เรื่องเด่น

Moving Forward สเต็ปชีวิต...คิดการใหญ่ พิชญะ นิธิไพศาลกุล

Published 16 ธ.ค. 2018

By Rabbit Today

golf-pichaya-scoops-Rabbit-Today-banner

ถามคุณผู้อ่านว่า ถ้าให้นึกถึงป๊อปไอดอลยุคปี 2000 ที่เคยเรียกเสียงกรี๊ดคุณจนเจ็บคอ คุณนึกถึงใคร...

แวบแรกของหลายคน ต้องเห็นภาพซูเปอร์สตาร์ ‘กอล์ฟ-ไมค์’

ไม่น่าแปลกใจ หากว่าใครจะนึกถึงพวกเขา เพราะในช่วงที่ก้าวขึ้นไปสู่คำว่า ‘ซูเปอร์สตาร์’ สองศรีพี่น้องคู่นี้ครองหัวใจวัยรุ่นไทยแทบทั้งเมือง! 

เป็นภาษาสมัยนี้ต้องเรียกว่า ฮอตเว่อร์! แต่ในดีกรีความร้อนแรงเหล่านั้น พวกเขากลับเดินหน้าที่จะสานฝันของตัวเอง โดยเฉพาะกับ ‘กอล์ฟ-พิชญะ’ ที่นอกจากจะหันมาผลิตงานเพลงของตัวเองแล้ว เขายังผันไปเป็นนักแสดง รวมถึงทำงานเบื้องหลังวงการละครไทย ไหนจะธุรกิจด้านแฟชั่น อาทิ แว่นตา หรือกระเป๋า ที่เจ้าตัวลงทุนลงแรงไปอีกไม่น้อย 

ล่าสุด กอล์ฟเพิ่งปล่อยซิงเกิลเพลง ‘ฆ่าฉันดีกว่า’ ที่เจ้าตัวทั้งแต่งเอง รวมไปถึงยังเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอ และตัดต่องานเอง เรียกว่าทำเองกินเอง...ครบวงจร!

วันเวลาผันผ่านมาจนถึงวันนี้ ในวัย 31 ปี แน่นอนว่า เขาก้าวข้ามคำว่า ‘ซูเปอร์สตาร์’ มาเรียบร้อย ทว่าในสเต็ปต่อไปของคำว่า ‘ศิลปิน’ ยังเป็นช่วงเวลาของการพิสูจน์ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้อาจเป็นอีกหนึ่งมาตรวัดที่พอจะส่งสัญญาณได้ว่า เขาก้าวเข้าใกล้ความเป็นศิลปินอย่างที่ตั้งใจมาก-น้อยเพียงใด...

Moving Forward สเต็ปชีวิต...คิดการใหญ่ พิชญะ นิธิไพศาลกุล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ซิงเกิลล่าสุด ‘ฆ่าฉันดีกว่า’ ทราบว่าเป็นเพลงรักที่คุณแต่งเนื้อเพลงเอง คุณได้ไอเดียของเพลงมาจากไหน

A: จากชีวิตตัวเอง (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่เรื่องราวความรักครั้งล่าสุดอย่างที่หลายคนเข้าใจ เป็นความรู้สึกที่สะสมมาหลายต่อหลายครั้งมากกว่า ถามว่าแต่งเพลงตอกย้ำตัวเองไหม ผมไม่ได้มองอย่างนั้น แค่เอาประสบการณ์ชีวิตของเรามาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะ ถ้าใครได้ดูเอ็มวีจะยิ่งเข้าใจ มันจะมีการเล่าเรื่องเป็นภาพที่เราตายแล้วตายอีก ก็เหมือนความรักที่มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งสุดท้าย...ที่เนื้อเพลงบอกว่า เธอทำให้ฉันหยุดหายใจดีกว่า เรื่องราวทั้งหมดถึงได้จบลง 

Q: ฟังดูเศร้ามาก...

A: แต่เป็นเพลงเศร้าที่มีท่าเต้น (ยิ้ม) เรามีความรู้สึกว่า ทำไมเพลงเศร้า ดนตรีต้องเศร้าตามไปด้วย ก็เลยทำเพลงให้เป็นสไตล์อาร์แอนด์บีที่เต้นได้ คือโดยรวมเป็นเพลงเศร้านั่นแหละ แต่อยู่บนพื้นฐานของดนตรีที่มีความแข็งแรง มีท่าเต้น แต่เป็นท่าเต้นที่ถ่ายทอดถึงความเจ็บปวด

Q: ทราบว่าคุณลงทุนกำกับมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วยตัวเอง นี่เป็นงานกำกับครั้งแรกในชีวิตเลยหรือเปล่า

