เรื่องเด่น

Deep Tech ไขความลับทางวิทยาศาสตร์…ผ่านวิทยาการอันลุ่มลึก

Published 21 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

Deep-Tech-scoop-Rabbit-Today-banner

…ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ปฏิวัติมวลมนุษยชาติครั้งใหญ่มาแล้ว 3 ครั้ง

…ครั้งแรก คือ เมื่อ 7 หมื่นปีก่อน ที่มนุษย์เพิ่งเริ่มมีความเฉลียวฉลาดและแยกตัวเองออกจากสัตว์อื่นๆ

…ครั้งต่อมา คือ เมื่อ 1 หมื่นปีก่อน ที่มนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตร

…และเมื่อ 500 ปีที่ผ่านมานี่เอง ที่มนุษยชาติเริ่มเรียนรู้และศึกษาเรื่องราวของวิทยาศาสตร์ได้อย่างก้าวกระโดด โดยในการปฏิวัติครั้งล่าสุด มนุษย์ได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ในหลายกรณี เช่น

…ช่วงยุคศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา มีการขุดคลอง สร้างระบบไฟฟ้า ระบบประปา

…จากนั้นมาเราเริ่มมีการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ มีรถยนต์ รถไฟ ที่ยกระดับและเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์

…เรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

…และเรามีโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อการพูดคุย แถมยังสามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเทอร์เน็ต ที่ย่อโลกใบใหญ่ให้แคบลงอยู่แค่ฝ่ามือ

ทั้งหมดนี้ คืออะไร

ทั้งหมดนี้ คือ การปฏิวัติของมนุษยชาติด้วยวิวัฒนาการทางความคิด การสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ Deep หรือลุ่มลึกไปตามแต่ละช่วงเวลา เพียงแต่สิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นได้กลายเป็นของธรรมดาและไม่ได้พิเศษอะไรอีกแล้วในปัจจุบันนี้

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาจากการปฏิวัติของมวลมนุษยชาติที่ผ่านมาแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตต่อจากนี้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจตามมาอย่างแน่นอน

…แล้วสิ่งที่ว่ามานี้ มันเกี่ยวอะไรกับคำว่า Deep Tech หรือ Deep Technology ที่เราจะพูดถึงกัน

หากนับจากวันที่โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟนได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตผู้บริโภคไปสุดกู่ จนส่งผลให้ภาคธุรกิจต่างๆ ต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย นี่ถือเป็น Deep Tech อย่างหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ธุรกิจและโลกใบนี้หรือไม่

ตอบได้เร็วๆ เลยว่า ‘ใช่’

…เพียงแต่วันนี้ เราก็คงไม่ถามอีกแล้วว่าสมาร์ตโฟนสามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะเรารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ในวันที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นของธรรมดาไปแล้วนั้น เราอาจจะเริ่มมีคำถามใหม่กับสมาร์ตโฟนต่อว่า “แล้วปัญหาอะไรบ้างที่สมาร์ตโฟนไม่สามารถแก้ไขได้”

Deep Tech ไขความลับทางวิทยาศาสตร์…ผ่านวิทยาการอันลุ่มลึก,สกู๊ป,Rabbit Today

พอถามจบ เราก็จะเจอชุดคำตอบมากมายเลยละ!!

…ปัญหาที่เกี่ยวกับภาคเศรษฐกิจหรือสังคม ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขาดแคลนอาหาร ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ หรือแม้แต่ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องการการดูแลเรื่องสุขภาพแนวใหม่มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของสมาร์ตโฟนที่จะมาเป็นตัวจัดการ

ประเด็น คือ แล้ววิวัฒนาการของมนุษยชาติต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร นวัตกรรมที่จะมาทำหน้าที่ปฏิวัติโลกในยุคถัดไปจะเป็นแบบไหน นี่คือคำถามปลายเปิดตัวใหญ่ที่หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีคงเริ่มเกาหัว

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้บทความนี้ ต้องขอโอกาสพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘Deep Tech’ หรือสิ่งที่จะกลายเป็นการปฏิวัติครั้งใหม่ของมนุษยชาติ ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่มีความลึกล้ำ ลุ่มลึก และเลียนแบบได้ยาก เพราะนี่คือวิทยาการแห่งการเปิดประตูบานใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้จินตนาการจากหนังไซไฟเป็นจริงได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ปัจจุบันมีผู้พูดถึงคำว่า Deep Tech มากขึ้น ภายหลังมีคำว่า Startup ไหลเวียนในสังคมโลกอย่างเต็มตัว โดย Deep Tech ถูกเจียระไนในความหมายที่กว้างขวาง แต่มีจุดร่วมของคำตอบหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เทคโนโลยีใหม่ที่ทำได้ยาก ลอกเลียนไม่ง่าย เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกแยกออกจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาด และจะทำให้มนุษย์ได้รับประสบการณ์ครั้งใหม่ในการใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน นี่คือนิยามแรกที่พอจะเห็นได้ในไม่นานนี้

