เรื่องเด่น

ธรรมะ...ทำไม

Published 23 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

Dharma-scoop-Rabbit-Today-banner

คนเมืองอย่างเราๆ มักเจอทุกข์สารพัดซัดใจให้เซล้มกันได้ทุกวี่วัน

ไม่ว่าจะเรื่องผิดหวัง อกหัก คนรักตีจาก อยากตาย ไม่อยากตาย จมดิ่งสู่ก้นทะเลแห่งความทุกข์ หนักเข้าก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า

และเมื่อเรื่องทุกข์เกิดกับใครเข้า ไม่ว่าเขาคนนั้นจะสตรองแค่ไหน เพื่อนเป็นร้อยปลอบใจเราได้ดีเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว ในวันที่ชีวิตดูเหมือนจะพังเละเทะ ก็มีแต่ตัวเรานั่นแหละ ที่เข้าใจมันได้ดีที่สุด 

2 ท่าน 2 เจนฯ ที่เราพูดคุยด้วยในเรื่องนี้ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า กุญแจดอกสำคัญในการปลดล็อกปัญหาที่พูดมาทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ธรรมะ’ และ ‘ทำไม’ จึงเป็นเช่นนั้น

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

นที เอกวิจิตร (อุ๋ย Buddha Bless) ผู้สนใจในวิถีปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนา

Q: ธรรมะคืออะไร 

A: ธรรมะคือกฎธรรมชาติ ไม่มีศาสนา มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ต่างก็อยู่ในกฎเดียวกันนี้ทั้งหมด คนเราขาดธรรมะได้นะครับ แต่ถ้าขาดไปก็จะมีความทุกข์ เพราะธรรมะเป็นกฎธรรมชาติที่มีมาคู่โลกและมนุษยชาติอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบมาว่า อ๋อ กฎธรรมชาติมันเป็นแบบนี้นี่เอง และถ้าอยากใช้ชีวิตไปอย่างราบรื่น ไม่ทุกข์ ก็ต้องเข้าใจกฎของธรรมชาติ แต่ถ้าจะฝืนกฎก็ได้ แค่ทุกข์เท่านั้นเอง 

Q: ธรรมะสามารถแก้ทุกข์ได้จริงไหม

A: ผมเชื่อว่ามันเป็นกฎ แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลว่า จะเอาธรรมะมาใช้ได้มาก-น้อยแค่ไหน เหมือนกับกฎหมายน่ะครับ ถ้าคนบังคับใช้ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ มันก็ไม่เกิดผลอะไร เช่นเดียวกับธรรมะที่มีอยู่แล้ว ก็อยู่ที่เราจะนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพแค่ไหนนั่นเองครับ

Q: ความอินดี้ของธรรมะ

A: ผมว่าธรรมะนี่อินดี้ที่สุดแล้วครับ เพราะไม่ยึดติดแม้กระทั่งตัวเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าจะย่อธรรมะให้เหลือสั้นที่สุดแค่ประโยคเดียว มันจะเป็น ‘สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น’ ทั้งหลายทั้งปวงในที่นี้รวมแม้กระทั่งตัวเอง คือการทำลายอัตตา ที่จะไม่มีแม้กระทั่งตัวกูของกู 

Q: หลายคนใช้วัดเป็นอู่ซ่อมใจ คุณอุ๋ยมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้

A: ต้องดูว่าวัดประเภทไหนด้วยนะครับ เพราะคนเราจะตีความคำว่าวัดแตกต่างกัน และจริงๆ แล้ววัดเป็นเพียงสถานที่ ที่ขึ้นอยู่ว่าคนบริหารจัดการให้วัดมีประสิทธิภาพอย่างไร และคนที่เข้าไปใช้มีความเข้าใจมาก-น้อยแค่ไหนด้วย และการจะบอกว่า ถ้าเข้าวัดไปแล้วจะคลายทุกข์ได้เลย ตรงนี้ผมว่าไม่เสมอไปครับ 

Q: คนรุ่นใหม่กับธรรมะ

A: จริงๆ แล้วสามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยนะครับ ไม่ว่าในยุคไหน มนุษย์ก็ยังจะทุกข์ด้วยความโลภ โกรธ หลง อยู่เหมือนเดิม และมนุษย์ก็ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสมัยไหน คนรุ่นใด ก็จะทุกข์เรื่องเดิม และถ้าอยากจะหายทุกข์ก็ใช้ทางออกทางเดิมเหมือนกันด้วย 

Q: เราสวดมนต์ไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ไม่รู้ความหมายของภาษาที่ใช้สวด

