความทันสมัยกว่า ใช้งานง่ายกว่าและเก็บข้อมูลได้มากกว่า)
    จุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้สังคมไร้เงินสดเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเข้าร้านค้าหรือร้านอาหาร เพียงแค่เปิด Moblie Application แล้วสแกน QR Payment เท่านี้ก็จบการชำระเงินแล้ว สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอและไม่เสียเวลา ซึ่งความน่าสนใจของ QR Payment คือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ทุกธนาคารสามารถใช้ QR Code อันเดียวแต่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้หมด 
    ยิ่งเมื่อ ธปท.ปล่อยเทคโนโลยี ‘คิวอาร์โค้ด’ มาเสริมทัพ ทำให้การจ่ายเงินง่ายยิ่งขึ้น เพียงใช้แอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์สแกนคิวอาร์โค้ดก็จ่ายค่าเสื้อผ้า อาหาร ที่พัก ลอตเตอรี่ หรือค่าโดยสารแท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก รถไฟฟ้า รถทัวร์ รวมทั้งบริการสาธารณะอื่นๆ ได้ภายในคลิกเดียว โดยไม่ต้องห่วงเรื่องแบงก์ใหญ่ แบงก์เล็ก หรือไม่มีสตางค์ทอน ขณะที่มีร้านค้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่หันมาใช้คิวอาร์โค้ดรับชำระเงิน
  • มาตรฐานคิวอาร์โค้ดที่ถูกต่อยอดจากระบบพร้อมเพย์เพื่อรับชำ ระเงินผ่านการโอนตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด จะเป็นแบบ Static ที่ถูกสร้างได้จากข้อมูล 3 ประเภท คือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และหมายเลข e-Wallet ทำ ให้ประชาชนสามารถใช้แอปพลิเคชันธนาคารใดๆ ที่อ่านคิวอาร์โค้ดได้สแกนคิวอาร์โค้ดของร้านค้าเพื่อชำระเงิน แม้ว่าคิวอาร์โค้ดของร้านค้าจะไม่ใช่ธนาคารแห่งเดียวกับธนาคารเจ้าของบัญชีลูกค้าก็ตาม
  • ขณะเดียวกัน การเปิดให้บริการของแอพพลิเคชั่นกระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ผลิตค่ายต่างๆ ตัวอย่างเช่น Apple Pay และ Samsung Pay ช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะรวบรวมทุกบัตร ทุกธนาคาร ทุกบริการการเงิน การใช้จ่ายมาไว้ในแอพฯเดียว แถมด้วยโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมมากมาย ส่งผลให้ยอดบริการโมบาย แบงก์กิ้งของธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 100% ต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
  • Cashless Cities: Realizing the Benefits of Digital Payments 2017 พบว่า มหานครอย่างกรุงเทพได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดไปแล้ว 41%
  • ในช่วง 5 ปีที ผ่านมา คนไทยท่าธุรกรรมการช่าระเงินผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตหรือมือถือ ขณะที การถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มหรือสาขาธนาคารมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับแนวโน้มการเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดของโลก เห็นได้จากปริมาณธนบัตรหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโต 9.8% (เฉลี่ ย ปี 2550 - 2555) เหลือเพียง 5.2% (เฉลี่ยปี 2556 - 2560) ขณะที การใช้ e-Payment เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 19% ต่อปี 

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด,สกู้ป,Rabbit Today

ปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะนำ พาประเทศไทยไปสู่สังคมไร้เงินสดในระยะอันใกล้

  • การผลักดันของภาครัฐตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำ ระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ภายใต้การดำ เนินโครงการทั้งสิ้น 4 โครงการ ได้แก่
    1.) การรับและโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งล่าสุด (ส.ค.60) มียอดผู้ลงทะเบียนบุคคลธรรมดาราว 3.2 ล้านบัญชีและนิติบุคคล 4.5 หมื่นบัญชีโดยมียอดการโอนเงินรวมมากกว่า 1 แสนล้านบาท 
    2.) การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ด้านการเพิ่มจำนวนเครื่องรูดบัตร หรือ อีดีซีที่ตั้งเป้าให้ขยายได้ 5.5 แสนเครื่อง ภายในไตรมาส 1 ปี2561 
    3.) ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งคาดว่าจะเห็นความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปี 2561 
    4.) e-Payment ภาครัฐ ที่ล่าสุดได้ถูกเริ่มดำเนินโครงการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งผู้ถือบัตรจะได้รับเงินอุดหนุนผ่านบัตรดังกล่าว 200-300 บาทต่อเดือน โดยเดือน ก.ย. (เดือนแรกของโครงการ) มีผู้รับบัตรสวัสดิการฯ ใน 70 จังหวัดแล้วราว 4 ล้านคน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์กว่า 10 ล้านคน
  • ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่ผ่านมาได้เห็นความตื่นตัวอย่างมากจากผู้เกี่ยวข้องในระบบการชำระเงิน เช่น ผู้ให้บริการ ชำระเงินที่ต่างแข่งกันพัฒนาโมบายแอปพลิเคชั่น (Mobile Application) ของตนให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ผู้ใช้บริการมากที่สุด รวมถึงการเติบโตของกลุ่มผู้ประกอบการฟินเทคสตาร์ตอัพ (Fintech Startups) 
  • พฤติกรรมการใช้จ่ายของชาวไทยหันเหเข้าสู่ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น ล่าสุดจำ นวนประชากรไทยที่เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือมีสัดส่วนสูงถึง 65.1% ขณะที่จำนวนสถิติที่สะท้อนการเข้าถึงบริการทางการเงินระบบดิจิทัล ก็มีการเติบโตอย่างก้าว กระโดดเช่นกัน ทั้งการใช้บริการผ่านโมบาย /อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง บัตรอิเล็กทรอนิกส์อีมันนี่ (e-Money) 
    นอกจากปัจจัยภายในประเทศที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัจจัยผลักดันจากความต้องการ e-Money จากกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติในการทำธุรกรรมการเงินแบบไร้เงินสดอีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้า ชาวจีน ฐานลูกค้าสำคัญของผู้ประกอบการไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชั่น Alipay หรือ WeChatPay

ข้อดี

  • สะดวก รวดเร็ว ทันใจ การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในมือ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตเป็นเรื่องง่ายขึ้น ผู้บริโภคสามารถเลือกว่าจะชำระเงินผ่านช่องทางไหน ไม่ว่าจะเป็นตัดจากบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือหักจากบัญชีธนาคารโดยตรง ที่สำคัญคือใช้เวลาไม่นานก็ดำเนินการเสร็จ
  • ลดอัตราการฉกชิงวิ่งราว เพราะจำนวนเงินจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยในบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ การลดการใช้เงินสดจะทำให้คนพกเงินสดน้อยลง ซึ่งการใช้เงินสดน้อยลงก็ลดปัญหาความเสี่ยงด้านอาชาญกรรม หรือกระทั่งปัญหาใกล้ตัวอย่างทำเงินหายลงได้ และยังช่วยลดปัญหาเรื่องการจัดการเงินสดจำนวนมากที่เราอาจจะต้องพกไปเพื่อจ่ายค่าอะไรบางอย่างที่มูลค่าสูง เมื่อไม่ต้องกำเงินสดจำนวนมหาศาลไปจ่าย ทุกอย่างก็ปลอดภัย