ขณะเดียวกัน Deep Tech ในอีกมุมมอง ก็มีความไกลตัวอยู่พอประมาณ แต่ก็มีความเป็นไปได้ในวันหนึ่ง ด้วยบทบาทของการเป็นตัวเร่งให้มนุษยชาติก้าวข้ามอารยธรรมใหม่ๆ ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ลุ่มลึก ที่จะช่วยทำให้เราไขความลับทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่เราไม่เคยรู้หรือเข้าใจมาก่อน จนถึงขั้นที่อาจจะทำให้เรารู้ว่าจักรวาลแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเผ่าพันธุ์มนุษย์โลกเท่านั้นก็ได้ เราอาจจะสามารถสร้างยานอวกาศที่ท่องจักรวาลได้ด้วยความเร็วแสงได้ เราอาจจะไปใช้ชีวิตอยู่นอกโลกได้ และเราอาจจะแหวกกฎธรรมชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้อีกด้วย (โครงการ Avatar)

Deep Tech กับความเป็นไปได้ในปัจจุบัน

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ปัจจุบัน Deep Tech กำลังถูกสกัดให้เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาและเปลี่ยนคุณภาพชีวิตมนุษย์ และรวมถึงช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมเก่าให้ทะลุทะลวงเป็นอุตสาหกรรมใหม่แห่งยุคดิจิทัลได้ชัดเจนขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ ที่มีการนำแนวคิดแบบ Deep Tech มาใช้ จะทำให้เกิดรถยนต์ระบบไร้คนขับ ที่มีการเช็กวิสัยทัศน์ 3D แบบ Realtime ซึ่งผ่านการวิเคราะห์โดยใช้คณิตศาสตร์ขั้นสูงมาคิดคำนวณ

การสร้างพันธุกรรมมนุษย์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างผลผลิตแก่เศรษฐกิจที่ดีในอนาคตต่อไป เช่น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซาธ์เทิร์นในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ประสบความสำเร็จในการให้กำเนิดทารกฝาแฝดที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม หรือ DNA เพื่อต้านเชื้อไวรัส HIV ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

การนำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาผสมผสานกับ Big Data เพื่อทำให้ระบบการทำนายข้อมูลในอนาคตมีความแม่นยำมากขึ้น เช่น ในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำข้อมูลผู้บริโภคในยุคดิจิทัลมาพัฒนาถึงความคาดหวังต่อสินค้าที่เขาอยากได้

การสร้างเทคโนโลยีระดับสูงที่มีความซับซ้อน เช่น แบตเตอรี่ที่ไม่มีวันหมด, รถยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน, เลนส์ใส่ดวงตาที่สามารถซูมเข้าออกได้ หรือแม้แต่การสร้างเนื้อสัตว์ที่เกิดจากห้องแล็บ มาผลิตอาหารที่มีรสชาติดีและมีคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ Deep Tech ยังสามารถ Disrupt วงการต่างๆ ที่มีสินทรัพย์แห่งโลกอุตสาหกรรมเก่าได้แบบหมดจดด้วย อย่างในบ้านเราก็มี Health Tech ที่ชื่อว่า ‘Meticuly’ ที่ออกแบบผลิตชิ้นส่วนกระดูกทดแทนจากวัสดุไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยี AI และ 3D Printing ทำให้คนไทยสามารถรักษาเปลี่ยนกระดูกด้วยมาตรฐานใหม่ที่รวดเร็ว ราคาถูกลงกว่าเดิม และได้กระดูกที่มีขนาดพอดีกับร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นหากขาดการนำ Deep Tech มาวิจัยและพัฒนา

Deep Tech ไขความลับทางวิทยาศาสตร์…ผ่านวิทยาการอันลุ่มลึก,สกู๊ป,Rabbit Today

ไทยอยู่ไหนในเวทีนี้

อย่างไรก็ตาม คนที่คิดจะสร้าง Deep Tech Model ขึ้นมาได้ ต้องมีความเป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่มองโลกมุมกลับ และละทิ้งสิ่งที่มีในอดีต ต้องการพัฒนาสิ่งที่ ‘ยาก’ อย่างวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ให้เป็นเรื่องจับต้องได้ บนพื้นฐานของเทคโนโลยีใหม่ที่มีความลุ่มลึก ซึ่งส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักจะกลายเป็นเจ้าของนวัตกรรมนั้นๆ เช่น Tesla ที่ทำรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ และจรวด Space X รวมถึงคมนาคมแบบไฮเปอร์ลูป และสามารถส่งต่อออกให้กับคนทั่วไปได้ใช้ หรือปล่อยขายลิขสิทธิ์ให้ธุรกิจต่างๆ นำไปสร้างโอกาสใหม่ๆ