A: คำตอบนี้มี 2 ระดับนะครับ การสวดมนต์ถ้าไม่รู้ความหมายอะไรเลย ก็เป็นการฝึกสมาธิเบื้องต้นอย่างหนึ่งเท่านั้น เหมือนคุณนั่งพูด A B A B ไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีความหมายอะไร แต่ได้แค่ประโยชน์ในขั้นแรก 

แต่ประโยชน์ในขั้นที่ 2 นั้น ถ้ารู้ความหมายด้วย ก็ต้องเลือกบทสวดมนต์ที่ถูกต้อง ต้องไม่ใช่เป็นบทสวดมนต์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ เช่น ชินบัญชร คำแปลที่แปลออกมาคือ ให้พระองค์นั้นมาสถิตอยู่ที่หน้าผาก องค์นี้อยู่ที่หัวไหล่ ที่แขน ที่ขา ซึ่งไม่ได้ให้ปัญญาในการค้นพบอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าสวดบทธรรมจักรกัปปวัตนสูตร จะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าแปลออกมาก็จะสอนเรื่องอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นทางพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้ารู้คำแปลก็จะมีประโยชน์ในการช่วยสืบทอดคำสอนต่อๆ ไป และฝึกสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ท่องไปด้วย จะได้ครบทุกข้อครับ 

Q: ถ้าคนเราหมดพลังธรรมะในหัวใจแล้ว เราจะไปหาที่ชาร์จพลังธรรมะเติมใจได้จากไหน

A: ผมว่าธรรมะในหัวใจไม่มีหมดหรอกครับ ที่หมดไปน่าจะเป็นสติมากกว่า บางคนรู้ธรรมะ อย่างเช่นผมเองหรือคนอื่นที่รู้เยอะแยะนั้น ก็ยังมีทุกข์อยู่ มีโกรธอยู่ โดนขับรถปาดหน้าก็ยังด่าเขาอยู่ โดนคนเห็นแก่ตัวมาโกงก็ยังมีอารมณ์กับเขาอยู่ เพราะขาดสติ 

ต่อเมื่อสติทำงานก็จะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ก็จะเป็นคนมีธรรมะ แต่ต่อให้คนไม่รู้ภาษาบาลีหรือไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธมา แต่เคยโกรธหรือเคยเกลียดคน ก็จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เผาใจตัวเอง ถ้ามีสติก็จะไม่ทำอีก จะรู้ว่าโกรธเขาหรือเกลียดเขา เราก็ทุกข์ แค่มีสติอย่างเดียวก็ช่วยคลายทุกข์ได้พอสมควรแล้ว สติเป็นตัวสำคัญ ถ้าถามว่าพาวเวอร์แบงก์ของธรรมะคืออะไรสำหรับผม ก็คือสตินี่แหละครับ (ยิ้ม) คนที่เตือนสติได้ดีที่สุดคือตัวเราเอง แต่ถ้าตัวเองไม่มีกำลังสติมากพอ สิ่งที่มีประโยชน์และสำคัญที่สุดคือกัลยาณมิตร หรือมิตรที่ดี ที่คอยตักเตือนเราครับ

Q: แล้วมาตรวัดมิตรที่ดีคืออะไร

A: คือการที่คนคนนั้นต้องทำให้เรารู้สึกละอายและเกรงกลัวต่อการทำชั่วทำบาปครับ ในวันที่เรามีความทุกข์ เขาจะเป็นคนชี้ให้เราเห็นต้นเหตุของทุกข์ และบอกวิธีที่จะออกจากความทุกข์ได้ นั่นละครับกัลยาณมิตร 

Q: คุณมีเพื่อนที่ระบุตัวเองว่าเป็นคนไม่นับถือศาสนาบ้างไหม แล้วเขามีไลฟ์สไตล์อย่างไร

A: พวกเขาก็เหมือนคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้ยึดติดกับอะไร สำหรับผมแล้ว รู้สึกว่าการไม่มีศาสนาก็เป็นศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นกลุ่มคนที่นับถือตัวเอง เชื่อตัวเอง ในต่างประเทศก็มีอยู่ ก็เหมือนกลุ่มคนศาสนาๆ หนึ่ง จริงๆ แล้ว แม้กระทั่งตัวผมก็ไม่ได้มองศาสนาพุทธว่าเป็นศาสนาด้วยซ้ำ ผมมองเป็นวิถีการดำเนินชีวิต 