  • ไม่เสียเวลาไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร ที่ผ่านมาเวลาเรามีเงินจำนวนมหาศาลเราก็จะไปธนาคารเพื่อฝากเงิน โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจเก็บเงินทุกวันก็ต้องไปธนาคารทุกวันเพื่อฝากเงิน แต่ยุคนี้เมื่อเป็นสังคมไร้เงินสด เจ้าของเงินแทบไม่ต้องไปธนาคารเพื่อฝากเงินรายวัน เพราะทุกวันเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีอยู่แล้ว สำหรับในกรุงเทพฯ มีการวิเคราะห์ว่าแต่ละปีคนกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปธนาคารปีละ 32 ชั่วโมง แต่หากเข้าสู่สังคมเงินสดอย่างเต็มรูปแบบเราจะประหยัดเวลาในการไปธนาคารเพิ่มขึ้น 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ในแง่ของความประหยัดเวลานั้นพบว่า ผู้บริโภคในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครใช้เวลาไปกับการเข้าธนาคารถึง 32 ชั่วโมงต่อปี แต่หากเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว จะสามารถประหยัดเวลาได้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อปีเลยทีเดียว
  • ชำระค่าบริการกับหน่วยงานราชการได้ปลอดภัย สะดวก โปร่งใส ในอดีตเวลาที่ติดต่อกับหน่วยงานรัฐเพื่อชำระเงินค่าอะไรต่างๆ ทั้งแต่ทำบัตรประชาชน ไปจนถึงโอนที่ดิน หน่วยงานของรัฐไม่เคยที่จะรับเงินด้วยวิธีการอื่นเลยนอกจากจ่ายเงินสดเท่านั้นแต่ปัจจุบันหน่วยงานรัฐเข้าสู่สังคมไร้เงินสดแล้ว จากนี้ไปเราสามารถจ่ายเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ แก่หน่วยงานรัฐทั้งหลายได้โดยใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต หรือโมบายแอปสแกน QR Code หมดปัญหาเรื่องการแบกเงินไปจำนวนมหาศาลในวันที่ต้องใช้เงินเยอะๆ ในการจ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆ กับหน่วยงานราชการ
  • ส่งเสริมให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ชเติบโต ปัจจุบันนี้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของคนไทยค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด จากเดิมเวลาจะซื้ออะไรต้องไปยังสถานที่นั้นก็กลายเป็นเปิดแอปพลิเคชั่นขึ้นมา เสิร์ชหาสินค้าที่จะซื้อ แล้วกดสั่งซื้อและจ่ายเงินได้เลยโดยผ่านระบบการโอนเงินด้วยแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยมีการรับรองเรื่องความปลอดภัยจากสถาบันการเงินและระบบของร้านค้าที่เชื่อถือได้ จากผลสำรวจของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA บอกว่าที่ผ่านมาผู้บริโภคในประเทศมีพฤติกรรมชอบซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นติดอันดับ 1 ใน 5 กิจกรรมของคนเล่นอินเทอร์ในประเทศที่ทำบ่อยที่สุดเมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ชเติบโตก็มาจากระบบการโอนจ่ายเงินออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และอนาคตจะเติบโตมากกว่านี้
  • คนทำธุรกิจสามารถจัดการเรื่องเงินได้ดีขึ้น คนทำธุรกิจมีปัญหาหลักที่สำคัญคือการจัดการเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินสด การคำนวณกำไรในแต่ละวัน หากรับเป็นเงินสดโอกาสที่จะสับสนในการจัดการมีสูงมาก หรือโอกาสที่จะโดนโกงจากลูกจ้างที่รับเงินสดก็มีสูง แต่หากรับเงินผ่านช่องทางออนไลน์ เจ้าของธุรกิจสามารถรู้บัญชีเงินเข้า – เงินออก ได้ตลอดทั้งวัน ช่วยในการจัดการรายได้ดีกว่ารับเงินสด แล้วมาเสียเวลานับเงินตอนปิดร้านทีหลัง ยิ่งยอดขายเยอะต่อวันที่มีความยุ่งยากมากขึ้น แต่ถ้ารับเงินด้วยวิธีการโอนผ่านช่องทางต่างๆ จะช่วยคนทำธุรกิจได้ดี เพราะเงินได้ทั้งหมดจะเข้าบัญชีเลย
  • กระตุ้นการใช้ e-Payment ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต ปริมาณการใช้งานบัตรเครดิตและเดบิตจะช่วยกระตุ้นอัตราการใช้จ่าย และเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจต่าง ๆ ให้กับองค์กร ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ของประเทศในอนาคต Moody’s Analytics และ Visa บ่งชี้ว่า การใช้บัตรต่างๆ นั้นส่งเสริมการใช้จ่ายและเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจต่างๆ ทำให้ GDP ของ 56 ประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 9.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระหว่างปี 2008 และ 2012 หรือเทียบเท่ากับการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านคน โดยระบบ e-Payment นั้นช่วยให้ GDP ในประเทศกำลังพัฒนาโต 0.8% และ GDP ในประเทศพัฒนาแล้วโต 0.3% 
    ซึ่งในกรณีของไทยนั้นอานิสงส์จากการใช้งาน e-payment ที่เพิ่มขึ้นทำให้ GDP เติบต่อกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน การใช้บัตรเครดิตและเดบิตเพิ่มขึ้นทั่วโลก 1% ปริมาณการบริโภคทั่วโลกในอนาคตจะเพิ่มขึ้น 0.056% โดยเฉลี่ยต่อปี หากเงื่อนไขทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ซึ่งในกรณีของสหรัฐฯ นั้นระหว่างปี 2008 และ 2012 ปริมาณการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.3% และทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น 127 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในไทยปริมาณการบริโภคก็เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% เช่นเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้ดูเล็กไปในทันทีเมื่อมองไปที่ตัวเลขการเติบโตของปริมาณการบริโภคของจีนซึ่งอยู่ที่ 4.89% สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอันน่าตกใจของการใช้บัตรเครดิตและเดบิตเพื่อใช้จ่ายในประเทศจาก 31% ในปี 2008 เป็น 56% ในปี 2012 เท่ากับการเติบโตของ GDP ราว 3.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  หรือ 1.7% เลยทีเดียว
  • e-Payment ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจในการแข่งขันระหว่างประเทศจากการลดต้นทุนที่มาจากธุรกรรมเงินสด โดยการจัดการบริหารเงินสดนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ เช่น ความเสี่ยงต่อการสูญหาย การขนส่ง การผลิต และการจัดเก็บรักษา  ในปี 2006 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการคาดคะเนว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดการเงินสดนั้นอยู่ที่ 4% ถึง 9% ของทุกๆ มูลค่าการซื้อขาย
    ซึ่งตามการประมาณการของสมาคมธนาคารไทย e-Payment มีความสามารถในการกำจัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ได้กว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากระบบดังกล่าวสามารถลดการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ จำกัดความเสี่ยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินสด และลดภาระด้านเอกสารในการทำธุรกรรมทางการเงิน ต้นทุนของการจัดการเงินสดเริ่มตั้งแต่การพิมพ์ธนบัตรใหม่ ค่าขนส่งธนบัตร ไปจนถึงค่าทำลายธนบัตรเก่า