ทว่า ถ้าพิจารณาข้อมูลตามผลวิจัยของ IMD และดูความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจแล้วจะพบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก แต่หากเพิ่มปัจจัยเรื่องความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไป ประเทศไทยจะตกไปอยู่ที่ 41 ของโลก

…ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ปัญหาของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงการวิจัยด้าน Deep Tech นั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายส่วน เช่น ความไม่ต่อเนื่องของภาคความรู้ จากสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจเอกชน และภาครัฐที่ยังไม่ทำงานร่วมกัน

ภาคการศึกษามีองค์ความรู้อยู่มาก แต่ขาดการสนับสนุนเชิงพาณิชย์ ในขณะที่ภาคธุรกิจก็ไม่ดึงความรู้จากภาคการศึกษาไปใช้วิจัยพัฒนา ทำให้เสียโอกาสในภาพรวมของการพัฒนา Deep Tech ซึ่งต่างกันกับในต่างประเทศที่เอาจริงเอาจังด้าน Deep Tech อย่างมาก เช่น…

Deep Tech ในสิงคโปร์ มีผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่างภาครัฐที่พร้อมผลักดันและลงทุนอย่างจริงจังให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเชิงลึก มีการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน มีกองทุนสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Early Stage Venture Fund ที่จับสตาร์ตอัปมาแมตช์กับผู้ลงทุนได้อย่างลงตัว หรือโครงการสนับสนุนด้าน R&D ถึง 19 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือการออกนโยบาย World’s First Smart Nation

Deep Tech ในอิสราเอล เป็นประเทศที่มีจำนวนสตาร์ตอัปเทคโนโลยีที่หนาแน่นที่สุดในโลก โดย 20% ของจีดีพีของประเทศ มาจากอุตสาหกรรมไฮเทค อิสราเอลให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีด้าน Cybersecurity และ Fintech ยังมีภาครัฐที่ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันให้สตาร์ตอัปมีสถานะเหมือนสินค้าส่งออกสำคัญ ทั้งลดกำแพงภาษีต่างๆ ให้นักลงทุน รวมทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษาในเรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพื่อสร้างคนในประเทศให้เก่งเทคโนโลยีอย่างเชี่ยวชาญ

Deep Tech ในไต้หวัน ทางรัฐบาลเลือกที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมวิจัยนวัตกรรมเป็นตัวนำ นอกเหนือจากการเป็น OEM/ ODM แบบเดิม โดยมุ่งเน้นใน 5 อุตสาหกรรมกลยุทธ์หลักๆ คือ Internet of Things, Biotech/Medicare, Green Energy, ‘Smart’ Machinery และ National Defense เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสมัยใหม่ ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ลงทุน และการลดหย่อนผ่อนผันด้านกฎระเบียบต่างๆ

Deep Tech ไขความลับทางวิทยาศาสตร์…ผ่านวิทยาการอันลุ่มลึก,สกู๊ป,Rabbit Today

Deep Tech แบบไหนที่เหมาะกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่ได้คู่ขนานกับ Deep Tech ขนาดนั้น เพียงแต่ต้องพิจารณาว่าควรจะให้ประเทศไทยไปบรรจบกับ Deep Tech ในลักษณะไหน

เพราะ Deep Tech ในโลกหลายๆ ตัวที่ออกมาสู่ตลาด เช่น AI ได้มีการคิดและจดสิทธิบัตรไว้หมดแล้ว ถ้าไทยจะสร้างแข่ง นั่นหมายถึงต้องเจ๋งกว่า USA หรือ China ซึ่งน่าจะเหนื่อยมาก แต่ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะหยุดคิดสร้าง Deep Tech ของตัวเอง หากแต่ต้อง Deep ในสิ่งที่ประเทศไทยเรามี เช่น เอา Blockchain มาผนึกกับ AI และ Machine Learning เพื่อมาใช้กับวงการ Logistics และ Delivery ก่อน เพราะตอบโจทย์เรื่องระบบการจัดส่งที่กำลังเติบโต หรือแม้แต่เรื่องอาหารที่เป็นจุดเด่นของไทย ก็สามารถทำ Food Tech ได้ เพราะมีงานวิจัยในไทยให้ค้นคว้าเยอะมาก และตอนนี้ภาครัฐก็เปิดตัวโครงการ Food Innopolis เพื่อสนับสนุนการสร้าง Food Tech ด้วยอีก ฉะนั้นประเทศไทยคงต้องเน้นตรงนี้ก่อน จากนั้นค่อยขยับไปในเรื่องของ Medicine/ Health และ Agriculture ต่อไป