A: ถ้าเป็นงานกำกับแบบจริงจัง ถือว่าเป็นครั้งแรกครับ พอดีช่วงที่จะทำเอ็มวีตัวนี้ ผมมีงานที่ต้องไปทำที่อเมริกา แล้วเราก็อยากถ่ายทำเอ็มวีเพลงนี้ที่นั่น แต่บริษัทของกอล์ฟไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร จะโยนงบทำเอ็มวีทีละเป็นล้านๆ เราคงจะไม่ไหว เพราะเราต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่นด้วย (หัวเราะ) พอคิดได้แบบนั้น ก็บอกกับตัวเองว่า เอาวะ มันคงถึงเวลาที่เราต้องทำเองแล้วแหละ 

ด้วยความที่เราแต่งและทำดนตรีเองทั้งหมด พอมากำกับเอ็มวีเอง เราก็จะรู้จังหวะจะโคนการเล่าด้วยภาพให้ตรงกับอารมณ์ของเพลง ซึ่งก่อนถ่ายทำ กอล์ฟวาดสตอรี่บอร์ดด้วยตัวเองทั้งหมด พอถ่ายทำเสร็จเรียบร้อย ช่วงเดินทางกลับเมืองไทย กอล์ฟใช้เวลาบนเครื่องบิน 15-16 ชั่วโมง นั่งตัดต่องานจนเกือบเสร็จ (ยิ้ม) 

อาจจะเป็นเพราะเราสนุกกับงานด้วย แล้วเราลงรายละเอียดกับงานทุกเม็ด ถึงขนาดตัดต่อภาพให้ลงกับจังหวะเสียงกลองของเพลง สมมติจังหวะกลอง ตึ่ก ตึ่ก ตึ่ก เราก็จะทำเทคนิคให้ภาพกระตุกตรงกับจังหวะเดียวกับกลอง หรือช็อตที่มีการยิงปืน เสียงปืนก็จะพอดีกับเสียงตีสแนร์ของกลอง คือเรื่องแบบนี้ ถ้าเราไปจ้างคนอื่นทำ เขาคงคิดว่าเราจุกจิกมาก (หัวเราะ)

Moving Forward สเต็ปชีวิต...คิดการใหญ่ พิชญะ นิธิไพศาลกุล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เคยคิดไหมว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ กับการทำงานเบื้องหลังต่างๆ 

A: ไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น แต่ว่าก็เคยคิดว่าอยากทำงานของตัวเอง ย้อนไปตอนที่ยังเป็น ‘กอล์ฟ-ไมค์’ โอเค เราร้องเพลงได้ประมาณหนึ่ง เราเต้นได้ประมาณหนึ่ง แต่เราไม่ได้ทำงานเอง ทางต้นสังกัดเขาก็ยังต้องห่อเราเอาไว้ เพื่อให้ภาพเราดูเพอร์เฟ็กต์ที่สุด เราโดนกดดันเรื่องขายหน้าตามาตลอด แต่เสียงที่ด่าเราก็เป็นแรงผลักดันให้เราบอกกับตัวเองเสมอว่า สักวันเราต้องเก่งขึ้นให้ได้ 

จนเริ่มหัดเขียนเพลงเอง เอาไปให้พี่ๆ ที่เป็นโปรดิวเซอร์ดู งานโดนตีกลับ เพราะเขียนทุกอย่างมารวมในเพลงๆ เดียว (หัวเราะ) แต่ก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงเพลง ‘ที่ปรึกษา’ ที่พี่ดี้-นิติพงษ์แต่งให้ เราได้มีโอกาสไปร่วมแจมแต่งเนื้อท่อนแร็ป จนกลายเป็นเพลงไทยอาร์แอนด์บีเพลงแรกๆ เลยมั้งที่ร้องแบบมีคำติดๆ กัน ซึ่งก็เป็นความภูมิใจของเรามาก (ยิ้ม)

พอคิดจริงจังกับเรื่องทำงานเพลง ก็ไปเรียนด้านซาวนด์เอนจิเนียร์เป็นเรื่องเป็นราว ส่วนงานโปรดักชั่นด้านภาพ ก็อาศัยครูพักลักจำ เรียนรู้เองจากยูทู้บ กอล์ฟเป็นคนชอบเรื่องเทคโนโลยีอยู่แล้ว พอเห็นการตัดต่อแปลกๆ ใหม่ๆ ในยูทู้บ ก็พยายามจะศึกษาว่าเขาทำกันอย่างไร ยังจำได้ว่า สมัยตอนที่ทำเอ็มวีเพลง Fight For You ของกอล์ฟ-ไมค์ เราพยายามวาดสตอรี่บอร์ดสิ่งที่อยากได้ไปให้ผู้กำกับดู ภาพเป็นหน่วยสวาทชุดใหญ่ที่มีฉากต้องโรยตัวลงมา พี่ผู้กำกับบอกใครจะทำให้ได้ โปรดักชั่นอลังการมาก (หัวเราะ) เซ็งเลย อุตส่าห์วาดตั้งนาน

Q: นอกจากงานเพลง ทุกวันนี้คุณยังมีเป้าหมายอะไรที่อยากไปให้ถึงอีกบ้าง

A: ผมมีธุรกิจกระเป๋า YAAAS ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ Michel Angelo แบรนด์ธุรกิจเครื่องหนังของครอบครัว ตอนนี้ก็กำลังไปได้ดี ส่วนปีหน้าตั้งใจจะไปทำงานด้านการแสดงที่สหรัฐอเมริกา ผมขอวีซ่าการทำงานด้านการแสดงของสหรัฐอเมริกาได้ 3 ปี ซึ่งเรื่องนี้สำคัญสำหรับที่นั่นมาก ถ้าแคสติ้งงานผ่าน แต่ไม่มีวีซ่าตัวนี้ คุณก็ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงผมมีเอเยนซี่ที่คอยดูแลเราอยู่ที่นั่นด้วย มันเลยทำให้เราอยากไปลองสักตั้ง (ยิ้ม) ถามว่าฝันแค่ไหน ผมขอแค่ได้เล่นซีรีส์อะไรสักอย่างก็โอเคแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่วงการบันเทิงที่สหรัฐอเมริกาค่อนข้างเปิดรับคนจากทางฝั่งเอเชีย แล้วไปอยู่ที่นั่น ขอให้คุณมีฝันเถอะ อายุเท่าไรคุณก็เป็นซูเปอร์สตาร์ได้ ขอแค่เพียงโอกาสเท่านั้น

Q: ถ้าจะนิยามชีวิตช่วงนี้ด้วยประโยคสักประโยคหนึ่ง

A: เป็นช่วงที่พิสูจน์ตัวเอง (ยิ้ม) กอล์ฟเป็นคนที่รู้ตัวเองในระดับหนึ่งนะ ว่าเราอยู่ในระดับไหน ผลงานที่ผ่านมา อะไรโอเค อะไรไม่โอเค เรารู้ และพยายามแก้ไขอยู่เสมอในงานชิ้นใหม่ ช่วงนี้ของชีวิตจึงรู้สึกว่าต้องผลักดันตัวเองเยอะๆ อะไรที่อยากทำ ต้องทำ และต้องทำให้ถึงที่สุด

Moving Forward สเต็ปชีวิต...คิดการใหญ่ พิชญะ นิธิไพศาลกุล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ขออนุญาตถามเรื่องราวความรักของคุณสักหน่อย คุณมองความรักตอนนี้เป็นอย่างไร

A: ความรักสำหรับผมตอนนี้ ต้องซัพพอร์ตเรา ไม่ใช่ทำให้เรามีปัญหา ที่ผ่านมาผมทุ่มเทกับความรักเกินร้อย (ยิ้ม) แต่ด้วยประสบการณ์ที่เจอมา ถ้าความรักไม่ซัพพอร์ตกับชีวิต เราปล่อยไปดีกว่า แต่ไม่ได้ปิดกั้นความรัก ถ้าจะมี ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ ความรักยังจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน ยิ่งถ้ามีคนที่เรารัก แล้วเขารักในสิ่งที่เราทำ มันจะยิ่งเติมพลังให้เราทำในสิ่งที่เรารักมากขึ้น แต่อย่างที่บอก ปล่อยไปตามธรรมชาติ กอล์ฟไม่คาดหวังว่ามันจะต้องเกิดขึ้นตอนไหน จะได้ไม่ต้องรู้สึกมากตอนที่เราผิดหวัง

Q: ในฐานะที่เคยก้าวไปสู่คำว่า ‘ซูเปอร์สตาร์’ วันนี้เมื่อคุณหันกลับไปมองสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมา คุณมีความรู้สึกอย่างไร

A: คำว่าซูเปอร์สตาร์มีหลายแบบ อยู่ที่ว่าจะมองมุมไหน ถามผม วันนั้นผมเรียกตัวเองว่า ไอดอล ซึ่งผมยอมรับว่า วันนั้นเราอาจถูกห่อด้วยอะไรหลายๆ อย่างเพื่อให้คนมาชอบเรา แต่ ณ วันนี้ ผมก้าวมาสู่คำว่า ศิลปิน ซึ่งความเป็นศิลปินคือคนต้องมาชอบเราด้วยผลงาน สมมติวันหนึ่งถ้าเราตายไป งานเราก็ยังถูกจดจำหรือยังถูกนำกลับมาทำใหม่อยู่เสมอ เรายังไปไม่ถึงจุดนั้นหรอก แต่ของทุกอย่างต้องใช้เวลา เราลองผิด ลองถูก เคยหลงทาง เคยเซมาแล้ว ด้วยประสบการณ์เหล่านั้น ทำให้เราค่อยๆ ยืนได้ด้วยตัวเอง และยืนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ (ยิ้ม)

ชีวิตยังต้องไปต่อ ตราบเท่าที่ยังมีแรงใจและไฟฝัน ความสำเร็จยังรอคอยอยู่ในทุกย่างก้าว ตราบเท่าที่เราพร้อมจะลงมือทำ...


AUTHOR :

Rabbit Today
Rabbit Today
Rabbit Today สื่อรายวันที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับผู้อ่าน เปิดกว้างในทุกๆมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับคุณในทุกช่องทาง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆสู่คุณ...