ตัวเลขเหล่านี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่สิ้นเปลืองมาก ‘บุญทักษ์ หวังเจริญ’ อดีตประธานสมาคมธนาคารไทย พูดถึงเรื่องต้นทุนการจัดการเงินสดบอกไว้ว่า “ถ้าลดธุรกรรมต่างๆ ด้วยเงินสด ลงไป 30% จากปัจจุบันใน 10 ปีข้างหน้าเราประหยัดได้ 188,000 ล้านบาท หรือประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี” ดังนั้นเมื่อประเทศไม่ต้องเสียเงินในส่วนนี้ที่ประหยัดไป 2 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสามารถนำเงินภาษีไปพัฒนาส่วนอื่นได้
  • Cashless Cities: Realizing the Benefits of Digital Payments 2017 พบว่า มหานครอย่างกรุงเทพภาคธุรกิจ จะได้รับประโยชน์จากสังคมดิจิทัลนี้คิดเป็นมูลค่า 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  โดยมีเหตุผลหลักจากการนำเอกสารภาษีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาปรับใช้ ทำให้ลดเวลาในการบริหารจัดการ รวมถึงการทำงานด้านเอกสารลงได้อย่างมาก
  • e-Payment ยังช่วยเพิ่มการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของรัฐบาล e-Payment ทำให้ธุรกรรมการเงินทุกอย่างสามารถตรวจสอบบัญชีย้อนหลังได้ต่างจากเงินสด ผลการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด Kenneth Rogoff ออกมาว่า การใช้สกุลเงินสดในประเทศส่วนใหญ่นั้นมากกว่า 50% ทำเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและจัดเก็บภาษีของรัฐบาลในธุรกิจต่างๆ เช่น ธุรกิจผิดกฎหมายใต้ดิน การคอรัปชั่น และการซื้อขายในตลาดมืด ซึ่งในสหรัฐฯ ธุรกิจใต้ดินนั้นมีมูลค่าราว 10% ของ GDP และตามการประมาณการของ Harvard Business Review มูลค่าของภาษีที่มีการหลีกเลี่ยงจากการใช้เงินสดในประเทศกำลังพัฒนานั้น สามารถสูงได้ถึง 30% ถึง 44% ของ GDP เลยทีเดียว
  • สามารถขจัด ปัญหาเงินทอนที่บ่อยครั้งจะมีเศษสตางค์ทำ ให้ไม่สามารถทอนเงินได้ครบตามจำนวน หรืออาจทำ ให้ยากต่อ การคำนวณ นำ ไปสู่การทอนเงินที่ผิดพลาด อีกทั้งยังทำ ให้การสรุปยอดขายมีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมซื้อขาย และเอื้อประโยชน์ในการต่อยอดกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากการจัดเก็บข้อมูลที่มีความละเอียด

The Cashless Society … สังคมไร้เงินสด

ข้อเสีย

  • สูญเสียความเป็นส่วนตัวทางการเงิน เนื่องจากผู้ประกอบการธนาคาร และรัฐบาล สามารถเข้าถึงข้อมูลการทำธุรกรรมส่วนตัวของเราได้ ทำให้การใช้เงินของเราเหมือนถูกจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงอาจรู้สึกสูญเสียเสรีภาพทางเศรษฐกิจไป การสูญเสียความเป็นส่วนตัวในธุรกรรมทางการเงิน อันเนื่องมาจากความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของธนาคาร ผู้ประกอบการ และรัฐบาล ผู้คนบางส่วนได้ให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวและตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินได้จะทำให้ประชาชนสูญเสียเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การควบคุมอย่างเต็มรูปแบบของระบบการเงินการธนาคารโดยรัฐบาลในอนาคตก็เป็นได้
  • ความเคลือบแคลงใจในระบบรักษาความปลอดภัยของระบบการเงินออนไลน์ต่างๆ เนื่องจากการนำข้อมูลการเงินทุกอย่างเข้าไปอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ อาจจะทำให้การโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวทำได้ง่ายขึ้น ความไว้ใจด้านปลอดภัย การนำข้อมูลการเงินทุกอย่างเข้าไปใส่ในระบบคอมพิวเตอร์ อาจจะทำให้การโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวทำได้ง่ายขึ้น หากมาตราการรักษาความปลอดภัยของระบบการเงินออนไลน์ไม่รัดกุมมากพอ
  • Cashless Society จะทำให้การบริโภคสินค้าและบริการฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น เพราะว่าความสะดวกสบายจะเป็นสิ่งล่อลวงใจให้ผู้คนมีการใช้สอยจับจ่ายมากขึ้น หากไม่ได้ถือเงินสดอยู่ก็สามารถใช้แอพพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือในการใช้จ่ายได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินสดเพียงพออีกต่อไป แนวโน้มที่จะใช้จ่ายเกินตัว การทำธุรกรรมที่ง่ายเพียงปลายนิ้วอาจกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้า และบริการที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น เพราะว่าความสะดวกสบายจะเป็นสิ่งล่อลวงใจให้ผู้คนมีการใช้สอยจับจ่ายมากขึ้น
  • ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตเสมอ เมื่อทุกอย่างกลายเป็นรูปแบบออนไลน์ สิ่งที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญที่สุดจึงเป็นเสถียรภาพของเครือข่ายอินเทอเน็ต ผู้บริโภคจะไม่สามารถใช้บริการอะไรได้ หากไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่สามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณ

ข้อควรระวัง

  • อย่าทำมือถือหาย หรือโดนขโมย พกมือถือไว้กับตัวตลอดเวลา และแล้วก็ตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าถึงการใช้งาน
  • ใช้อุปกรณ์ส่วนตัวทำธุรกรรมเท่านั้น ห้ามใช้เครื่องสาธารณะเด็ดขาด เพราะอาจมีการดักจับรหัสการเข้าถึงของคุณได้
  • อย่าตั้งรหัสใช้งานง่ายเกินเหตุ เช่น 123456 เกิดมือถือหาย ใครเดาสุ่มได้ ก็โอนเงินเข้ากระเป๋าเขาไปเลย
  • จะโอนเงินให้ใคร ตรวจดูให้ถ้วนถี่ ดูชื่อ เลขที่บัญชีให้ตรงก่อนโอนทุกครั้ง เพราะโอนผิดตามคืนยุ่งยากมาก
  • อย่าใช้ Wi-Fi ทำธุรกรรม ยิ่ง Wi-Fi ฟรี ยิ่งไม่ปลอดภัย ทำผ่านเน็ตเครือข่ายมือถือเราดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด
  • ระวังเว็บลวง ระวังเมสเสจสั้น ๆ หรือลิงก์ ให้เราคลิกไปยังเว็บที่ไม่ใช่ธนาคาร ทั้งนี้เว็บธนาคารที่ปลอดภัยต้องเป็น https:// แล้วตามด้วยที่อยู่ธนาคารเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่ออีเมลลวง เพราะทุกธนาคารไม่มีนโยบายแจ้งให้เข้าใช้บัญชีผ่านทางอีเมล ซึ่งอีเมลพวกนี้จะหลอกให้กรอกบัญชีผู้ใช้งาน และรหัสผ่านเพื่อขโมยข้อมูลเรา
  • มีโปรแกรมแอนติไวรัส และติดตั้งแต่โปรแกรมที่น่าเชื่อถือ ยอมเสียเงิน ดีกว่าใช้โปรแกรมฟรี เพราะของฟรีมักเป็นไวรัสเสียเอง หรือไม่ก็ของฟรีมักตรวจสอบไวรัสแบบผ่านๆ
  • ควรเปิด SMS แจ้งเตือนกับธนาคาร หากมีการทำธุรกรรมที่ไม่ใช่เรา จะได้รีบอายัดบัญชีทันที และเป็นหลักฐานสำคัญในการตามรอยคนร้ายได้ด้วย
  • ให้อีเมลกับธนาคารเพื่อแจ้งเตือน ธนาคารจะได้ส่งอีเมลเข้ามา เมื่อมีการทำธุรกรรม
  • อย่าลืมล็อกเอาต์ เมื่อเลิกใช้งาน ใช้งานเสร็จควรออกจากระบบทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสวมรอยแอบใช้กระเป๋าเงินมือถือของเรา
  • สำหรับการใช้งานคิวอาร์โค้ด ร้านค้าควรหมั่นตรวจสอบคิวอาร์โค้ดของร้านตน ขณะที่ลูกค้าควรตรวจสอบความถูกต้องของชื่อบัญชีผู้รับ/ชื่อร้านค้าและยอดเงินก่อนกดยืนยันทุกครั้ง โดยเฉพาะกรณี Static คิวอาร์โค้ด ที่อาจเกิดกรณีผู้อื่นนำคิวอาร์โค้ดอื่นมาแปะทับคิวอาร์โค้ดของร้านค้าได้