สรุป

…จะเห็นได้ว่า Deep Tech คือเทคโนโลยีชั้นสูงที่ต้องใช้ความร่วมมือของหลายภาคส่วน การส่งเสริมให้เกิด Ecosystem ในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย จึงเป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำเอางานวิจัยที่เป็นความรู้เชิงลึกหรือ Deep Knowledge จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ออกมาสู่สาธารณะและเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจให้เร็ว หากหวังปั้น Deep Technology ภายใต้แบรนด์ ‘ไทยแลนด์’…

Deep Technology ที่เกิดขึ้นแล้ว!!

  • AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำงานได้อย่างซับซ้อนราวกับมี ‘สติปัญญา’ เป็นของตัวเอง
  • Biotechnology การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับระบบทางชีวภาพสิ่งมีชีวิต เช่น ในไทยมี JuiceInnov8 ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และในต่างประเทศ เช่น Bento Labs ผู้ผลิตอุปกรณ์ขนาดย่อมให้คุณสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล DNA ด้วยตัวเอง
  • IoT (Internet of Things) การทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อและสื่อสารกันได้โดยมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเซ็นเซอร์เป็นตัวเชื่อมโยงและไม่ได้แค่เชื่อมโยงอุปกรณ์หนึ่งๆ เข้ากับสมาร์ตโฟนเท่านั้น แต่ IoT สามารถประยุกต์ใช้ให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่ถูกออกแบบมาเชื่อมโยงกันได้
  • ROBOTICS เมื่อไม่กี่ปีมานี้เราเห็นหุ่นยนต์ล้ำๆ ถูกเปิดตัวออกมาเพื่อแก้ปัญหาส่วนบุคคลและปัญหาระดับสังคมจำนวนไม่น้อย โดยหุ่นยนต์ยุคนี้จะมีความสามารถยิ่งกว่า ‘R2D2’ แห่ง Star Wars สามารถปรับใช้กับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์เชฟสลัดที่สามารถนำมาติดตั้งบนตู้สั่งอาหารอัตโนมัติได้
  • Energy มีตัวอย่างการพัฒนา Deep Tech สายพลังงานที่น่าสนใจ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่ อย่าง Lithium - Air Batteries ซึ่งสามารถดึงออกซิเจนจากสภาพแวดล้อมมาใช้แทนที่จะใช้ออกซิไดเซอร์ภายในแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่เครื่องยนต์อยู่ได้นานยิ่งขึ้น
  • Blockchain คือเทคโนโลยีรูปแบบการเก็บข้อมูลที่ไม่ต้องพึ่งเซิร์ฟเวอร์กลางเหมือนแต่ก่อน คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบ Blockchain จะตรวจสอบกันละกันได้ตลอดเวลา หากมีการแก้ไขหรือมีการโจรกรรมข้อมูลใดๆ ก็จะทำให้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบรับรู้ทั้งหมด เบื้องต้นใช้กับอุตสาหกรรมการเงิน แต่ในอนาคตจะปรับใช้กับอุตสาหกรรมที่หลากหลายขึ้น
  • Space Technology ไม่ได้หมายถึงการผลิตจรวดหรือกระสวยอวกาศอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกระบวนการค้นคว้าทรัพยากรธรรมชาติในอวกาศ และฐานที่มั่นใหม่ของมนุษยชาติ
  • AR (Augmented Reality) & VR(Virtual Reality) สองชื่อนี้เป็นเทคโนโลยีภายใต้ตระกูล ‘การจำลองเสมือนจริง’ เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทกับทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการประสบการณ์ในการรับรู้จริงมากขึ้น เช่น แบบจำลองบ้านที่สัมผัสได้เสมือนจริง โดยไม่ต้องไปดูตัวอย่างห้องจากโครงการ
  • Cloud & Security เป็นเทคโนโลยีที่ภาคธุรกิจทั้งหลายให้ความสนใจ เนื่องจากเปิดโอกาสให้การทำงานมีประสิทธิภาพในการจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลอย่างปลอดภัยผ่านอินเทอร์เน็ต
  • Big Data and Data Analytics การนำข้อมูลจำนวนมหาศาลทั้งประชากร บริษัท ประเทศ และอื่นๆ มาวิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญสำหรับการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ
  • Quantum Computing อนาคตใหม่ของคอมพิวเตอร์ระดับสูง ที่เหมาะสำหรับการทำงานอันซับซ้อน การประมวลผลที่ลึกซึ้งกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายเท่าตัว ช่วยในการค้นคว้าและหาคำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม