เรื่องเด่น

หัวคิด ‘หัวเว่ย’

Published 21 เม.ย. 2019

By Rabbit Today

Huawei-scoop-Rabbit-Today-banner

ในโลกของ ‘โซเชียล’ มีคำพูดคำหนึ่งที่กล่าวขานกันว่า หากประเทศจีน ไม่มี ‘อาลีบาบา’ ของแจ๊ก หม่า เจ้าพ่อค้าขายแห่งโลกดิจิทัล ชื่อของ ‘เหริน เจิ้งเฟย’ แห่ง ‘หัวเว่ย’ (Huawei) จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศจีนโดยทันที 

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ‘หัวเว่ย’ เป็นแค่บริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือ แต่อันที่จริงแล้ว หัวเว่ยยังรับติดตั้งสัญญาณโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเครือข่ายบริการอยู่ใน 150 ประเทศ และมีประชากรโลกใช้บริการอยู่ร่วม 2,000 ล้านคน

ระบบเทคโนโลยี 4G ที่เกิดขึ้นในยุโรป ก็ได้หัวเว่ยเป็นรายแรกๆ ที่เข้าไปพัฒนาให้ ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนของหัวเว่ยในยุโรปก็มีสัดส่วนมากถึง 50% 

ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา หัวเว่ยทำเงินจากทั่วโลกจากธุรกิจในเครือแล้วกว่า 2.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นกำไรประมาณ 2.2 แสนล้านบาท เป็นรายได้ที่มาจากต่างประเทศถึง 70% 

ปี 2016 หัวเว่ยได้รับรางวัลเกียรติยศชั้นสูงสุดจากประเทศจีน ในสาขาสินค้าคุณภาพ จากกระทรวงเทคโนโลยี และกวาดรางวัลเกียรติยศต่างๆ มาแล้วกว่า 700 รางวัล 

แม้เศรษฐกิจโลกจะผลักให้เกิดภาวะถดถอยทางการตลาด ไม่เว้นแม้แต่ ‘Apple’ แต่หัวเว่ยกลับมีผลประกอบการเป็นบวก โดยเฉพาะธุรกิจมือถือที่ทุกคนกำลังจับตามอง

ปีที่ผ่านมา กลุ่มธุรกิจมือถือของ Huawei สามารถทำยอดขายแซง Apple ที่อยู่อันดับ 2 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก จากยอดขายจำนวนทั้งสิ้น 355.2 ล้านเครื่อง

  • Samsung มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 20.3% ลดลงจาก 22.1% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
  • Huawei มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 14.6% เพิ่มขึ้นจาก 10.4% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
  • Apple มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 13.2% เพิ่มขึ้นจาก 12.4% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

…สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้ชายที่ชื่อ ‘เหริน เจิ้งเฟย’ ที่ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย ด้วยเงิน 1 แสนบาท แถมเขายังเป็นบิดาของ ‘เมิ่ง หว่านโจว’ ผู้บริหารฝ่ายการเงินของหัวเว่ย ซึ่งถูกจับกุมจากชนวนความตึงเครียดทางการทูตที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ 

…อะไรคือกลยุทธ์ที่ ‘เหริน’ ส่งให้ ‘อาณาจักรหัวเว่ย’ ยิ่งใหญ่มาถึงทุกวันนี้?

ต้องซื่อสัตย์

เขาสามารถทำกำไรมหาศาลจากธุรกิจทั่วโลก แต่เขาก็ไม่เคยลืมนำรายได้เหล่านั้นกลับมาเป็นภาษีให้ประเทศจีนกว่า 1.6 แสนล้านบาท เพราะเขามองว่าการเสียภาษีให้รัฐบาลจีนเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ดียิ่งขึ้น และนั่นก็ทำให้ภาครัฐให้การสนับสนุนทุกอย่างที่หัวเว่ยอยากลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ต้องเลี้ยงดูคนให้ดีเท่าที่จะทำได้

เขาเคยกล่าวว่า “เมื่อได้ชัยชนะมา 1 ครั้ง พ่อแม่พี่น้อง ญาติสนิท มิตรสหายของเขา จะต้องได้กินข้าวเพิ่มอีก 1 ชาม” เขาจึงเลือกเจียดงบฯ ส่วนหนึ่งเพื่อไว้บริจาคให้เป็นแก่ลูกหลานแรงงานพนักงาน เพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา และความคิดที่ไม่เหมือนใครนี้ ทำให้พนักงานทุกคนกลายเป็นเกราะคอยคุ้มกันธุรกิจและสร้างแรงหนุนอย่างเข้มข้นให้กับหัวเว่ย