คนที่บอกตัวเองว่าไม่มีศาสนา อย่างไรเสีย ผมรู้สึกว่าวิถีการดำเนินชีวิตของเขาก็ต้องไปตรงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งอยู่ดี เช่น การไม่ฆ่าสัตว์ บางคนไม่ลักขโมยของของคนอื่น ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ซึ่งผมว่าหลายๆ ข้อของเขาก็ไปตรงกับศาสนานี้ บางข้อก็ไปตรงกับศาสนานั้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าจะไม่ให้ตรงกับศาสนาใดเลยคือต้องสวนทางทุกอย่าง คือ ฆ่าคน ขโมยของ ผิดลูกผิดเมีย เสพยาทุกวัน ทำทุกอย่าง ซึ่งนั่นก็อาจจะไปตรงกับการนับถือซาตานอีก 

เลยรู้สึกว่า มันเป็นแค่การระบุเฉยๆ ผมถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก แค่เขาไม่เห็นแก่ตัวก็พอแล้ว ต่อให้ระบุว่านับถือศาสนานั้นศาสนานี้ แต่ถ้าเป็นคนเห็นแก่ตัว ผมว่าคนที่ไม่ระบุศาสนาแต่เป็นคนเห็นใจเขาใจเรา คนคนนี้จะมีประโยชน์กับโลกมากกว่าอีกครับ

Q: มุมมองต่อคนบูชาเครื่องรางของขลัง

A: พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อยู่แล้วนะครับว่าไม่ให้ทำ เพราะเป็นเดรัจฉานวิชา แต่ผมก็เข้าใจว่ามนุษย์มีหลายประเภท เป็นบัวหลายเหล่า คนที่ยังไม่มีปัญญามากพอเลยต้องใช้ศรัทธาเข้าช่วย เขาจึงต้องใช้สิ่งที่เป็นเปลือกมาชักจูงก่อน ซึ่งเป็นอันตราย 2 ด้าน เหมือนคนที่ต้องใช้ห่วงยางว่ายน้ำตลอด 

คนที่พึ่งพาของแบบนี้จึงไม่ใช่คนที่เชื่อมั่นในตัวเองมากพอ จนกลายเป็นเขว ผิดทางของพุทธไป สำหรับผมก็ไม่ได้แอนตี้หรือสุดโต่งเหมือนสมัยก่อนแล้วนะครับ แต่ทุกวันนี้ผมมองว่า ‘เปลือก’ ก็ทำหน้าที่ของเปลือก เพราะถ้าไม่มีเปลือก ก็อาจจะไม่มีแก่นอย่างทุกวันนี้ก็ได้ 

ของพวกนี้ก็เป็นเปลือกที่หุ้มแก่นเอาไว้ สำหรับคนที่ยังติดกับของที่เป็นเปลือกอยู่ในวันนี้ แต่วันหนึ่งในอนาคตเขาอาจจะกะเทาะเปลือกเพื่อไปถึงแก่นได้ ซึ่งต้องใช้เวลาหน่อยหนึ่ง แค่นั้นเอง 

Q: คุณอุ๋ยมีพิกัดซ่อมใจที่ไหนเวลาเกิดความทุกข์

A: ผมมองว่าการปฏิบัติธรรมคือการเข้าไปสวนกระแสความต้องการโดยธรรมชาติของมนุษย์ กินน้อย นอนน้อย ปฏิบัติมาก เจริญสติตลอดเวลา ซึ่งมันเหนื่อย มันยาก ผมขอเรียกว่ายาแรง และถ้าใครไม่สามารถทนยาแรงได้ไหวก็จะกลายเป็นความทุกข์หนักกว่าเดิม 

ส่วนตัวของผมจะเลือกเผชิญความจริง เวลาทุกข์ผมจะพยายามไม่หนีมัน รู้ตัวว่าเรารู้สึกอย่างนั้นอยู่แต่ไม่ได้จมไปกับมัน มันเป็นเส้นบางๆ ที่เราอาจจะควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา เพราะบางครั้งเราก็จะไหลไปกับอารมณ์โศกเศร้า ทุกข์กังวล คงต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ แรงๆ ขยับตัว รู้สึกตัวเพื่อให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ อันนี้ก็จะทำให้เราหายทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่ง พอเผลอมันก็จะกลับไปทุกข์อีก มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ 

แต่การจะออกไปเมาให้ลืมอะไรอย่างนั้นผมจะไม่ทำเลย ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาสำหรับผม แต่บางคนอาจช่วยแก้ได้ในเบื้องต้น ซึ่งผมมองว่ามันเหมือนกับการกู้เงินนอกระบบไปใช้หนี้ ที่จะสร้างปัญหามากกว่าเดิมครับ