ต้องใช้ความสงบนิ่ง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จึงจะมีอนาคตที่ยั่งยืนถาวร 

หัวเว่ย อาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่ออกมาบอกถึงความฉาบฉวยว่า ตนเองเป็นเจ้าแห่งกระแสด้านใดด้านหนึ่ง แต่จะออกมาบอกกับผู้บริโภคเมื่อมั่นใจแล้วว่า สินค้าของตัวเองนั้นดีและพร้อมเพียงใด เพราะไม่ต้องการทำให้ผู้บริโภคผิดหวัง

ต้องไม่นำตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์

เขามองว่าในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การทำกำไรมหาศาลเหล่านั้นเกิดจากการปั่นตัวเลข และเขาไม่ต้องการเช่นนั้น เขายึดหลัก ‘กระดุมเม็ดแรก’ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความลำบากอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แล้วค่อยๆ หากำไรแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่การปั่นเงินจากตลาดหุ้นมันไม่สมเหตุสมผลกับการพัฒนาใดๆ เลย เขาจึงไม่ยอมเอา ‘หัวเว่ย’ เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่กลับนำหุ้น 98.6% กระจายให้พนักงานทุกคน ส่วนเขามีหุ้นในชื่อตัวเองแค่ 1.4% เท่านั้น (ได้ใจพนักงานเข้าไปอีก)

ต้องไม่ลืมความยากลำบากในชีวิต

เหรินมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน โดยเขาเป็นคนโต ยังชีพด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของพ่อแม่ และแทบทุกสิ้นเดือนพ่อแม่ของเขาก็ต้องแบกหน้าไปยืมเงินจากเพื่อนบ้านบ่อยๆ และนั่นก็ทำให้เขาไม่เคยคิดจะขออะไรที่เกินความจำเป็นจากที่บ้าน แม้แต่เสื้อใหม่ที่จะไปโรงเรียน และชีวิตในอดีตทำให้เขาไม่ลืมว่าต่อให้รวยแล้ว ก็ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องทำตัวเหมือนคนรวย

…แม้ทุกวันนี้ เหริน ในวัย 73 ปี จะกลายเป็นมหาเศรษฐีแห่งจีน แต่เขาก็ยังเข้าแถวรอขึ้นรถแท็กซี่ ทำตัวเหมือนเช่นคนงานในสายการผลิตคนหนึ่ง ไม่เข้าสังคมที่ไร้สาระต่อธุรกิจ ไม่เข้าหานักการเมือง และปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมกับข้าราชการทุกระดับ 

ขณะเดียวกันแม้จะมีทรัพย์สินมหาศาล แต่เขากลับเลือกขับรถมือ 2 ราคาไม่เกิน 1 แสนหยวน (ประมาณ 5 แสนบาท) แต่ต่อมาความเก่าของรถ ทำให้สตาร์ตไม่ติด จึงได้เปลี่ยนไปซื้อรถ BMW 730i ราคาประมาณ 1 ล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านบาท) นั่นเป็นทรัพย์สินที่สิ้นเปลืองที่สุดของท่านแล้ว

ตอนนี้คนจีนส่วนใหญ่รู้จักเหริน เจิ้งเฟย และให้ความเคารพกับเขาอย่างสูง ถึงขั้นเป็นหนึ่งในไอดอลของคนจีนยุคใหม่กันเลยทีเดียว และไม่แปลกใจเลยที่หัวเว่ยสามารถพาตัวเองขึ้นไปสู่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังสร้างความหวั่นไหวให้กับ Samsung และ Apple เพราะพวกเขามี ‘ผู้นำ’ ที่มี ‘หัวคิด’ ยิ่งใหญ่เช่นนี้นี่เอง

หัวคิด ‘หัวเว่ย’,สวัสดีวันจันทร์,Rabbit Today

หัวเว่ยผงาดเป็นแบรนด์ที่ติด Top 100 ของโลก จากการจัดอันดับของ Forbes มียอดขาย 86,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี มีพนักงาน 180,000 คน ใน 170 ประเทศ และครองส่วนแบ่ง 20% ในตลาดโทรศัพท์มือถือโลก