Q: ไอดอลในเรื่องธรรมะของคุณคือใคร

A: ผมมีหลายคนนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพระสงฆ์หลายๆ รูป เช่น พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ หรือถ้าเป็นฆราวาสก็เช่น อาจารย์ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ผมชอบท่านมาก ท่านเหมือนพระที่ใส่เสื้อผ้าแบบคนปกติ

Q: อยากฝากอะไรเกี่ยวกับธรรมะให้กับคนรุ่นใหม่บ้าง

A: ผมว่าแต่ละคนจะมีวิธีหาทางออกจากทุกข์แตกต่างกัน บางคนเลือกดูหนัง ฟังเพลง มีเซ็กส์ ไปกินข้าว ดื่ม เมา เสพยา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าทุกครั้งที่คุณลองทำไปแล้วไม่เวิร์ก รู้สึกว่ามันยังไม่หายทุกข์ ช่วยได้ไม่เต็มที่ หรือช่วยแล้วยังมีผลข้างเคียงกลับมาอยู่พอสมควร ก็อยากให้หันมาลองใช้ธรรมะดู ลองฟังเทศน์ ลองหันสู่ธรรมะที่ย่อยง่ายๆ ทุกวันนี้มีอยู่ในยูทู้บมากมายเลยครับ (ยิ้ม)

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

ดร.ศิริพรรณ สุทธินนท์ อุบาสิกาผู้คว้าปริญญาเอกด้านปรัชญาและพระพุทธศาสนา จากมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

Q: ธรรมะกับศาสนาอื่น

A: ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีค่ะ และจะมีหลักการของแต่ละศาสนาแตกต่างกันไป ในศาสนาพุทธเราสอนให้คนทำดีละเว้นความชั่ว ซึ่งดิฉันคิดว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเราทุกวันนี้มันไม่ใช่เหตุบังเอิญ ดิฉันมีความเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นกรรมหรือวิบากกรรรมที่ติดตามมาจากภพชาติที่แล้ว 

เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เราจะทำได้ก็คือ เราต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นกรรมติดตามเรามา พยายามทำดี และต้องรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่เที่ยง แม้แต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นมันก็ไม่เที่ยง เหมือนไตรลักษณ์ คือ เกิดขึ้น คงอยู่ แล้วดับไป 
เราต้องยอมรับตรงนี้ และทำแต่ความดี เพราะไม่มีใครเอาของเราไปได้ เราออมเงินเก็บเงิน ตายไปเราเอาไปไม่ได้ แต่การทำคุณงามความดีจะเป็นการสะสมบุญเพื่อใช้ในภพหน้าค่ะ

Q: ธรรมะแก้ทุกข์ได้จริงหรือไม่

A: จริงๆ แล้วตัวของธรรมะไม่สามารถจะแก้ทุกข์ได้นะคะ แต่อยู่ที่จิตของแต่ละคนที่จะเข้าใจว่าความทุกข์ก็คือปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่ไม่คงที่ ทั้งความทุกข์และความสุข ที่เราต้องใช้คือปัญญาและใช้สติในการแก้ไข อีกทั้งต้องรู้จักการปล่อยวางด้วย ถ้าเราทำใจยอมรับความเป็นจริงได้ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มันไม่คงที่ เราก็จะแก้ไขปัญหาได้ด้วยสติและปัญญาค่ะ 

Q: โลกโซเชียล ความทุกข์ และการพึ่งพาหมอดูตรวจดวงชะตา เราพบเห็นสิ่งเหล่านี้กันบ่อยมากในยุคนี้ ดร.ศิริพรรณมีมุมมองอย่างไร

A: คนยุคใหม่จิตไม่ค่อยว่างและไม่ค่อยสงบค่ะ ถ้าเราเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เร่งรีบแข่งขันกัน มาใช้ชีวิตแบบเดินสายกลางเพื่อให้จิตเราสงบขึ้น คิดแต่ในเรื่องกุศล ไม่ฟุ้งซ่าน อาจจะโดยการเลือกธรรมะมาปรุงแต่งจิตให้เข้ากับสถานการณ์โดยตรง ในทางพระพุทธศาสนาเราเรียกว่า ธรรมานุธรรมปฏิบัติ คือการนำเอาธรรมะมาปรุงแต่งจิตในชีวิตประจำวัน เช่น รู้จักความพอดี รู้จักการให้ทาน รู้จักรัก คือความเมตตา เวลามีทุกข์หรือมีปัญหาก็ต้องทำจิตให้ว่าง ใช้ปัญญาพิจารณาแก้ไขปัญหานั้นๆ ก็น่าที่จะลดความทุกข์ลงได้ 

และคนที่พึ่งหมอดู ดิฉันคิดว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่มีจุดยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เกิดปัญหาต่างๆ ก็ไม่รู้จักการใช้สติ ไม่ใช้ปัญญาในการแก้ไข ต้องให้หมอดูมาช่วยตัดปัญหาให้ถึงจะเชื่อ 

การพึ่งหมอดูนั้น เป็นการปลอบใจชั่วคราว หมอดูจะใช้เพียงอุบายของโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสถิติที่เขาเก็บรวบรวมเอาไว้ เป็นช่วงเวลา ช่วงอายุ แค่นั้นเอง บางทีก็อาจจะโดนหลอก ทำให้เสียเวลา เสียเงินทอง เสียชื่อเสียง อันนี้ยิ่งเพิ่มความทุกข์มากขึ้น แต่ถ้าเขารู้จักการฝึกจิตและธรรมะในใจ จะทำให้จิตเข้มแข็งมากขึ้น พร้อมเผชิญปัญหาต่างๆ สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องพึ่งหมอดูค่ะ 

Q: และบ่อยมากที่เราเจอข่าวคนอกหัก รักคุด แล้วตัดสินใจชั่ววูบ

A: ถ้าเขามีสติคิดอย่างเดียวว่า ทำไมเขาไม่ทำตัวให้ดี และทำให้คนที่ทิ้งเขาไปเกิดความเสียดายเขา ดีกว่าจะไปทำให้ตัวเองตกต่ำ หรือให้คนเขาสมเพช เขาจะคิดได้ด้วยตัวเองถ้าเขามีสติเท่านั้นละค่ะ

Q: หลายคนบอกว่าธรรมะคือธรรมชาติ แต่นึกภาพไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร

A: จริงๆ แล้วธรรมะไม่ได้เป็นธรรมชาติหรอกค่ะ แต่ธรรมะ ‘มีอยู่ใน’ ธรรมชาติ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมที่เกี่ยวกับมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในจักรวาล เพื่อให้ประพฤติดี ประพฤติชอบ ทำความดี ถูกต้อง ซึ่งธรรมะอันนี้จะมีจิตเป็นใหญ่

เมื่อเราสามารถควบคุมจิตให้อยู่ในกรอบ หรือให้ละเว้นความโลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นกิเลสที่เกิดจากอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสติมีสัมปชัญญะทุกขณะจิตของการกระทำ ก็จะทำให้เราสงบได้ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข กลมกลืนกับธรรมชาติ

ซึ่งธรรมะที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนเรานี่นะคะ เป็นสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ พูดง่ายๆ คือ ธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครสร้าง พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบแล้วนำมาอธิบาย นำมาแสดง เป็นเรื่องของสภาวะธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเกิดของทุกข์ และธรรมชาติในการดับไปแห่งทุกข์

พระองค์ตรัสในสิ่งที่มันมีอยู่แล้วในธรรมชาติคืออริยสัจ คือความจริงอันเป็นทางหลุดพ้น ไม่ใช่ของใหม่เลย แต่เป็นของที่มีอยู่คู่กับธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น การเกิดทุกข์ การเกิดแก่เจ็บตาย ไม่มีใครสร้างขึ้น และไม่มีใครหลีกหนีได้ เพราะฉะนั้นธรรมะจะรวมอยู่ในธรรมชาตินั่นเองค่ะ

Q: ธรรมะ ธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกันอย่างไร

A: วิทยาศาสตร์คือศาสตร์อย่างหนึ่งที่ค้นหาความจริงของธรรมะธรรมชาติ หลักการของพระพุทธศาสนา กับหลักการของวิทยาศาสตร์ มีความคล้ายคลึงกัน ถ้าเราดูดีๆ นะคะ ในด้านความเชื่อ ในทางวิทยาศาสตร์ เขาจะเชื่อได้นั้น ก็ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นจริง เขาจะเชื่อในเหตุผลที่มีหลักการ มีหลักฐาน มีระเบียบวิธี และมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน

มันก็สัมพันธ์กับหลักการทางพระพุทธศาสนา ที่มีความเชื่อเหมือนกัน คือไม่ได้สอนให้มนุษย์เชื่อหรือศรัทธาในอิทธิปาฏิหาริย์ของศาสนา เช่น หลักคำสอนในกาลามสูตร

เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่เขาบอกว่า ต้องพิสูจน์ก่อน ศาสนาก็บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อใคร ทีนี้ความรู้ทางวิทยาศาตร์และศาสนาจะยอมรับความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์การทดลองเหมือนกัน ทางวิทยาศาสตร์จะทดลองหาความจริงสากล แสวงหาความรู้จากกฎของธรรมชาติที่มีอยู่ภายนอกตัวมนุษย์

แต่ทางพระพุทธศาสนาจะพิจารณาจากการเกิดแก่เจ็บตายเป็นสำคัญ เน้นในเรื่องศีลธรรม ความดี ให้มนุษย์มีความสุขเพิ่มขึ้นจนถึงขั้นสูงสุดที่เราเรียกว่านิพพาน

เพราะฉะนั้นกระบวนการปฏิบัติตามหลักธรรมในทางพุทธศาสนาจึงส่งเสริมให้มนุษย์อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มากกว่าที่จะต้องไปพิสูจน์ตามหลักการของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่สัมพันธ์กันตรงที่ว่า ต่างก็ต้องพิสูจน์ ไม่ให้เชื่ออย่างเดียวค่ะ

Q: ไอดอลในทางธรรมะของ ดร.ศิริพรรณ คือใคร

A: องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค่ะ กว่าพระองค์ท่านจะตรัสรู้ได้ ต้องทรงบากบั่นแค่ไหน แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาดิฉันก็จะนึกถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ค่ะ เพราะพระองค์ท่านทรงมีธรรมะอย่างสูงทีเดียว

Q: คนที่ไม่มีธรรมะในใจ และคนที่ไม่มีศาสนา ส่งผลต่อโลกใบนี้อย่างไรบ้าง

A: ประเด็นนี้แบ่งได้ 2 อย่างค่ะ อย่างแรก คนที่ไม่มีธรรมะในใจนั้น ไม่ว่าคุณทำอะไรก็จะทำตามความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่นึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น

แต่คนที่ไม่มีศาสนา ถ้าเขารู้จักการผูกมิตรกับคนอื่น มีความรัก ความสงสาร ความเมตตา รู้จักการให้ มีความกตัญญู ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักตามธรรมชาติของสัตว์โลก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีศาสนา แต่เขามีธรรมะในใจ มีสิ่งที่เขายึดติดคือการทำความดีต่อตัวเองและต่อผู้อื่น เขาก็เป็นคนที่สังคมยอมรับได้ และอยู่ในโลกได้อย่างมีความสุขโดยไม่ต้องยึดติดในคำสอนของศาสนาใดศาสนาหนึ่งก็ได้

สิ่งที่อยากจะฝากคือ สำหรับคนรุ่นใหม่ ขอให้ทำความดี อะไรที่เราทำแล้วเรามีความสุขโดยที่คนอื่นไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ ขอให้เป็นคนดี ทำความดี ก็ดีกว่าคนที่บอกว่าตัวเองมีศาสนาแต่ไม่มีธรรมะในใจค่ะ และถ้าเป็นไปได้ แค่ทุกคนรักษาศีล 5 โลกใบนี้ก็น่าอยู่ที่สุดแล้ว 

อย่าปล่อยให้ความทุกข์พาเราเข้าหาธรรมะแต่เพียงอย่างเดียว ในยามที่เรามีความสุขก็เป็นโอกาสดีเช่นกัน ที่จะเริ่มต้นศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับจิต ในวันที่ความทุกข์โคจรมาถึง 

10 คำศัพท์ควรรู้ 

1. โยนิโสมนสิการ การพิจารณาโดยแยบคาย, เข้าใจตั้งแต่ต้น, เข้าใจโดยตลอด

2. คุณธรรม สภาพคุณงามความดี

3. ศีลธรรม ความประพฤติที่ดีที่ชอบ, ศีลและธรรม, ธรรมในระดับศีล

4. จริยธรรม ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ, ศีลธรรม, กฎศีลธรรม

5. ดี มีลักษณะที่เป็นไปในทางที่ต้องการ น่าปรารถนา น่าพอใจ ใช้ในความหมายที่ตรงข้ามกับลักษณะบางอย่างแล้วแต่กรณี คือ ตรงข้ามกับชั่ว เช่น คนดี ความดี, ตรงข้ามกับร้าย เช่น โชคดี เคราะห์ดี

6. ชั่ว เลว, ทราม, ร้าย, ไม่ดีเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือจารีตประเพณี เป็นต้น เช่น คนชั่ว

7. กัลยาณมิตร มิตรดี

8. ไตรลักษณ์ ลักษณะที่เป็นสามัญทั่วไป 3 ประการ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความมิใช่ตัวตนที่แท้จริง

9. ธรรมานุธรรมปฏิบัติ การประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม, การประพฤติความดีสมควรแก่ฐานะ

10. อายตนะ เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่รู้, ในพระพุทธศาสนาหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น

กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน เป็นเครื่องติดต่อกับอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์

5 พิกัดซ่อมใจในวันพังๆ

เมื่อความทุกข์สุกงอมแล้วต้องการสถานที่เยียวยาจิต 5 แห่งต่อไปนี้อาจเป็นตัวช่วยดับความร้อนรุ่มของใจให้เย็นลงได้โดยเร็ว

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

1. หอจดหมายเหตุ พุทธทาส อินทปัญโญ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

เป็นศูนย์การเรียนรู้และเผยแผ่ผลงานของท่านพุทธทาส อินทปัญโญ หรือท่านพุทธทาสฯ แห่งสวนโมกขพลาราม มีหัวใจคือการมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติสุขแก่มวลมนุษยชาติ ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของแมกไม้และบึงน้ำขนาดใหญ่อันเป็นปอดของคนกรุงเทพฯ ที่นี่มีหลากหลายกิจกรรมทางธรรมะให้เข้าร่วมปฏิบัติ และสื่อหลากหลายรูปแบบให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมสืบค้นกว่า 27,347 รายการ www.bia.or.th

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

2. วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร 

พุทธศาสนสถานแห่งนี้คือโอเอซิสใจกลางกรุงเทพฯ ที่สามารถแวะไปพักใจได้อย่างสะดวกสบายด้วย BTS สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ.2400 มีความร่มเย็นด้วย ‘สวนป่าศาลาพระราชศรัทธา’ เหมาะนักกับการปลีกวิเวกค้นหาความสงบในใจ ท่ามกลางความอึกทึกของเมืองที่แวดล้อม

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

3. เสถียรธรรมสถาน

ไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่การถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าในสถานที่แห่งนี้ จะทำให้ทุกย่างก้าวของเราเกิดสติมากกว่าที่เคย ก่อตั้งขึ้นโดยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ภายใต้ความอนุเคราะห์จากกองทุนเสถียรธรรม ที่ดำเนินภารกิจในการสร้างศานติให้กับสังคมมากว่า 3 ทศวรรษ พิสูจน์ว่าจังหวะชีวิตจะช้าลงและใจเย็นขึ้นได้มากแค่ไหนกันได้ในย่านวัชรพล

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

4. วัดกู้

หรือชื่อที่ชาวนนทบุรีรู้จักกันดีว่า วัดพระนางเรือล่ม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เหตุที่มาของชื่อคือ การสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ ซึ่งเป็นพระมเหสีในรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปยังพระราชวังบางปะอิน ซึ่งได้เชิญพระศพขึ้นที่วัดแห่งนี้ นอกจากจะเป็นวัดติดแม่น้ำที่สามารถปล่อยปลาได้ด้วยแล้ว ในวิหารใหม่ที่เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อสำเร็จ จะมีการปฏิบัติธรรมทุกวัน (ในห้องแอร์) ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ใครผ่านไปแถว อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ลองแวะกู้ใจฝ่อๆ กันได้เลย

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

5. วัดชลประทานรังสฤษฎ์

ความศรัทธาและเลื่อมใสในตัวท่านปัญญานันภิกขุ หรือพระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร)

ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดชลประทานฯ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่มีปาฐกถาธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และใช้เหตุการณ์ปัจจุบันมาเชื่อมโยงในการบรรยายธรรม ทำให้ชาวพุทธและผู้สนใจในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ต่างแวะเวียนมาทำบุญและปฏิบัติธรรมกันที่นี่อย่างไม่ขาดสาย และกลับบ้านไปพร้อมกับหลักธรรมคำสอนแบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง

6 เพลงกู้วิกฤตจิตตก

บทเพลงสามารถปลอบโยนจิตใจได้ง่ายๆ ในเวลา 3 นาที เพราะมีเนื้อหาและเมโลดี้โดนๆ เป็นการผ่อนคลายความคับข้องใจเบื้องต้นที่หลายคนใช้เป็นเครื่องมือช่วยทำใจ (ร่มๆ)

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

1. ใจเย็นๆ : Buddha Bless 

“ใจเย็นๆ ลมเย็นฟังเพลงให้สบาย อารมณ์ร้อนวู่วาม มีแต่วอดวาย ผ่อนคลายสบายใจฝึกทำให้เป็น ถ้าอยากจะมีความสุขก็ให้เป็นคนใจเย็น” 

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

2. ก้อนหินก้อนนั้น : โรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ 

“ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง”

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

3. แสงสุดท้าย : ตูน Bodyslam

“ในค่ำคืนที่ฟ้าท้าทายใจคนอยู่ตรงนี้ และฉันยังคงก้าวไป ยังคงมีรักแท้เป็นแสงนำไปในคืนที่หลงทาง นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย ตราบใดที่ปลายท้องฟ้ามีแสงรำไร จะไปจนถึงแสงสุดท้าย”

4. สุดขอบฟ้า : ไทยเทเนียม

“ถ้าหากขอบฟ้าไม่มีจริง ทุกสิ่งที่เราทิ้งไปมันจะคุ้มค่าไหม ที่ต้องแลกมาด้วยความเชื่อเรา ถ้าหากวันนั้นไม่ลองดูวันนี้คงไม่รู้ว่าเราจะยืนอยู่ที่ใด ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเสียดายที่ไม่ได้ทำ ชีวิตคงหมดความหมาย ถ้าเราไม่ทำ”

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

5. ไม่ยอมหมดหวัง : เจนนิเฟอร์ คิ้ม

“แม้ว่าจะต้องเสียความรักไป แม้ว่าจะไม่เหลือใครสักคน มันจะเจ็บจะช้ำกี่หนแต่คนคนนี้ไม่ท้อใจ แม้ว่าในวันนี้มีน้ำตา จะข่มมันให้ไหลอยู่ข้างใน ความฝันนั้นจบไป...แต่ยังเหลือตัวฉัน”

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today

6. Live and Learn : กมลา สุโกศล

“เพราะชีวิตคือชีวิต เมื่อมีเข้ามาก็มีเลิกไป มีสุขสมมีผิดหวัง หัวเราะหรือหวั่นไหว เกิดขึ้นได้ทุกวัน อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”

DID -YOU-KNOW-logo

7 เซเลบริตี้วิถีพุทธ

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today1. Jennifer Aniston 

นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้ได้รับการโหวตจากนิตยสาร Men’s Health ให้เป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดตลอดกาล เธอหันมาสนใจในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี 2014

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today2. Ronnie O'Sullivan 

ข้อมูลจาก Siamsport เผยว่า นักสนุกเกอร์อาชีพชาวอังกฤษที่เป็นแชมป์โลก 5 สมัยผู้นี้ เลื่อมใสศรัทธาในพุทธ และจะเข้ามาศึกษาอย่างจริงจังที่เมืองไทย

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today3. Steve Jobs 

สนใจในพุทธศาสนา นิกายเซน อย่างจริงจังเมื่อปี 1976 ขณะที่เขาอายุได้เพียง 21 ปี กับอาจารย์เซนของเขาคือ โกบุน ชิโนะ โอโตโกวะ

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today4. Mark Zuckerberg

ผู้ก่อตั้ง facebook เติบโตมาในครอบครัวที่บ่มเพาะจากความเชื่อในศาสนายูดาห์ เขาแต่งงานกับ Priscilla Chan ซึ่งนับถือพุทธ ทำให้ตัวของ Mark เองได้เริ่มศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today5. Uma Thurman

แม้จะได้ระบุชัดว่าเธอนับถือศาสนาพุทธ แต่นักแสดงชาวอเมริกันผู้นี้เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมด้วยพุทธศาสนา โดยเฉพาะการที่พ่อของเธอได้ตัดสินใจบวชเป็นพระทิเบต สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อทัศนคติในการมองโลกของเธอเป็นอย่างมาก 

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit Today6. Angelina Jolie

อดีตคู่รักเคยหวาน Brad Pitt และ Angelina Jolie ที่มักเข้าวัดและสอนพุทธศาสนาอยู่บ่อยครั้ง ให้กับลูกชายบุญธรรมคนแรกชื่อว่า Maddox Chivan ที่ทั้งคู่อุปการะจากจังหวัดพระตะบอง กัมพูชา 

ธรรมะ...ทำไม,สกู๊ป,Rabbit today7. Richard Gere

เขาเป็นนักแสดงที่ศึกษาธรรมะกับองค์ทะไลลามะในวิถีพุทธมากว่า 2 ทศวรรษ และเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการทำงานเพื่อสังคมหลายด้าน โดยเฉพาะการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับทิเบตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของจีน


AUTHOR :

Rabbit Today
Rabbit Today
Rabbit Today สื่อรายวันที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับผู้อ่าน เปิดกว้างในทุกๆมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับคุณในทุกช่องทาง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆสู่คุณ...